RC20370_00

การพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจรเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ทุกเทศกาล ทำไมเรามักได้ยินแต่ข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่ตลอด ทั้งที่เรามีการรณรงค์ มีกฎหมาย มีข้อบังคับมากมายเพื่อความปลอดภัยของคนใช้รถใช้ถนน ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี โดยเฉพาะปัญหาการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่มักจะนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งต่อชีวิตร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้ทางสาธารณะ และปัญหาดังกล่าว ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในระดับต้นๆ ของประเทศที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงและแก้ไขอย่างจริงจัง

 

จากการรวบรวมข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร พบว่า สถิติอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2557 ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก พ.ศ. 2556   ร้อยละ 8.66 โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญซึ่งส่งผลต่ออุบัติเหตุจราจรทางบก ทั้งปริมาณและความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้นมีหลายประการ ได้แก่ การขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เมาแล้วขับ การขับขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือแม้กระทั่งวิศวกรรมจราจรทางถนนที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เป็นต้น

รัฐบาลที่ผ่านๆ มาได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาอุบัติเหตุจากการจราจรทางบก ซึ่งเกิดจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น จึงได้มีการออกนโยบายและรณรงค์ให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกันปฏิบัติตามกฎจราจร เพื่อลดจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว และเทศกาลต่างๆ เช่น สงกรานต์ และปีใหม่ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าสถิติอุบัติเหตุจราจรทางบกของประเทศไทยยังคงอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกและยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร

“การบังคับใช้กฎหมายจราจรที่มีประสิทธิภาพ” เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน ช่วยลดอุบัติเหตุ ความสูญเสียจากการบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งการสร้างความตระหนักของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนจะส่งผลต่อพฤติกรรมไปในทิศทางที่เป็นบวก นำไปสู่การลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนน

ด้วยเหตุนี้การศึกษาถึงแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจรทางบกจึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อการนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและพัฒนาการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดสถิติอุบัติเหตุจราจรทางบกในประเทศไทยให้เกิดประสิทธิผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

 

ความเป็นมา ปัญหา และแนวทางแก้

คำว่า “จราจร” เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยกรมตำรวจได้เสนอร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก ต่อกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ออกเป็นกฎหมาย จากนั้นคำว่า“จราจร” ก็แพร่กระจายไปถึงประชาชนโดยทั่วไป ด้วยความเจริญของสังคมทำให้การใช้รถใช้ถนนมีความสำคัญและจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น

ต่อมาการจราจรและขนส่ง ได้มีการขยายตัวไปในส่วนภูมิภาค ทำให้มีการสัญจรบนทางหลวงเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 ขึ้น ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยทางหลวงที่ใช้บังคับในขณะนั้นให้สอดคล้องกับความเจริญและการพัฒนาของประเทศ กฎหมายจราจรเหล่านี้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับสภาพของการสัญจรมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

 

การบังคับใช้กฎหมายจราจรนั้นมีความสำคัญ เพราะหมายถึง การบังคับให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้ปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับเกี่ยวกับการจราจร การขนส่งทางบก เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม และเพื่อเป็นการสร้างวินัยในการขับขี่แก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ทั้งนี้เพราะวินัยจราจร มีความสำคัญและมีบทบาทอย่างยิ่งในการควบคุมกำกับให้บุคคลปฏิบัติตามเงื่อนไข เพราะหากสมาชิกในสังคมทุกคนมีระเบียบวินัยและถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดแล้ว ก็ย่อมจะทำให้สังคมสงบสุข มีความเจริญก้าวหน้าอันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการพัฒนาสังคม

ในทางตรงกันข้าม หากสมาชิกในสังคมต่างประพฤติปฏิบัติตามอำเภอใจ โดยไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ของสังคม หากคำนึงถึงผลประโยชน์ ความสะดวกสบายของฝ่ายตน โดยไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ของสังคมแล้ว บ้านเมืองที่ไร้ระเบียบวินัย กฎหมายไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ย่อมจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติ

ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่มีระเบียบวินัยความเห็นแก่ตัวของผู้ขับขี่ยวดยาน ซึ่งไม่เคารพและไม่ถือปฏิบัติตามกฎหมายจราจร เพราะฉะนั้น นโยบายหรือมาตรการสร้างวินัยจราจรจึงเป็นเรื่องจำเป็น เช่น เน้นในการกวดขันจับกุมผู้ใช้รถใช้ถนน ให้เป็นผู้ที่ต้องรักษากฎระเบียบและวินัยอย่างเคร่งครัด ผู้ใดฝ่าฝืนก็ควรจะมีมาตรการที่ลงโทษเฉียบขาดยิ่งขึ้น

 

ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายจราจร จึงถือเป็นตัวจักรสำคัญวิธีหนึ่งในการแก้ไขปัญหาจราจร หมายถึง การบังคับด้วยกฎหมายให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมายจราจรเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในสังคม โดยมีจุดประสงค์เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน

ทั้งนี้การที่กฎหมายจะสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ ความแน่นอนของกฎหมาย หมายความว่า จะต้องทำให้ผู้กระทำความผิดมีโอกาสที่จะถูกจับกุมและถูกลงโทษเมื่อมีการกระทำความผิด เพราะถ้าหากผู้กระทำผิดสามารถหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมและการถูกลงโทษไปได้แล้ว ผู้กระทำความผิดก็จะไม่เกิดความเกรงกลัว

นอกจากจะต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความแน่นอนแล้ว ยังจะต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความรวดเร็วด้วย และมีความเสมอภาค หมายความว่า จะต้องมีการจับกุมลงโทษผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เห็นผลที่เกิดความเกรงกลัวไม่กล้ากระทำความผิด และการบังคับใช้นั้นต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ

 

อย่างไรก็ตามจากการสำรวจสภาพปัญหา อุปสรรค ของการบังคับใช้กฎหมายจราจร จากโครงการวิจัย “การศึกษาข้อเสนอในเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางบก” นั้นพบว่าไทยยังมีปัญหาในหลายประเด็น ดังนี้

ประเด็นแรก ปัจจัยเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายและบทลงโทษ คือ การที่กฎหมายล้าสมัยไม่เหมาะสม ไม่ทันกับสถานการณ์ในปัจจุบัน อย่างในกรณีของบทลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวกับจราจรทางบกยังมีอัตราโทษที่น้อยเกินไปโดยเฉพาะโทษปรับ ทำให้ผู้กระทำความผิดขาดความเกรงกลัว ไม่เคารพกฎหมาย

ประเด็นที่สอง นโยบายภาครัฐด้านการบังคับใช้กฎหมายจราจรยังขาดความชัดเจน สถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คนตายจากอุบัติเหตุจราจร เป็นสัดส่วน 5 เท่าของอาชญากรรมและยาเสพติด แต่งบประมาณและนโยบายจะเทไปในเรื่องของอาชญากรรมและยาเสพติดมากกว่าการแก้ไขปัญหาจราจร อีกทั้งยังมีปัญหาการขาดงบประมาณที่สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายจราจร เครื่องมือเครื่องใช้ วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ใช้ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เช่น เสื้อสะท้อนแสง กรวยกั้นถนน กล้องตรวจจับ อุปกรณ์ต่างๆ ก็ต้องขอรับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ยานพาหนะก็ต้องใช้รถส่วนตัวเนื่องจากยานพาหนะของงานจราจรมีไม่เพียงพอ เป็นต้น

ประเด็นที่สาม การบังคับใช้กฎหมายจราจรของไทย มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการขนส่งทางบก เป็นต้น ทำให้เมื่อมีการนำกฎหมายมาบังคับใช้ หน่วยงานก็จะใช้เฉพาะกฎหมายของตนเองที่ถือปฏิบัติอยู่ เป็นการจัดการแบบแยกส่วนไม่มีการเชื่อมโยงกัน เกิดความเกรงใจ อันนำไปสู่การใช้ดุลยพินิจในการตัดสิน และนำไปสู่ระบบอุปถัมภ์ นอกจากนี้ยังพบว่า เจ้าหน้าที่บางส่วนที่เกี่ยวข้องยังขาดองค์ความรู้ความเข้าใจในด้านการบังคับใช้กฎหมายอย่างถ่องแท้ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายทำได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ประเด็นสุดท้าย พฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนที่ยังละเลยการปฏิบัติ ฝ่าฝืน จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร เช่น การใช้โทรศัพท์ในขณะขับรถ ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่สวมหมวกนิรภัย ใช้ช่องทางไม่ถูกต้อง ขับรถย้อนศร ซึ่งผู้ใช้รถใช้ถนนละเลย จงใจฝ่าฝืนกฎหมายเนื่องจากโทษทางกฎหมายไม่ได้รุนแรง ผู้ใช้รถใช้ถนนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือไม่ส่งผลกระทบต่อตนเองมากมาย นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมการเลียนแบบผู้กระทำความผิดรายอื่นๆ ที่พบเห็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรได้ง่ายและไม่ถูกดำเนินคดี

 

อย่างไรก็ตามในบทความนี้ขอนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีประโยชน์หลายประการ เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจนำไปพิจารณาปรับใช้ได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

ประการแรก เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายจราจร จะต้องเข้มงวดกวดขัน และจริงจังในการจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายจราจร ไม่ใช้ดุลยพินิจ หรือระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือผู้กระทำความผิด แต่ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีหน้าที่หลักในการบังคับใช้กฎหมายจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายจราจร เกิดความความศักดิ์สิทธิ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เคร่งครัดและต่อเนื่อง

ประการต่อมา ควรมีการปรับปรุงแก้ไขบทลงโทษและอัตราโทษของกฎหมายจราจรให้สูงขึ้น เช่น เพิ่มโทษปรับ หรืออัตราโทษแบบขั้นบันไดตามความรุนแรงของความผิดเพื่อให้ผู้ขับขี่รถที่กระทำความผิดเกิดความเกรงกลัว นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญกับฐานข้อมูลในเรื่องการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งควรเพิ่มอัตราโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดซ้ำ เนื่องจากหากไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวได้อาจจะส่งผลให้เกิดการกระทำความผิดต่อไปจนอาจนำไปสู่อุบัติภัยทางถนนที่รุนแรงขึ้น

ประการที่สาม ควรมีการปรับโครงสร้างหน่วยงานให้มีความชัดเจนในเรื่องของอำนาจ หน้าที่ กลไกการบริหารงานด้านการจราจรเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการปฏิบัติงานให้ตรงกับขอบเขตความรับผิดชอบ

ประการที่สี่ ควรมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ขับขี่ โดยการให้ความรู้และความเข้าใจข้อบังคับกฎหมายจราจร การสร้างวินัยจราจร การปลูกฝังความคิดและสร้างจิตสำนึกที่ดีเกี่ยวกับการเคารพกฎหมายจราจรโดยเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก จากครอบครัว โรงเรียน ชุมชน เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องวัฒนธรรมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน อันนำมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่พึงประสงค์

 

ทั้งนี้รัฐบาลควรกำหนดให้การแก้ไขปัญหาจราจรเป็นวาระแห่งชาติ เพราะถ้ารัฐบาลกำหนดเป็นวาระแห่งชาติจะนำไปสู่การจัดทำยุทธศาสตร์ แผนแม่บทและแผนปฏิบัติการ เกิดกลไกการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม มีการกำหนดตัวชี้วัด มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน

เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายจราจรนั้นคือเพื่อเป็นการข่มขวัญยับยั้งผู้ละเมิดหรือผู้มีแนวโน้มจะละเมิดกฎหมายหรือระเบียบเกี่ยวกับการจราจร ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายจราจรที่เหมาะสมจะทำให้ผู้ละเมิดได้เรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงและลดพฤติกรรมที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนในการใช้รถใช้ถนนโดยไม่คำนึงถึงบุคคลอื่น นอกจากนี้ก็เพื่อความปลอดภัยเป็นระเบียบเรียบร้อยของผู้ใช้รถใช้ถนนเองด้วย

————————————————————–

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การศึกษาข้อเสนอในเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางบก”

หัวหน้าโครงการ: กฤษณพงศ์ พูตระกูล
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
กราฟิก ตวงทอง จงเจริญ
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ญาณิตา เหลืองคงอยู่
00:00
00:00
Empty Playlist