web_01

ความพยายามเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันทางสาธารณสุขบริเวณชายแดนไทย – ลาว (อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย)

ปัจจุบัน โรคระบาดได้กลายเป็นปัญหาระดับโลกและภูมิภาค มีการแพร่ขยายอย่างรวดเร็วในลักษณะการข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการแพร่กระจายโดยมีมนุษย์เป็นพาหะไปยังที่ต่างๆ อย่างไรก็ตาม โรคระบาดทางสาธารณสุขดังกล่าว มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีพรมแดนติดกันทั้งทางบกและทางน้ำ ดังนั้นการมีมาตรการเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันทางสาธารณสุขจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่จะต้องทำอย่างไรบ้างนั้นบทความนี้จะมาช่วยเสนอแนวทางในการป้องกันและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการแพร่ขยายของโรคระบาดผ่านพรมแดน

ไทยมีพรมแดนติดต่อกับสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปปล.) 12 จังหวัด ขณะที่จังหวัดเชียงราย มีพรมแดนติดต่อ สปปล. บริเวณอำเภอแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ผู้ป่วยต่างด้าวหรือผู้ป่วยชาวลาวข้ามมารับบริการสาธารณสุข การข้ามแดนผ่านเพื่อมาเยี่ยมญาติ การค้าขายในพื้นที่ชายแดน รวมทั้งมีความสัมพันธ์กับจีน ในพื้นที่เศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำบริเวณแขวงบ่อแก้ว ตรงข้ามกับอำเภอเชียงแสน จึงทำให้มีแรงงานอพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ชาวพม่า และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในพื้นที่ โดยเฉพาะการเติบโตทางเศรษฐกิจการค้า และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ก็อาจเกิดความเสี่ยงการระบาดของโรคติดต่อสำคัญในพื้นที่ได้

ขณะที่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ชายแดนที่ผู้ป่วยชาวลาวข้ามมารับบริการสาธารณสุข การข้ามแดนเพื่อมาเยี่ยมญาติ การค้าขายชายแดน การข้ามมาใช้บริการผ่านจุดผ่อนปรน ซึ่งบางจุดผ่อนปรนไม่มีหน่วยให้บริการเฝ้าระวัง คัดกรองผู้ป่วย เหมือนด่านควบคุมโรคตามมาตรฐานสากล  รวมทั้งจุดข้ามแดนและจุดผ่อนปรนที่เป็นจุดพักสัตว์ ประเภท วัว ควาย และสุกร เพื่อส่งออกทางเรือขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีน ดังนั้น การเฝ้าระวังโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว จึงมีความสำคัญ

โครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบจัดการควบคุมป้องกันโรคติดต่อชายแดนในชุมชมชายแดนไทย-ลาว” จึงเกิดขึ้นเพื่อศึกษาความร่วมมือด้านการควบคุมป้องกันโรคติดต่อบริเวณชายแดนไทย-ลาว โดยศึกษากรณีพื้นที่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีพรมแดนติดกับแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว เป็นการเฉพาะ

พื้นที่บริเวณชายแดนไทย – สปป.ลาว ยังคงมีความเสี่ยงการแพร่ของโรคระบาดทางสาธารณสุข เนื่องจากปฏิสัมพันธ์ด้านต่างๆ ผ่านพรมแดน เช่น การข้ามแดนระหว่างประชนในพื้นที่สองฝั่ง และมีการค้าขายชายแดนในพื้นที่หมู่บ้านชายแดน  มีตลาดนัดในพื้นที่ มีการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ยาไม่ได้มาตรฐานและคุณภาพ สินค้าสัตว์ป่า และการเยี่ยมญาติ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ป่วยชาวลาวมารับบริการการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นในพื้นที่อำเภอเชียงของ เฉลี่ยปีละ 1,200 – 2,000 คน โดยโรคระบาด 4 อันดับแรกในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า และชายแดนไทย-ลาว ได้แก่ โรคปอดบวม อาหารเป็นพิษ โรคมือเท้าปาก และโรคไข้หวัดใหญ่ โดยกระทรวงสาธารณสุขประเมินว่าปัญหาทางสุขภาพและสาธารณสุขมีความเชื่อมโยงกับบริบทชายแดนเช่นกัน

ปัจจุบัน ไทยและ สปป.ลาวมีระบบเฝ้าระวังป้องกันโรคติดต่อชายแดนในพื้นที่ระหว่างอำเภอเชียงของกับเมืองห้วยทราย เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดอย่างทันท่วงทีแต่ต้องมีการพัฒนาระบบดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ทั้งนี้ ในส่วนของไทยมีระบบเฝ้าระวังโรคติดต่อ (Surveillance System) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การเฝ้าระวังโรคติดต่อ (Surveillance) 2) การสอบสวนโรคอย่างรวดเร็ว (Rapid) 3) การตอบโต้สถานการณ์การเกิดโรคที่ฉับพลัน (Response) และ 4) มีทีมการสอบสวนโรคที่รวดเร็วแม่นยำ (Teams) สำหรับระบบการเฝ้าระวังโรคติดต่อของ สปป.ลาว มีระบบการเฝ้าระวังโรคติดต่อ (LAOS EWARN)  ทั้งหมด 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การสอบสวนโรคอย่างรวดเร็ว (Rapid) 2) การตอบโต้สถานการณ์การเกิดโรคที่ฉับพลัน (Response) และ 3) มีทีมสอบสวนโรคที่รวดเร็วแม่นยำ (Teams) แต่ยังขาดระบบการเฝ้าระวังโรคติดต่อ (Surveillance)

การพัฒนาระบบการเฝ้าระวังโรคติดต่อตามแนวชายแดนไทย-ลาว เพื่อให้เกิดจุดเชื่อมต่อประสานงานกัน จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อส่งต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันอย่างเป็นระบบผ่านระบบข้อมูลด้านการระบาดของโรคติดต่อในพื้นที่ ไทยและ สปป.ลาว จึงพัฒนาจุดเชื่อมต่อจากการใช้ระบบการเฝ้าระวังโรค โดยการใช้ข้อมูลและแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันผ่านระบบการแจ้งข่าวแบบออนไลน์ ในพื้นที่ทั้งในอำเภอเชียงของกับเมืองห้วยทราย ส่งผลให้ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารและวางแผนกำหนดมาตรการเฝ้าระวังโรคติดต่อในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของโรคติดต่อไม่ให้เกิดการระบาดในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที

มีความความพยายามร่วมกันระหว่างไทยและ สปป.ลาว เพื่อพัฒนาระบบการเฝ้าระวังแจ้งเตือน และควบคุมโรคระบาดบริเวณชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการช่วยเหลือด้านสาธารณสุขที่สำคัญ ได้รับความร่วมมือทุกระดับในพื้นที่ทั้งในระดับอำเภอและแขวงใน สปป.ลาว ร่วมทั้งประชาชนในพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน  ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบต่อข้อเสนอการพัฒนาระบบกลไกการควบคุมเพื่อจัดการโรคติดต่อชายแดน (ไทย-ลาว) และการลงนามบันทึกรายงานการประชุมความมือร่วมกัน (Minute of Discussion: MOD) ในการเฝ้าระวังควบคุมป้องกันโรคระดับระดับอำเภอเชียงของกับเขตห้วยทราย

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดบางประการจากการจัดทำระบบเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดต่อร่วมกันในพื้นที่ชายไทย-ลาว ในไทย ประชากรต่างด้าวพักอาศัยในพื้นที่ และผู้นำชุมชนในพื้นที่ไม่ได้ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร จึงไม่สามารถการแจ้งเตือนและแจงข่าวกรณีที่มีคนต่างด้าวอพยพเข้ามาในพื้นที่ ส่งผลให้ อสม. เฝ้าระวังและป้องกันโรคได้ยากกว่าปกติ ขณะที่ ฝ่ายลาวพบว่า บุคลกรสาธารณสุขในเมืองและสุขศาลายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับระบบการรายงานโรค และระบบการเฝ้าระวังป้องกันโรค ที่เพียงพอ

แนวทางการในการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและเฝ้าระวังในพื้นที่

ระบบเฝ้าระวังโรคระบาดทางสาธารณสุขในบริเวณพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งที่จำเป็น นโยบายดังกล่าวควรได้รับการสานต่อและพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรคระบาดทางสาธารณสุข หากเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผลประโยชน์ของไทยไม่เฉพาะพื้นที่ชายแดน แต่ยังรวมถึงการแพร่ระบาดเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของประเทศได้ หากมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

ความร่วมมือและความช่วยเหลือทางเทคนิคกับลาว โดยเฉพาะความรู้เชิงเทคนิคต่างๆ ในการเฝ้าระวังและควบคุมโรค รวมถึงขั้นตอนการรับมือและการรายงาน เมื่อตรวจพบเหตุการณ์ผิดปกติ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือเพื่อปิดช่องว่างที่อาจเกิดขึ้นในการเฝ้าระวังและป้องกัน

การรณรงค์เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงปัญหาและความสำคัญของโรคระบาดสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน  ควรดำเนินการเพิ่มขึ้น  เนื่องจากในบางพื้นที่บริเวณเขตอาศัยของแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยในชุมชนเมืองยังขาดความสนใจ และคิดว่าชุมชนตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องกับมาตรการต่างๆ ของรัฐ จึงไม่ได้ความร่วมมือในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคระบาดอย่างเต็มที่ ดังนั้น การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และการจัดชุดเคลื่อนที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนดังกล่าว และโน้มน้าวให้ชุมชนร่วมมือกับเจ้าที่รัฐ จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อไป

การพัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องยังคงต้องได้รับการสนับสนุนต่อไป แม้จะมีความพยายามเพื่อสร้างระบบข้อมูลกลางเพื่อเชื่อมต่อกับ สปป.ลาว แต่ยังต้องอาศัยระยะเวลาในการหารือทางเทคนิค และการเชื่อมต่อข้อมูล และการตกลงด้านต่างๆ ขณะที่ในระบบฐานข้อมูลไทย สามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันให้สะดวก รวดเร็ว เพื่อสามารถตอบสนองเหตุการณ์ฉุกเฉินทางสาธารณสุขได้อย่างทันท่วงที

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การพัฒนาระบบจัดการควบคุมป้องกันโรคติดต่อชายแดนในชุมชมชายแดนไทย-ลาว. ”

หัวหน้าโครงการ : พิษณุ กันทวี
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง คณพศ ภูวบริรักษ์
กราฟิก ณปภัช เสโนฤทธิ์
00:00
00:00
Empty Playlist