ปก 1200 800

เงื่อนไขที่ควรมีกับการส่งเสริมการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ

ในช่วงที่ผ่าน การออกไปลงทุนทางตรงในต่างประเทศของประเทศไทยได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการออกไปลงทุนในต่างประเทศของภาคเอกชนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของไทยที่เริ่มจะเปลี่ยนแปลง จาก “ผู้รับการลงทุน เป็น มาเป็นนักลงทุนในต่างประเทศ” อย่างไรก็ตามมันตามมาซึ่งคำถามใหญ่ว่าการออกไปลงทุนต่างประเทศมันส่งผลดีต่อประเทศไทยจริงหรือไม่

ประเทศไทยได้ออกไปลงทุนทางตรงในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังแสดงให้เห็นในรูปด้านล่าง โดยเงินลงทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกเริ่มมีบทบาทสำคัญและมียอดการไหลออกของเงินทุนมากกว่าเงินลงทุนทางตรงระหว่างประเทศขาเข้าในปี พ.ศ. 2554-2555 และ พ.ศ. 2557-2558 ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากทั้งแรงจูงใจในการออกไปแสวงหาตลาดใหม่ แสวงหาทรัพยากรการผลิต เช่น แรงงาน วัตถุดิบ ที่เกิดการขาดแคลนในประเทศและมีต้นทุนแพงขึ้นหลังจากเป็นฐานการผลิตมาเป็นเวลานาน รวมไปถึงการหาประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีในประเทศเพื่อนบ้าน

การออกไปลงทุนในต่างประเทศของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมามักเป็นในรูปแบบที่ภาคเอกชนออกไปลงทุนเอง โดยมีการสนับสนุนหรือช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างจำกัด โดยทางรัฐบาลได้เพิ่งมีการจัดตั้งหน่วยงานที่ดูแลการออกไปลงทุนในต่างประเทศให้ขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี พ.ศ. 2556 ทั้งนี้ที่ผ่านมาไทยมักมีมาตรการส่งเสริมการออกไปลงทุนโดยให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูลเป็นหลัก แต่ยังขาดมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านอื่น เช่น แรงจูงใจทางภาษี ความช่วยเหลือทางด้านเงินทุน และบริการสนับสนุนอื่นๆ

ต่อมามีเสียงเรียกร้องจากทางภาคเอกชนให้รัฐบาลมีมาตรการหรือนโยบายส่งเสริมการออกไปลงทุนที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เช่น การให้แรงจูงใจทางภาษี การให้การสนับสนุนข้อมูลเชิงลึก และการให้แรงจูงใจที่มิใช่ภาษีอื่นๆ เหมือนที่ประเทศอื่นๆมี อย่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน ซึ่งมีระดับการออกไปลงทุนในต่างประเทศที่สูงใช้กัน

อย่างไรก็ตาม การออกแบบนโยบายการส่งเสริมการออกไปลงทุนว่าจะส่งเสริมการลงทุนในลักษณะใดหรือในภาคการผลิตแบบใดนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าการออกแบบนโยบายการส่งเสริมการส่งออก เนื่องจากการออกไปลงทุนของบางภาคการผลิตอาจมีผลกระทบเชิงลบกับประเทศได้ เช่น การออกไปลงทุนเพื่อย้ายฐานการผลิตอาจก่อให้เกิดการลดการจ้างงานและระดับการเจริญเติบโตในประเทศผู้ลงทุนได้

จากเหตุผลข้างต้นทำให้หลาย ๆ ประเทศจึงมีการกำหนดเงื่อนไขการได้รับการส่งเสริมการออกไปลงทุน และเงื่อนไขที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ ภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรม โดยหลาย ๆ ประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และมาเลเซีย มีการกำหนดภาคธุรกิจที่จะได้รับการส่งเสริมการออกไปลงทุนในต่างประเทศเป็นพิเศษ โดยจะเน้นการส่งเสริมในภาคธุรกิจที่ออกไปลงทุนจะสร้างผลดีต่อการเจริญเติบโตของประเทศ

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ประเทศไทยเราควรจะมีการศึกษาผลกระทบของการลงทุนโดยตรงในแต่ละภาคการผลิต เพื่อจะรู้ควรส่งเสริมการลงทุนในลักษณะหรือภาคการผลิตใด และออกแบบนโยบายเพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาของประเทศ

โดยจากการศึกษาของโครงการวิจัย เรื่อง “ผลกระทบของการลงทุนโดยตรงขาออกในต่างประเทศต่อการส่งออกและมูลค่าเพิ่มที่ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจไทย” พบว่า การออกไปลงทุนในต่างประเทศที่ส่งผลดีมักจะมีลักษณะที่สำคัญคือ เป็นการออกไปลงทุนเพื่อแสวงหาเทคโนโลยี ตราผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับในตลาดผู้รับทุน หรือช่องทางการจัดจำหน่าย หรือเป็นการออกไปลงทุนตั้งฐานการผลิตที่มีการสร้างเครือข่ายการผลิตร่วมกันหรือมีการใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตร่วมกับประเทศแม่

ในขณะที่ภาคการผลิตที่การออกไปลงทุนในต่างประเทศส่งผลลบมักจะอยู่ในลักษณะของการออกไปลงทุนในประเทศที่เดิมเป็นตลาดส่งออกหลัก และเข้าไปลงทุนเพื่อทดแทน การส่งออก หรืออาจจะเป็นการออกไปลงทุนเพื่อแสวงหาทรัพยากรการผลิตหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีซึ่งทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปในที่สุด

โดยจากผลการสำรวจงานวิจัยชิ้นนี้พบว่าปัจจัยที่กำหนดการออกไปลงทุนใน 4 อุตสาหกรรมหลัก อย่าง อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป  อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม และอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน พบว่า ปัจจัยที่กำหนดการออกไปลงทุนมีความแตกต่างกันดังนี้

โดยในส่วนของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป การออกไปลงทุนในต่างประเทศมีทั้งในกรณีของการแสวงหาตลาด (market-seeking) เช่น ไก่แปรรูป การแสวงหาทรัพยากร (resource-seeking) เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง และการอาศัยสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น น้ำตาล

อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การออกไปลงทุนโดยมากเป็นลักษณะของ vertical FDI โดยเป็นการย้ายฐานการผลิตขั้นตอนที่เน้นใช้แรงงานเข้มข้นออกไปทำการผลิตในประเทศที่มีเทคโนโลยีต่ำกว่า รวมถึงการย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติจากต่างประเทศ

อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม การออกไปลงทุนจะเป็นการย้ายฐานการผลิตของกิจกรรมการตัดเย็บเครื่องนุ่งห่มที่เน้นใช้แรงงานเข้มข้น และอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นการออกไปลงทุนจะเป็นลักษณะของการแสวงหาตลาดกล่าวคือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยขยายฐานการผลิตไปยังประเทศฃที่มีตลาดขนาดใหญ่หรือตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตที่สูง

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมแต่ละอุตสาหกรรมมีเป้าหมายของการออกไปลงทุนในต่างประเทศที่แตกต่างกัน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออก การจ้างงาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในบางกรณีการออกไปลงทุนของบางอุตสาหกรรมอาจส่งผลลบต่อประเทศ (การย้ายฐานการผลิต) และในบางกรณีอาจเป็นผลบวก (การเชื่อมเครือข่ายการผลิต และการแสวงหาเทคโนโลยีหรือตลาดใหม่)

ทั้งนี้ภาครัฐอาจจะใช้เกณฑ์ดังกล่าวในการตั้งเงื่อนไขการได้รับการส่งเสริมการออกไปลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกไปลงทุนเพื่อแสวงหาเทคโนโลยี ตราผลิตภัณฑ์ หรือช่องการจัดจาหน่าย ซึ่งมักจะเป็นการออกไปลงทุนแบบร่วมทุนหรือซื้อกิจการ ที่ไม่ใช่การจัดตั้งฐานการผลิต และมักจะเป็นการออกไปลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้ยากที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนจากประเทศผู้รับทุน จึงจำเป็นจะต้องได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาลไทย เพื่อให้การออกไปลงทุนประสบความสำเร็จ เนื่องจากการลงทุนประเภทนี้มักมีความเสี่ยงในการลงทุนค่อนข้างสูง หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐบาลนั่นเอง

เงื่อนไขที่ควรต้องมี

จากการศึกษาพบว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว มักมีเงื่อนไขในการส่งเสริมการออกไปลงทุนการรับการอุดหนุน โดยเงื่อนไขที่สำคัญประการหนึ่งคือ ภาคธุรกิจที่ออกไปลงทุน และวัตถุประสงค์ของการออกไปลงทุน เช่นประเทศดังตารางด้านล่างคือ

ในส่วนของประเทศไทยนโยบายการส่งเสริมการออกไปลงทุนที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยควรจะมีการกำหนดเงื่อนไขของภาคธุรกิจ หรือประเภทกิจการที่ออกไปลงทุนในประเทศพัฒนาแล้ว โดยประเทศไทยควรให้มีการกำหนดเงื่อนไขในการส่งเสริมการออกไปลงทุนเป็น 2 รูปแบบ คือ นโยบายการอำนวยความสะดวกและให้ข้อมูลการออกไปลงทุน และนโยบายส่งเสริมการออกไปลงทุน

ในส่วนของนโยบายการอำนวยความสะดวกการออกไปลงทุน ประกอบไปด้วย การจัดทำข้อตกลงการลงทุนแบบ ทวิภาคี/การแสวงหาความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ การให้บริการด้านข้อมูลและบริการสนับสนุนต่างๆ นโยบายเหล่านี้ควรมีให้กับนักลงทุนในทุกภาคการผลิต ส่วนนโยบายการส่งเสริมการออกไปลงทุนอาจจจะเป็นการให้ความช่วยเหลือกับธุรกิจซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน เช่น การให้เงินกู้ยืมอัตราดอกเบี้ยต่ำ การร่วมทุน การให้เงินอุดหนุน นโยบายเหล่านี้ควรกำหนดให้กับเฉพาะภาคธุรกิจที่ออกไปลงทุนแล้วสร้างผลบวกให้กับประเทศ

ข้อเสนอแนะข้างต้นนับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ทางรัฐบาลไทยอาจนำมาพิจารณาใช้เกณฑ์เหล่านี้มาช่วยในการพิจารณาให้การส่งเสริมการออกไปลงทุนในรูปแบบของนโยบายในการส่งเสริม เพื่อประโยชน์ของประเทศไทยเอง ทั้งในมิติของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การส่งออก และการจ้างงานที่จะเกิดขึ้น

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการ “ผลกระทบของการลงทุนโดยตรงขาออกในต่างประเทศต่อการส่งออกและมูลค่าเพิ่มที่ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจไทย”

หัวหน้าโครงการ : ธนะพงษ์ โพธิปิติ และ กรกรัณย์ ชีวะตระกุลพงษ์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
กราฟิค ตวงทอง จงเจริญ
ตรวจภาษาและความถูกต้อง สุดารัตน์ จิตเพียรธรรม
00:00
00:00
Empty Playlist