position-of-myanmar-civil-society-a-case-study-of-the-dawei-special-economic-zone

เขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึก ปะทะ ประชาสังคมทวาย : การต่อสู้ของคนทวายเพื่อทวงคืนที่ดิน วิถีชีวิต และความยุติธรรม

การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายโดยกลุ่มทุนไทยและรัฐบาลไทย ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อชุมชนท้องถิ่นทวาย ทั้งในด้านทรัพยากรและวิถีชีวิต อย่างไรก็ตาม การยืนหยัดต่อสู้ของชุมชนทวายและภาคประชาสังคมทวายก็ได้เติบโตขึ้นและมีพลังทางการเมืองอย่างมากในปัจจุบัน จนสามารถผลักดันประเด็นท้องถิ่นทวายให้กลายเป็นวาระด้านสิทธิมนุษยชนกับพัฒนาระดับชาติได้ในปัจจุบัน

โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวาย นับเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สำคัญสำหรับประเทศเมียนมาและประเทศอื่น ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า เชื่อมโยงระหว่างเส้นทางคมนาคมทางทะเลอันดามันและอ่าวไทย นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมโยงตลาดโลกผ่านเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Sub-Region : GMS) ระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor : EWEC) ระเบียงเศรษฐกิจแนวใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) รวมทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor : NSEC) ได้อีกด้วย โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายจึงมีความสำคัญอย่างมากในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค

ด้วยความคาดหวังของรัฐบาลเมียนมาในการเปลี่ยนแปลงและสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ประกอบกับความคาดหวังของรัฐบาลไทยในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานผ่านการวางท่อส่งน้ำมันดิบในพื้นที่โครงการเชื่อมต่อกับนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง รัฐบาลเมียนมาจึงร่วมกับรัฐบาลไทยเริ่มผลักดันโครงการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 การดำเนินงานในพื้นที่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2009 และมีความชัดเจนในปี ค.ศ. 2010 ต่อมาในปี ค.ศ. 2015 ประเทศญี่ปุ่นโดยองค์กรด้านการลงทุนของรัฐบาลญี่ปุ่นได้ลงนามเป็นหุ้นส่วนพัฒนาโครงการ เพื่อพัฒนาให้เป็นฐานอุตสาหกรรมใหม่ของบริษัทเอกชนญี่ปุ่นในอนาคต

ต้นเหตุสามประการของปัญหาการพัฒนา : กฎหมายเมียนมาที่อ่อนแอ, กฎหมายไทยที่ไม่ครอบคลุม และขาดการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น

ในช่วงเวลาที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายได้เริ่มดำเนินการนั้น เป็นช่วงเวลาที่เมียนมาอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารสมัยพลเอก เต็ง เส่ง คนท้องถิ่นทวายจึงไม่สามารถตั้งคำถามและต่อต้านการดำเนินงานในระยะแรกได้ กล่าวได้ว่า การพัฒนาโครงการไม่ได้เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมให้กับภาคประชาชน คนท้องถิ่นจึงแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับโครงการที่กำลังเกิดขึ้นเลย ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าวมาตรการควบคุมตรวจสอบทางกฎหมายและหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนในเมียนมานั้น ยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ ด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับการโครงการพัฒนาและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยก็ยังไม่มีผลบังคับใช้กับทุนไทยในต่างแดน ส่งผลให้การลงทุนในระยะแรก ได้สร้างผลกระทบเชิงลบต่อชุมชน จากการปราศจากการกำกับดูแลและการมีส่วนร่วมของประชาชน

ตัวเลขคาดการณ์จำนวนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการก่อสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายรวมถึงโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ถนนเชื่อมต่อเขื่อน เหมืองแร่ การวางท่อส่งก๊าซและน้ำมัน และพื้นที่รองรับการอพยพโยกย้ายว่า มีจำนวนราวกว่า 22,000–43,000 คน หรือประมาณ 4,384–7,807 ครัวเรือนใน ยี่สิบถึงสามสิบหกหมู่บ้าน และผู้มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบทางอ้อมอีกประมาณ 790,000 คน ที่อาศัยอยู่ทั้งในเขตเมือง เขตชนบท และเขตชายฝั่ง

การสูญเสียที่ดินและความอยุติธรรมในการจ่ายค่าเวนคืน

การสูญเสียที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและทำกินจากการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายเกิดขึ้นมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งจากการที่น้ำท่วมที่ดินจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและแหล่งทรัพยากรที่ถูกทำลายลง รวมถึงการที่ประชาชนถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงที่ดิน ซึ่งการสูญเสียที่ดินนี้เกิดขึ้นทั่วไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ในทวาย เช่น ประชาชนกว่าเจ็ดสิบครอบครัวในหมู่บ้านหงาปิดัตที่สูญเสียที่ดินไปกับการก่อสร้างถนนเลียบชายหาดและท่าเรือขนาดเล็ก เพื่อเป็นเส้นทางออกทะเลและขนส่งอุปกรณ์ก่อสร้างในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประชาชนในหมู่บ้านบาวาร์ประมาณสิบห้าหลังคาเรือนสูญเสียที่ดินเพื่อนำไปสร้างบ้านให้ผู้ที่ถูกโยกย้ายออกจากพื้นที่เดิมสี่ร้อยแปดสิบหลัง และการสร้างถนนเพื่อขนส่งหินไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายได้ขวางกั้นลำห้วยทำให้บางพื้นที่น้ำท่วมและบางพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่นาข้าวในหมู่บ้านมะยินจีกว่าห้าร้อยไร่

นอกจากนี้ การสูญเสียที่ดินยังส่งผลให้วิถีชีวิตและวิถีการผลิตของคนท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งยังส่งผลต่อเนื่องให้เกิดปัญหาทางสังคมด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น หนี้สินนอกระบบจากการสูญเสียที่ดิน การขาดโอกาสทางการศึกษา และแรงงานอพยพผิดกฎหมาย ซึ่งกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและเด็กหญิง มักจะถูกให้ออกจากโรงเรียนเพื่อไปดูแลครอบครัวแทนหัวหน้าครอบครัวที่กลายเป็นแรงงานอพยพ

ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาพื้นที่โครงการ ได้เกิดปัญหาการบุกรุกที่ดินประชาชนโดยไม่แจ้งข้อมูลหรือขอความยินยอมล่วงหน้า รวมถึงยังเกิดปัญหาเกี่ยวกับการชดเชยเยียวยาผู้เสียหายที่เป็นไปอย่างไม่ยุติธรรมและไม่โปร่งใส มีเพียงร้อยละสิบห้าของครัวเรือนที่ถูกสำรวจโดยสมาคมพัฒนาทวายเท่านั้นที่แจ้งว่าจะได้ค่าชดเชย ในจำนวนนี้ยังมีถึงสี่ในห้าที่ได้รับค่าชดเชยไม่ครบถ้วนตามที่ได้รับการแจ้งไว้ มีผู้ที่ได้รับค่าชดเชยเพียง 9.3% ที่ได้รับเอกสารการจ่ายค่าชดเชยอย่างเป็นทางการ อีก 30% ระบุว่าได้รับเพียงเศษกระดาษ จำนวนเงินที่ได้รับส่วนใหญ่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในอนาคตของครอบครัว พื้นที่ที่จัดสรรให้ใหม่ไม่มีที่ดินทำกิน การต่อรองเรื่องค่าชดเชยของเจ้าหน้าที่จากบริษัทและเจ้าหน้าที่รัฐขาดความโปร่งใส ผู้ที่มีความใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ สามารถเข้าถึงข้อมูลและเข้าใจกระบวนการที่เกี่ยวข้องได้มากกว่า ก็จะได้รับค่าชดเชยที่สูงกว่า

นอกจากปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานและการจ่ายค่าชดเชยที่ไม่เป็นธรรมแล้ว ยังมีปัญหาในการสร้างพื้นที่รองรับสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องอพยพที่ไม่ได้มาตรฐานอีกด้วย ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ปฏิเสธการย้ายถิ่นฐาน บริษัทได้สร้างพื้นที่รองรับผู้อพยพไว้แล้วสี่ร้อยแปดสิบหลัง ในเขตหมู่บ้านบาวาร์ มีเพียงสี่ครอบครัวที่ยอมย้ายเข้าอยู่อาศัย การเดินทางในพื้นที่รองรับลำบาก ลูกหลานไปโรงเรียนไม่ได้ ขาดแคลนน้ำและที่ดินทำกิน ความช่วยเหลือเดียวที่บริษัทก่อสร้างหยิบยื่นให้คือ น้ำในทุก ๆ สามวัน นอกจากนี้ ประชาชนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ภายหลังบริษัทถอนตัวออกจากพื้นที่ ประชาชนแทบทั้งหมดจึงจำเป็นต้องย้ายออกจากพื้นที่

การต่อสู้ของภาคประชาสังคมทวาย จากท้องถิ่นสู่การเคลื่อนไหวระดับข้ามพรมแดน

การต่อสู้ของคนท้องถิ่นทวายในตอนต้นเกิดขึ้นแบบกระจัดกระจาย ขบวนการทางสังคมเริ่มต้นในระดับพื้นที่จากคนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในชุมชนและคนต่างถิ่น มีการเคลื่อนไหวทั้งรูปแบบของการแสวงหาข้อมูลโครงการจากบริษัทและรัฐบาล การเรียกร้องการชดเชยเยียวยาจากการสูญเสียที่ดิน รวมถึงการประสานงานกับเครือข่ายในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อหาการสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีนักกิจกรรมผู้มีโอกาสทางการศึกษาได้ริเริ่มทำงานสนับสนุนองค์กรชุมชน เกิดอาสาสมัครสื่อท้องถิ่นซึ่งดำเนินงานในรูปแบบใต้ดินเพื่อเผยแพร่ข้อมูลโครงการ องค์กรการศึกษาในท้องถิ่นเริ่มสอดแทรกแนวคิดสิทธิมนุษยชนกับการพัฒนาเข้าสู่การเรียนการสอนเพื่อสร้างบรรยากาศให้เกิดการถกเถียงในกลุ่มเยาวชน

ภายในระยะเวลาเพียงสองปีของการเรียนรู้และการเคลื่อนไหวของประชาสังคมทวาย ทำให้เครือข่ายประชาสังคมทวายสามารถลงฐานรากมั่นคงในระดับท้องถิ่น สร้างพื้นที่ต่อสู้ทางการเมืองและการสื่อสารสาธารณะได้อย่างกว้างขวาง โดยในปี ค.ศ. 2012 ณ กรุงย่างกุ้ง เครือข่ายประชาสังคมทวายได้แถลงข่าวเปิดตัวสมาคมพัฒนาทวาย ในฐานะองค์กรกลางในการประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของคนท้องถิ่น และในปี ค.ศ. 2014 องค์กรชุมชนร่วมกับประชาสังคมทวายได้จัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ ‘Dawei Nationalities Party’ เพื่อสร้างพื้นที่ต่อรองเชิงอำนาจทางการเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะและทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นผ่านกลไกรัฐสภาโดยตรง

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 ถึง ค.ศ. 2016 เครือข่ายประชาสังคมทวายประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำงานระดับพื้นที่ ทั้งการพัฒนาศักยภาพคนท้องถิ่นและองค์กรชุมชน การขยายแนวร่วมที่เป็นประชาชนและประชาสังคม การขยายตัวของเครือข่ายสื่อมวลชนท้องถิ่น การเกิดขึ้นขององค์กรนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เกิดการผลักดันของนักวิจัยท้องถิ่น นำไปสู่การกำหนดเขตเมืองโบราณซึ่งมีผลต่อการปรับขนาดพื้นที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ การเคลื่อนไหวของชุมชนกาโลนท่าโดยการสนับสนุนของเครือข่ายทำให้รัฐบาลเมียนมาต้องประกาศชะลอโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและการสร้างเขื่อน และที่สำคัญประชาสังคมทวายสามารถส่งเสียงถึงรัฐบาลพลเรือนของเมียนมา จนทำให้เกิดการชะลอโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายเพื่อประเมินผลกระทบและประโยชน์ที่ชุมชนท้องถิ่นควรจะได้ในที่สุด

 

ขบวนการเรียนรู้และประสบการณ์การเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมทวาย ทำให้ชุมชนท้องถิ่นตระหนักถึงสิทธิของตนเอง มีความกระตือรือร้นเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย และสามารถผลักดันประเด็นท้องถิ่นทวายให้กลายเป็นวาระด้านสิทธิมนุษยชนกับพัฒนาในระดับชาติได้สำเร็จ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “บทบาทของภาคประชาสังคมพม่าภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2010 กรณีศึกษาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวาย ประเทศพม่า”

หัวหน้าโครงการ : วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟิก อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ และ ณภัทร ศรีประเสริฐ
00:00
00:00
Empty Playlist