potential-impacts-of-this-transformative-change-on-thailands-economy-and-its-labour-market

แรงงานไทยกับความท้าทายในยุคของเทคโนโลยี

หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวการเลิกจ้างคนของหลาย ๆ บริษัทในปัจจุบัน นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจแล้วยังมีปัจจัยอะไรอีก รู้หรือไม่ หลาย ๆ บริษัทนั้นหันมาใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรต่าง ๆ ในการทำงานแทนการจ้างคน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้เราควรปรับตัวอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ

ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เราได้ประสบกับความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตของเราในทุกวัน ทุกด้าน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารจัดการธุรกรรมต่าง ๆ ของภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ หรือทำธุรกิจรูปแบบเดิมแต่เปลี่ยนแปลงวิธีการผลิต การใช้วัตถุดิบใหม่ ๆ หรือแม้กระทั่งการย้ายฐานการผลิตอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโลกในยุคศตวรรษที่ 21 นี้ต่างไปจากเดิมมากทีเดียว

ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่าภาคธุรกิจได้รับประโยชน์จากพัฒนาการของเทคโนโลยีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นระบบเทคโนโลยีหุ่นยนต์เชิงอุตสาหกรรม (Industrial Robots) ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) รวมไปถึงเทคโนโลยีดิจิทัลโดยรวม (เช่น Big Data, IoT) โดยในหลายภาคธุรกิจมีการนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ๆ เหล่านี้มาช่วยในการผลิตสินค้าและบริการ เช่น ในธุรกิจรถยนต์ที่ปัจจุบันมีความพยายามพัฒนารถยนต์ไร้คนขับขึ้น โดยผลจากการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้นอกจากจะทำให้ระบบการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ในระยะยาวก็อาจมีผลทำให้สามารถผลิตได้ในราคาที่ถูกลง

แต่อย่างไรก็ดี แม้เทคโนโลยีสมัยใหม่นี้จะมีประโยชน์มากมายขนาดไหน แต่ผลจากการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้มาใช้ก็ส่งผลโดยตรงกับแรงงานที่เคยทำหน้าที่เหล่านี้อยู่ก่อน เพราะการปรับใช้เทคโนโลยีนี้มักจะทำให้ภาคธุรกิจมีความต้องการใช้แรงงานเหล่านั้นน้อยลง ซึ่งอาจนำมาซึ่งการเกิดภาวะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบไร้การจ้างงาน (Jobless Growth) อันหมายถึงการที่ภาคธุรกิจสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องจ้างงานเพิ่มหรือจ้างงานน้อยลง หรืออีกนัยหนึ่งคือแม้เศรษฐกิจจะเติบโต แต่การจ้างงานจะไม่ได้เพิ่มขึ้นและอาจมีแนวโน้มลดลง เนื่องด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งแรงงานจำนวนมากเหมือนในอดีตอีกต่อไป ซึ่งสภาวการณ์นี้เองอาจส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างกับแรงงานในระยะยาว

นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจะมีผลกระทบโดยตรงกับความต้องการจ้างแรงงานแล้ว มันยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าโลกและการย้ายฐานการผลิตด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ก็นำมาซึ่งผลกระทบกับความต้องการจ้างแรงงานด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเมื่อก่อนประเทศแม่หรือประเทศพัฒนาแล้วต่าง ๆ มักจะมีการย้ายฐานการผลิตออกไปในประเทศที่มีค่าแรงต่ำเพื่อจะได้สามารถผลิตสินค้าได้ราคาถูกลง ซึ่งปรากฏการณ์นี้ก็นำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นของความต้องการจ้างแรงงานในประเทศฐานการผลิตต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น แต่ในปัจจุบันเมื่อมีการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย หรือกล่าวได้ว่าเป็นยุคของปัญญาประดิษฐ์ ที่ถูกนำมาใช้ทำงานหลายอย่างที่มนุษย์เคยทำ หรือเป็นยุคที่นักวิชาการบางส่วนเรียกว่าเป็น “The Third Unbundling” ซึ่งหมายถึงการที่งานต่าง ๆ ถูกจัดการให้สำเร็จได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ปฏิบัติงานอีกต่อไป

ผลที่ตามมาคือเมื่อมีการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ก็ทำให้กระบวนการผลิตต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้แรงงานจำนวนน้อยลงและสามารถผลิตสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกลง จนทำให้ต้นทุนการผลิตนั้นถูกกว่าการใช้เทคโนโลยีแบบเดิม จากผลตรงนี้เองจึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่อาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่บริษัทข้ามชาติจะตัดสินใจย้ายฐานการผลิตกลับไปที่ประเทศแม่ดั้งเดิม หรือไม่ก็อาจเลือกย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศที่เริ่มมีค่าแรงเพิ่มสูงขึ้นอย่างประเทศไทย ไปยังประเทศที่ยังค่าแรงต่ำกว่า เช่น  ประเทศเวียดนามและประเทศกัมพูชา ที่ยังถือเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำให้มาเป็นฐานการผลิตใหม่ได้ ซึ่งหากฐานการผลิตถูกย้ายออกไปจากประเทศไทย ไม่ว่าจะย้ายกลับไปประเทศแม่ หรือย้ายไปประเทศอื่นที่ค่าแรงถูกกว่าก็ตาม จะมีผลทำให้ความต้องการจ้างแรงงานในประเทศลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยความสำคัญของสถานการณ์ข้างต้น จึงนำมาซึ่งการศึกษาวิจัยของโครงการวิจัยเรื่อง “บทบาทของการค้าและเทคโนโลยีต่อการปรับเปลี่ยนของโครงสร้างตลาดแรงงานของไทย” ที่ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของเรื่องนี้โดยมีการหาค่าเฉลี่ยของความเสี่ยงในกลุ่มประเภทอาชีพหลัก ๆ เก้ากลุ่มอาชีพ อาทิ กลุ่มผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการอาวุโส ผู้จัดการ, กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพด้านต่าง ๆ, กลุ่มช่างเทคนิคสาขาต่าง ๆ, กลุ่มงานเสมียน, กลุ่มพนักงานบริการ พนักงานขายในร้านค้าและตลาด, กลุ่มผู้ปฏิบัติงานมีฝีมือด้านการเกษตรและประมง, กลุ่มผู้ปฏิบัติงานมีฝีมือในธุรกิจต่าง ๆ, กลุ่มผู้ปฏิบัติการด้านเครื่องจักรในโรงงาน และกลุ่มอาชีพงานพื้นฐาน

โดยผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ากลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด คือ กลุ่มอาชีพงานเสมียน, เจ้าหน้าที่ และรองลงมา คือ กลุ่มอาชีพปฏิบัติการด้านเครื่องจักรในโรงงาน แต่เมื่อวัดจากด้านกำลังแรงงานที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ โดยการคำนวณร้อยละของความเสี่ยงควบคู่ไปกับโครงสร้างของตลาดแรงงานไทยในปัจจุบัน พบว่ากลุ่มที่จะได้รับผลกระทบที่ใหญ่ที่สุด คือ กลุ่มกำลังแรงงานในอาชีพพนักงานบริการ พนักงานขาย ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบกว่าสามล้านคน และรองลงมา คือ กลุ่มผู้ปฏิบัติงานมีฝีมือด้านการเกษตรและประมง จำนวนกว่าสองล้านคน

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หากตลาดแรงงานไทยยังคงสภาพโครงสร้างไว้เช่นเดิม และไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของแรงงานและองค์ประกอบทักษะแรงงานแต่อย่างใด ตลาดแรงงานไทยก็มีโอกาสสูงมากที่จะประสบกับภาวะการไร้งานจากการปรับเปลี่ยนทางโครงสร้าง หรือสถานการณ์การลดการจ้างงานขนาดใหญ่ (Massive Layoff) ที่เกิดจากการเข้ามาของเทคโนโลยีและการค้าระหว่างประเทศในรูปแบบใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแรงงานจำนวนสูงถึงสิบสองล้านคน หรือหนึ่งในสามของกำลังแรงงานทั้งประเทศ

จากผลการศึกษาข้างต้น เป็นการชี้ว่าถึงเวลาแล้วที่ไทยเราควรหันมาตระหนักในเรื่องแรงงานอย่างจริงจังเสียที โดยในปัจจุบัน แม้ภาครัฐก็มีการออกมาตรการมาเยียวยาช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ อย่างเช่น ในปัจจุบันแรงงานในระบบจะได้รับการคุ้มครองจากประกันสังคม โดยหากเป็นกรณีถูกให้ออกจากงานจะได้รับเงินประกันสังคมว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน

แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการจ้างงานเกิดขึ้นจริง แรงงานอาจไม่สามารถหางานได้ใหม่ภายใน 180 วันอย่างแน่นอน ดังนั้น นอกจากเรื่องการเยียวยาช่วยเหลือแล้ว สิ่งที่รัฐควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือเรื่องการเพิ่มพูนทักษะความรู้ให้แรงงาน และควรส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องนี้ด้วย

โดยในเรื่องการเพิ่มพูนความทักษะความรู้ให้กับแรงงาน ภาครัฐควรมีการวางแผนการพัฒนาฝีมือแรงงานให้สามารถทำงานได้ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน โดยจัดงบประมาณให้มีการจัดฝึกอบรมทักษะที่จำเป็น หรือมีงบประมาณช่วยเหลือให้แรงงานสามารถนำไปใช้ฝึกฝนตนเองผ่านหน่วยงานอื่นได้ นอกจากนั้นในส่วนของการศึกษาอันถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเพิ่มพูนทักษะความรู้ของแรงงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รัฐควรส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้สามารถเอื้อต่อการสร้างทักษะสำหรับงานในอนาคต อีกทั้งควรผลักดันให้มีการจัดทำหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง (ทั้ง Online และ Offline) เพื่อให้ผู้ที่เรียนจบไปแล้วหรือไม่มีโอกาสได้เรียนสามารถเข้าถึงความรู้และเรียนรู้ต่อเนื่องเพื่อพัฒนาทักษะของตัวเองได้ตลอดชีวิต

ทั้งนี้ ภาครัฐควรมีการออกมาตรการหรือสร้างระบบจูงใจให้ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมด้วยช่วยกันดูแลแรงงาน เช่น ให้ภาคเอกชนจัดการฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานของตน หรือหากจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้แทนคนก็ควรหาแนวทางในการช่วยพนักงานในการย้ายไปที่ทำงานอื่นหรือภาคอุตสาหกรรมอื่นที่ยังมีความต้องการแรงงานแทนการที่จะเลิกจ้างโดยทันที หรือหากมีความจำเป็นต้องลดจำนวนคนงานจริงก็ควรมีการพิจารณาเรื่องการจ่ายเงินทดแทนที่เป็นธรรม นอกจากนี้ อาจเข้ามาเป็นตัวช่วยในการปรับทัศนคติแรงงาน ในเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้แรงงานเปิดรับและปรับตัวเข้ากับโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ส่วนที่สำคัญที่สุดเลยคงหนีไม่พ้นตัวพนักงานเองที่ควรจะมีความคิด (Mindset) เกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความต้องการแรงงานในประเทศด้วยว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแม้ว่าภาครัฐจะให้การช่วยเหลือแล้ว ภาคเอกชนหรือนายจ้างจะให้การช่วยเหลือแล้ว แต่ในสุดท้ายนั้น แรงงานเองก็ต้องเตรียมความพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยการแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง พัฒนาทักษะความรู้ใหม่ ๆ รวมไปถึงมองหาโอกาสที่จะมีขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอาชีพใหม่ ๆ หรืออุตสาหกรรมใหม่ ๆ ซึ่งหากแรงงานมีการปรับตัวให้มีความพร้อมอยู่เสมอ ก็จะมีโอกาสที่จะมีงานทำและใช้ชีวิตอยู่ได้ในโลกอนาคตต่อไปได้อย่างแน่นอน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “บทบาทของการค้าและเทคโนโลยีต่อการปรับเปลี่ยนของโครงสร้างตลาดแรงงานของไทย”

หัวหน้าโครงการ : เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู และ วรประภา นาควัชระ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
กราฟิก ตวงทอง จงเจริญ
00:00
00:00
Empty Playlist