policies-for-birth-promotion-in-thailand

มาตรการเพิ่มอัตราการเกิด – ความจำเป็นและประเด็นที่ควรพิจารณา

ปัจจุบันปรากฏการณ์ “เกิดน้อย อายุยืน” เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศทั่วโลก การที่ประชากรมีบุตรน้อยลง ประกอบกับอายุไขเฉลี่ย (Life Expectancy) ที่ยืนยาวขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอายุประชากรครั้งสำคัญ นั่นคือ สัดส่วนประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานจะลดลงอย่างต่อเนื่อง และสัดส่วนประชากรสูงอายุจะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อัตราการเกิดที่น้อยลงนั้นมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้หญิงไม่อยากมีบุตร เพราะไม่พร้อมที่จะต้องแบกรับภาระต่าง ๆ ที่จะตามมาหลังมีบุตร หรือความกังวลในเรื่องการเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพ

สำหรับประเทศไทยเมื่อย้อนกลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ประชากรไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติต่ำ เป็นผลมาจากอัตราการเกิดและอัตราการตายอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมา ได้มีการพัฒนาทางด้านสาธารณสุขและสุขาภิบาล ทำให้อัตราการตายลดต่ำลงอย่างมาก ส่งผลให้อัตราการเพิ่มของประชากรไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 26 ล้านคน ในปี 2503 เป็น 34 ล้านคน ในปี 2513 นั่นหมายถึงไทยมีประชากรเพิ่มขึ้นถึง 8 ล้านคนในช่วง 10 ปี (ปี 2503-2513) ในช่วงนั้นอัตราเจริญพันธุ์รวม หรือจำนวนบุตรที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ของตน มีค่าเฉลี่ยมากกว่า 5 คน ทำให้รัฐบาลไทยในขณะนั้นมองว่าหากมีจำนวนประชากรมากเกินไป อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงได้ประกาศนโยบายควบคุมจำนวนประชากร เพื่อชะลออัตราการเพิ่มประชากรให้ต่ำลง ด้วยการชะลอการเกิดผ่านโครงการวางแผนครอบครัวด้วยความสมัครใจ การคุมกำเนิดสมัยใหม่ เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ห่วงอนามัย ยาฉีดคุมกำเนิด การทำหมัน เป็นต้น ซึ่งได้แพร่หลายในสมัยนั้น อาจกล่าวได้ว่านโยบายนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยรายงานการสำรวจอนามัยเจริญพันธุ์ พ.ศ. 2552 รายงานว่าอัตราการคุมกำเนิดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากร้อยละ 14.8 ในปี พ.ศ. 2512 เป็นร้อยละ 73.5 ในปี พ.ศ. 2545

อีกทั้งด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าในปัจจุบัน ทำให้ประชากรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเรื่องการมีบุตร เพราะคู่สามีภรรยาในตอนนี้เริ่มมีความคิดเชิงเหตุผลต่อการมีบุตรมากขึ้น โดยมีการคิดชั่งน้ำหนักระหว่างความสำเร็จในอาชีพการงานกับการรับภาระเลี้ยงดูบุตร หรือความคาดหวังว่าเมื่อมีบุตรแล้วจะต้องเลี้ยงดูบุตรอย่างมีคุณภาพ ดังนั้น หากครอบครัวไหนยังไม่พร้อมที่จะเลี้ยงบุตรอย่างเต็มที่ ก็มักจะเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดไปก่อน ส่งผลให้อัตราการเกิดที่ผ่านมาลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสถานภาพของผู้หญิงในสังคมไทยในปัจจุบัน ที่มีระดับการศึกษาเพิ่มสูงขึ้น และมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานในระบบมากขึ้น ทำให้การมีบุตรเป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องคิดทบทวนให้ดีว่าจะมีดีหรือไม่ จากผลการศึกษาพบว่า ในปี พ.ศ. 2555 ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ มีเพียงร้อยละ 18.83 เท่านั้นที่อยากจะมีบุตรในอนาคต แต่หากพิจารณากลุ่มผู้หญิงที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีบุตร พบว่ากว่าร้อยละ 36.91 ไม่ต้องการมีบุตรในอนาคตเลย หรือจากสถิติการเกิดของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่พบว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2550 – 2554 กว่าร้อยละ 50 ของผู้หญิงจะมีบุตรคนที่ 1 ในขณะที่บุตรคนที่ 2 ลดเหลือประมาณร้อยละ 30 ส่วนบุตรคนที่ 3 ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวสะท้อนทัศนคติของผู้หญิงในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ว่าต้องการที่จะมีบุตรในจำนวนที่น้อยลงหรือไม่ต้องการมีบุตรเลย ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้งานวิจัย เรื่อง“แนวทางมาตรการส่งเสริมการมีบุตรสำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน” ชี้ว่า เหตุผลหลักที่คนในยุคนี้ไม่อยากมีบุตร คือปัจจัยด้านการเงินและเวลาที่มีอย่างจำกัด เนื่องจากทุกวันนี้การเลี้ยงดูบุตรมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านคุณภาพสังคม คุณภาพการศึกษา และคุณภาพชีวิตโดยรวม ซึ่งการเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพในยุคนี้ก็จำเป็นต้องใช้เงินและเวลามากเพียงพอ หรืออาจกล่าวได้ว่าผู้หญิงในปัจจุบันให้ความสำคัญกับจำนวนบุตรที่มีน้อยลงแต่ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูบุตรที่มีอยู่ให้ดีที่สุดมากขึ้น เพื่อที่จะทุ่มเทดูแลอย่างเต็มที่ และจะเลือกไม่มีบุตรไปเลยหากรู้สึกว่าตนเองยังไม่พร้อมทั้งในเรื่องการเงินและเวลา

แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงได้มีการออกมาตรการต่าง ๆ มากมาย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีบุตรกันมากขึ้น อาทิ สวัสดิการสำหรับข้าราชการไทย และ สวัสดิการจากกองทุนประกันสังคม โดยสำหรับข้าราชการ ข้าราชการหญิงมีสิทธิสามารถเลือกลาได้ในช่วงก่อนหรือหลังคลอดก็ได้ โดยรวมกันไม่เกิน 90 วัน มีสิทธิเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้ อีกทั้งยังมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลสำหรับตนเอง บิดามารดา คู่สมรสและบุตร ไม่เกิน 3 คน ส่วนข้าราชการชายสามารถลาไปช่วยภรรยาเลี้ยงบุตรได้ไม่เกิน 15 วันทำการ สำหรับสวัสดิการจากกองทุนประกันสังคม ในการคลอดบุตรมีสิทธิเบิกจ่ายค่าคลอดบุตรได้ ในอัตราเหมาจ่าย 13,000 บาท ต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง สำหรับผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน

นอกจากสวัสดิการแล้ว ยังมีมาตรการการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ผู้เสียภาษีที่มีภาระในการเลี้ยงดูบุตร โดยสามารถยื่นลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร แต่อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาของหลายงานวิจัยที่ผ่านมากลับพบว่า การสนับสนุนเหล่านี้ยังไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจมีลูกของผู้หญิงในปัจจุบัน เห็นได้จากผลสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลที่พบว่า ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์อายุ 15-49 ปี เคยมีจำนวนบุตรเฉลี่ยที่ 6.3 คนในปี พ.ศ. 2507 แต่ในปี พ.ศ. 2561 ลดลงเหลือเพียง 1.58 คน ซึ่งถือเป็นอัตราเจริญพันธุ์ที่ต่ำกว่า ระดับทดแทน คือ ผู้หญิงคนหนึ่งมีบุตรเฉลี่ยตลอดวัยเจริญพันธุ์ของตนน้อยกว่า 2 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ทดแทนพ่อและแม่ ยิ่งไปกว่านั้นมีการคาดประมาณว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียง 1.3 คน ภายในปี พ.ศ. 2583

ดังนั้นเมื่อมาตรการและนโยบายที่มีอยู่ยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร รัฐบาลจึงควรหันมาทบทวนมาตรการต่าง ๆ โดยคำนึงว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมีลูกของผู้หญิงมีความซับซ้อน ดังนั้นนโยบายที่ออกมาควรมีความหลากหลายและครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่าง โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้นำเสนอแนวนโยบายในการส่งเสริมการเกิดไว้อย่างน่าสนใจในหลายประเด็น ประเด็นแรก ควรมีการส่งเสริมสวัสดิการสำหรับครอบครัวใหม่ อาทิ การมีระยะเวลาในการลาเพื่อดูแลบุตร การมีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น เพราะอุปสรรคสำคัญในการมีบุตร โดยเฉพาะสำหรับคนในเมือง คือ การรู้สึกว่าไม่สามารถให้เวลาในการเลี้ยงดูบุตรอย่างเพียงพอ เนื่องจากต้องทำงานนอกบ้าน จึงทำให้ผู้หญิงในเมืองส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากมีบุตร สำหรับวันลาคลอดทั้งภาครัฐและเอกชน ควรพิจารณาเพิ่มจากเดิม 90 วันเป็น 180 วัน เพื่อให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตลอดระยะเวลา 6 เดือนแรก นอกจากนี้ควรมีการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ราคาเหมาะสม สำหรับทุกกลุ่มประชากร โดยเฉพาะกับครอบครัวที่มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

ประเด็นต่อมา ควรมีมาตรการที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการมีบุตร โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและค่ารักษาพยาบาล เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายก้อนสำคัญในการเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพ สำหรับการศึกษาจำเป็นต้องยกระดับการศึกษาให้มีความเท่าเทียมกัน ในด้านคุณภาพของทุกโรงเรียน เพื่อให้ครอบครัวไม่จำเป็นต้องเลือกหาโรงเรียนที่ดีแต่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินกำลังของตน อีกทั้งควรมีสวัสดิการคุ้มครองด้านการรักษาพยาบาล เพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และผู้ที่มีเด็กเล็ก นอกจากนี้รัฐอาจพิจารณาจัดตั้งกองทุนครอบครัว เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูบุตร อันเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระและช่วยบริหารจัดการเงินที่ต้องใช้ในการเลี้ยงดูบุตรจนโต โดยที่การเป็นสมาชิกกองทุน ควรให้เป็นตามความสมัครใจ โดยสมาชิกจ่ายเงินสะสมและรัฐจ่ายสบทบในบางส่วนตามความเหมาะสม เพื่อให้สมาชิกกองทุนได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ได้รับเงินชดเชยในกรณีตั้งครรภ์และคลอดบุตร เงินช่วยเหลือในการจ้างคนดูแลเด็ก เป็นต้น

ประเด็นสุดท้าย ควรมีการส่งเสริมการบริการให้คำปรึกษาการวางแผนครอบครัวและการดูแลแม่ก่อนคลอดที่มีมาตรฐาน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีการให้บริการดังกล่าวอยู่แล้วแต่มักมีปัญหาในการเข้าถึงบริการ เนื่องจากสถานบริการของรัฐมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ทำให้เกิดบรรยากาศที่แออัดต้องใช้เวลาในการรอนานกว่าจะได้รับบริการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นมิตรต่อผู้หญิงตั้งครรภ์ ทำให้หลายครั้งต้องยอมเสียเงินแพง ๆ เพื่อไปใช้บริการจากสถานบริการเอกชนแทน ดังนั้นเพื่อลดปัญหาตรงนี้รัฐควรมีการแก้ไขปรับปรุงสถานบริการให้ดีขึ้น ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้บริการของประชาชนมากขึ้น อันจะทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายแพง แต่ก็สามารถได้รับการบริการที่มีประสิทธิภาพจากสถานบริการของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการเกิดเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายปัจจัย ดังนั้นนโยบายหนึ่งอาจไม่ช่วยกระตุ้นการเกิดได้ จำเป็นต้องมีนโยบายที่ครอบคลุมในทุกมิติให้มากที่สุด ซึ่งหากมีแนวทางมาตรการที่สามารถส่งเสริมการมีบุตรที่ได้ผล จะสามารถชะลอการลดลงของอัตราการเกิด และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศในระยะยาวได้

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “แนวทางมาตรการส่งเสริมการมีบุตรสำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน”

หัวหน้าโครงการ : มนสิการ กาญจนะจิตรา
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
กราฟิก ตวงทอง จงเจริญ
00:00
00:00
Empty Playlist