RC20350-1.1

ศักยภาพและโอกาสของสินค้าไหมไทยในอาเซียน

ไหมไทย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ เกิดจากภูมิปัญญา ศิลปะ และวัฒนธรรมของไทยมายาวนานรวมถึงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์ไหมของไทยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมครัวเรือนระดับ SMEs ที่ใช้โรงงานคนเกือบทุกขั้นตอน ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างและกระจายรายได้สู่สังคมชนบทได้นับแสนครอบครัว ดังนั้นจึงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนของไทยเป็นอย่างมาก โดยทำรายได้จากการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ กว่า 73 ประเทศทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่าพันล้านบาท โดยตลาดหลักของการส่งออกอยู่ในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในแถบยุโรป

ซึ่งการรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็ถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางของไหมหัตถกรรมของโลก โดยมีประเทศไทยเป็นผู้นำ ดังนั้นประเทศไทยจึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลสถานภาพการตลาดสินค้าไหมในอาเซียนในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดทำความร่วมมือ การสร้างเครือข่ายการผลิต การตลาดด้านหม่อนไหมตลอดห่วงโซ่อุปทานในระดับอาเซียน และเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายความร่วมมือด้านหม่อนไหมอย่างสร้างสรรค์ระหว่างประเทศสมาชิกในอาเซียน โดยในที่นี้ได้คัดเลือกตัวแทนประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีความสำคัญด้านหม่อนไหม 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม

สถานการณ์การผลิตสินค้าไหม

เมื่อพูดถึงอาชีพการปลูกหม่อน เลี้ยงไหมของประเทศไทยนั้น เป็นอาชีพที่มีมายาวนานนับพันปี ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิถีของคนไทย โดยเกิดจากการสืบทอดภูมิปัญญามาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นวัฒนธรรมอันมีคุณค่าโดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลทางสถิติของกรมหม่อนไหมพบว่าสถานการณ์การณ์การผลิตหม่อนไหมในประเทศไทยมีปริมาณลดลงเรื่อย ๆ โดยในปี พ.ศ. 2547 มีพื้นที่ปลูกหม่อนสูงถึง 155,510 ไร่ และ มีจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจำนวนถึง 136,884 ครัวเรือน แต่เมื่อพิจารณาในปี พ.ศ. 2556 พบว่ามีจำนวนพื้นที่ปลูกเหลือเพียง 59,212 ไร่ และมีจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเหลือเพียง 74,136 ครัวเรือน ทั้งนี้สาเหตุก็มาจากหม่อนไหมไม่ใช่พืชเศรษฐกิจหลักของไทย อีกทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงคนรุ่นใหม่สนใจอาชีพหม่อนไหมน้อยลงและภาวะแข่งขันกับพืชเศรษฐกิจอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ประกอบกับราคาเส้นไหมที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาต่ำกว่าทำให้มีการนำเข้าสินค้าไหมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โครงสร้างการผลิตไหมไทย

โครงสร้างการผลิตไหมไทยในปัจจุบันนั้นมีความหลากหลายมากแต่สามารถจำแนกโครงสร้างการผลิตได้ตามกระบวนการผลิตของไหม โดยแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ 1.ระบบหัตถกรรมและหัตถอุตสาหกรรม และ 2.ระบบอุตสาหกรรม ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบนี้จะมีความแตกต่างกันอยู่ที่วัตถุดิบและรูปแบบการผลิตที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนคือ การผลิตไหมในระบบหัตถกรรมและหัตถอุตสาหกรรมเป็นการปลูกหม่อนที่สืบทอดยาวนานมาจากรุ่นสู่รุ่นและส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะอาชีพเสริมของชาวบ้านในท้องถิ่นนั้น โดยมักจะใช้แรงงานในครอบครัวและเวลาว่างที่มีอยู่เป็นหลัก ผลผลิตที่ได้เป็นรังไหมสีเหลืองและเส้นไหมดิบสีเหลือง ในส่วนการผลิตไหมในระบบอุตสาหกรรมนั้นสามารถจำแนกได้อีก 2 ลักษณะ คือ การผลิตในระดับเกษตร และ การผลิตในระดับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะแตกต่างกันที่ปริมาณการผลิตและกำลังคนที่ใช้ในการผลิต แต่ทั้งคู่จะเป็นการเลี้ยงไหมในเชิงพาณิชย์คือเกษตรกรจะประกอบเป็นอาชีพหลัก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคู่ค้า หรือสมาชิกของบริษัท หรือโรงงานสาวไหมที่มีการทำสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างกัน ผลผลิตที่ได้จะเป็นการเลี้ยงไหมพันธุ์ผสมต่างประเทศ รังสีขาว

นอกจากนี้ในกระบวนการผลิตไหมไทยนั้นมีโครงสร้างที่ครบวงจรครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ระดับ ดังต่อไปนี้

  • ระดับต้นน้ำ เป็นขั้นตอนในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การผลิตรังไหม และ การผลิตเส้นไหม (สาวไหม) โดยเกษตรกรเลี้ยงไหมหัตถกรรมจะเป็นผู้ผลิตไหมอยู่ที่ร้อยละ 62 ส่วนเกษตรกรเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมจะผลิตไหมอยู่ที่ร้อยละ 38 ของการผลิตไหมทั้งหมด
  • ระดับกลางน้ำ ส่วนใหญ่เกษตรกรรายย่อย หรือ วิสาหกิจชุมชนที่เลี้ยงไหมมาตั้งแต่ต้นน้ำก็จะนำไหมมาฟอกย้อมสี ทอเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าไหม รวมถึงการตกแต่งลวดลายเพื่อจำหน่าย ส่วนผู้ประกอบการจะรับซื้อเส้นไหมมาทอเป็นผ้าไหม
  • ระดับปลายน้ำ คือ ขั้นตอนในการกระจายสินค้าไปยังท้องถิ่นหรือรวบรวมไปจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กในระดับท้องถิ่น ผู้ประกอบการในระดับกลาง และผู้ประกอบการในระดับใหญ่จำนวนไม่มาก

เปรียบเทียบศักยภาพไทยในอาเซียน

หลังจากที่เราได้ทราบกระบวนการและลักษณะโครงสร้างการผลิตไหมไทยไปอย่างคร่าว ๆ แล้ว ในการที่จะเจาะตลาดสินค้าไหมในประเทศอาเซียนได้นั้นเราจำเป็นที่จะต้องศึกษาตลาดผ่านการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรคหรือข้อจำกัดของไหมไทยเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ เพื่อนำมากำหนดเป็นกลยุทธ์ให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อม (SMEs) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพในการเป็นตลาดส่งออกสินค้าไหมของไทยที่ศึกษาในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย และ สหพันธ์รัฐสังคมนิยมเวียดนาม

เปรียบเทียบกับ ประเทศอินโดนีเซีย พบว่า

  • จุดแข็ง คือ ประเทศไทยมีสายพันธุ์หม่อนและไหมที่หลากหลาย ประกอบกับมีการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพัฒนางานด้านหม่อนไหม ในขณะที่อินโดนีเซียยังไม่มีการพัฒนาทั้งสองด้านนี้ ส่วนในด้านคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าไหมของประเทศไทยสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ ซึ่งไทยมีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบในการพัฒนาด้านหม่อนไหมโดยตรง
  • จุดอ่อน คือ ประเทศไทยมีจำนวนแรงงานที่ไม่เพียงพอ รวมถึงค่าแรงของไทยสูงกว่าประเทศอินโดนีเซีย ทำให้ต้นทุนสินค้าสูง นอกจากนี้ในด้านข้อมูลการนำเข้า – ส่งออกเกี่ยวกับสินค้าไหมยังไม่ครอบคลุมทุกรายการสินค้าโดยเฉพาะประเภทสินค้าตกแต่งบ้านซึ่งเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มการส่งออกที่ดีในอนาคต
  • โอกาส คือ ประเทศอินโดนีเซียมีความต้องการนำเข้าวัตถุดิบโดยเฉพาะเส้นไหมคุณภาพดีได้มาตรฐานสากลจากไทย เพื่อผลิตเป็นสินค้าสำหรับส่งออก ในขณะเดียวกันไทยสามารถผลิตผ้าไหมในรูปแบบผ้าผืนเนื้อบางสำหรับนำไปปัก ทำบาติก หรือ พิมพ์ลวดลายบนผืนผ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยสามารถเจาะตลาดสินค้าไหมแก่ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงที่แม้จะมีเพียงร้อยละ 10 ของประชากรในประเทศ แต่กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สามารถดึงดูดและเป็นผู้นำเทรนด์ของการใช้สินค้าไหมในอินโดนีเซียได้
  • อุปสรรค/ข้อจำกัด คือ รูปแบบ สี และ ลวดลายของผ้าไหมไทย ยังไม่เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียที่มีความเคร่งครัดด้านศาสนา โดยเฉพาะศาสนาอิสลาม นอกจากนี้กฎระเบียบการนำเข้าสินค้ายังมีความยุ่งยาก ซับซ้อน ขาดความชัดเจน จนในบางครั้งทำให้มองเป็นมาตรการกีดกันการนำเข้า ในประเด็นนี้ทำให้ประเทศไทยจะต้องมีความรู้ และศึกษาระเบียบ ขั้นตอนระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนให้มีความพร้อมเพื่อสามารถเข้าไปปทำตลาดสินค้าไหมในอินโดนีเซียได้

เปรียบเทียบกับ ประเทศมาเลเซีย พบว่า

  • จุดแข็ง คือ ประเทศไทยมีการผลิตไหมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และสินค้าไหมไทยมีคุณภาพ มาตรฐานสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ในขณะที่ประเทศมาเลเซียไม่มีการเลี้ยงไหมจึงทำให้ขาดวัตถุดิบต้นน้ำและกลางน้ำ นอกจากนี้สำหรับผลิตภัณฑ์ไหมปลายน้ำของมาเลเซียยังไม่มีการรับรองมาตรฐาน และ ไทยยังมีแรงงานฝีมือและมีทักษะความเชี่ยวชาญที่หลากหลายในกระบวนการผลิตสินค้าไหมมากกว่ามาเลเซีย
  • จุดอ่อน คือ ผ้าไหมของไทยมีราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบกับผ้าไหมมาเลเซียที่นำเข้าจากจีนหรืออินเดีย ผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมของไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ซึ่งยังขาดความเข้าใจในการเปิดการค้าเสรีอาเซียนทั้งด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ทักษะด้านภาษาอาเซียน และการทำธุรกิจ
  • โอกาส คือ มาเลเซียมีความต้องการนำเข้าวัตถุดิบคุณภาพดีได้มาตรฐานจากไทยเพื่อผลิตสินค้าสำหรับตลาด Niche Market เพื่อการส่งออกเป็นสินค้า Premium Grade ซึ่งประเทศไทยและมาเลเซียก็มีนักออกแบบที่มีความสามารถระดับสากลในการออกแบบผลิตภัณฑ์ไหมให้เหมาะสมกับรสนิยมของชาวมาเลเซีย โดยมีกระแสความต้องการของตลาดที่เน้นสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อมซึ่งประเทศไทยมีห่วงโซ่อุปทานทางด้านหม่อนไหมที่รักษาสิ่งแวดล้อมครบถ้วนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปถึงปลายน้ำ
  • อุปสรรค/ข้อจำกัด คือ ผ้าไหมแฟชั่นของไทยมีความหนาไม่ตรงกับความนิยมของสตรีมาเลเซีย ผ้าทอมือที่เป็นลวดลายสัตว์ขัดกับข้อห้ามทางศาสนาอิสลาม และการใช้ผ้าไหมสำหรับเป็นเครื่องแต่งกายของมาเลเซียนั้นยังเป็นสินค้าที่ใช้ในโอกาสสำคัญ ทำให้ตลาดอยู่ในวงที่จำกัด

เปรียบเทียบกับ ประเทศเวียดนาม พบว่า

  • จุดแข็ง คือ ไหมไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีกว่าและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักยอมรับในตลาดโลก ทั้งด้านความมีเอกลักษณ์ ความหลากหลายในการผลิตสินค้า คุณภาพความประณีต และความหลากหลายของวัตถุดิบ โดยไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความสร้างสรรค์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า รวมถึงมีการผลิตอุตสาหกรรมไหมแบบครบวงจรที่มีห่วงโซ่อุปทานครบถ้วน
  • จุดอ่อน พบว่าปริมาณการผลิตเส้นไหมของอุตสาหกรรมในไทยมีไม่เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมและมีราคาค่อนข้างสูง ทำให้ยังมีความต้องการนำเข้าเส้นไหมจากจีนที่มีคุณภาพดีและราคาถูกกว่าในไทย รวมถึงมีการลักลอบนำเข้าเส้นไหมด้อยคุณภาพ ราคาถูก จากเวียดนามผ่านประเทศลาวเข้ามาทางชายแดนไทย อีกทั้งต้นทุนแรงงานไทยสูงกว่าประเทศเวียดนาม ทำให้ต้นทุนการผลิตไหมอุตสาหกรรมและไหมหัตถกรรมสูงกว่า ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทย
  • โอกาส พบว่าไทยสามารถใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเส้นไหมและผ้าไหมอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุนการผลิตสินค้าไหมแปรรูปสำหรับตลาดทั่วไปของไทย เนื่องจากเวียดนามมีการผลิตไหมในรูปแบบอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทย รวมถึงรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมไหมของปประเทศที่ชัดเจนและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ อีกทั้งมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมไหมทำให้มีผู้เลี้ยงไหม ผู้ประกอบการ และโรงงานจำนวนมาก โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในเวียดนามเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้า (OEM) โดยไทยสามารถใช้จุดแข็งของอุจสาหกรรมไหมต้นน้ำและกลางน้ำของเวียดนามมาสนับสนุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมโดยสามารถทดแทนการนำเข้าเส้นไหมจากจีนได้บางส่วนและนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันสินค้าไหมไทยในตลาดล่าง (Mass Products)
  • อุปสรรค/ข้อจำกัด จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัว ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของเวียดนามด้วย โดยตลาดไหมของเวียดนามส่วนใหญ่เป็นตลาดระดับล่าง ผู้บริโภคยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ตราสินค้า และลักษณะพิเศษของสินค้าไหม รวมถึงมีหลายประเทศในอาเซียนที่ผลิตสินค้าไหม ทำให้มีการแข่งขันที่สูงทั้งในและนอกประเทศ อีกทั้งค่าแรงของไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ผู้ว่าจ้างในต่างประเทศย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงงานถูกกว่า

อย่างไรก็ตามประเทศในอาเซียนแต่ละประเทศมีความแตกต่างทั้งด้านจุดแข็งและจุดอ่อนของการพัฒนาหม่อนไหม ดังนั้นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมจึงต้องใช้กลยุทธ์ในการเจาะตลาดและสร้างความร่วมมือที่แตกต่างกัน สำหรับ ประเทศอินโดนีเซีย มีอุตสาหกรรมสินค้าไหมในระดับปลายน้ำที่ค่อนข้างแข็งแกร่งแต่มีความอ่อนแอในระดับต้นน้ำ ผู้ประกอบการไทยจึงควรเน้นการสนับสนุนวัตถุดิบที่มีความแตกต่าง นอกจากนี้ควรเน้นการส่งออกสินค้าไหมแปรรูป เช่น เวชสำอาง หรือ สมุนไพรบำรุงสุขภาพ ซึ่งยังมีการพัฒนาน้อยในอินโดนีเซีย สำหรับ ประเทศมาเลเซีย ที่มีวัฒนธรรมการบริโภคและความนิยมสินค้าไหมที่ชัดเจน ผู้ประกอบการจึงต้องทำความเข้าใจเพื่อผลิตสินค้าที่สอดรับกับความต้องการ และ ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมผลิตไหมที่แข็งแกร่งในระดับต้นน้ำ ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์ด้านต้นทุนจากการนำเข้าวัตถุดิบไหมอุตสาหกรรม นอกจากนี้การส่งออกผ้าผืนไหมไปยังเวียดนามจำเป็นต้องผลิตให้ตรงตามขนาดของการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “โครงการศึกษาสถานภาพการตลาดสินค้าไหมในประเทศอาเซียน”

หัวหน้าโครงการ : ศิริพร บุญชู
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
กราฟิก ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน วริศรา ศรีสวาท
00:00
00:00
Empty Playlist