RC20260-1.1

ยุติธรรมทางเลือก: แนวทางตามมาตรฐานสากลเพื่อลดปัญหานักโทษล้นคุก

ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาผู้ต้องขังมีปริมาณเกินกว่าความจุของเรือนจำที่รองรับได้ เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ ประเทศ ส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังที่ต้องอยู่ในสภาพแออัด ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการเรือนจำที่ต่ำลง และเกิดปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขังในเรือนจำ ดังนั้นการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบงานราชทัณฑ์ จึงต้องคำนึงถึงแนวทางตามมาตรฐานสากล ที่มีเป้าหมายในการลดปริมาณผู้ต้องขังและการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในเรือนจำเป็นสำคัญ

สิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนรวมถึงผู้ต้องขังที่ถูกลงโทษในเรือนจำต้องได้รับการปฏิบัติโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการไม่ถูกเลือกปฏิบัติบนความแตกต่างของเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง สัญชาติ ฐานะ หรืออื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบงานราชทัณฑ์และการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังมีมาตรฐานที่ต่ำลง รวมถึงยังส่งผลต่อสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขังในภาพรวมด้วย

สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้ระบุว่า การที่ประเทศต่าง ๆ ได้ใช้เรือนจำเป็นมาตรการสำคัญในการลงโทษผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือตัดสินว่ากระทำความผิดตามกฎหมายอาญา ทำให้เกิดปัญหาในระบบงานราชทัณฑ์หลายประการ ได้แก่ ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ สภาพแวดล้อมในเรือนจำไม่ได้มาตรฐาน ขาดการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ขาดการวางแผนจัดการระบบข้อมูลและการปฏิบัติงาน ขาดบริการทางการแพทย์ที่เหมาะสม การขาดกลไกการตรวจสอบดูแลการแยกขังเดี่ยว ขาดการสนับสนุนทางด้านวิชาการในงานราชทัณฑ์ ขาดแคลนทรัพยากรทางเศรษฐกิจและทรัพยากรมนุษย์ ปัญหาการปฏิบัติต่อเด็กที่กระทำผิดกฎหมายเหมือนผู้ใหญ่ การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่มีความต้องการพิเศษ

ทำความรู้จักมาตรฐานสากลด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจํา

มาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจํา (Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners: SMRs) ขององค์กรสหประชาชาติที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 1955 ว่าเป็นมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนให้แต่ละประเทศใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำ หลักการพื้นฐานที่สำคัญ คือ การไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังบนความแตกต่างของเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง สัญชาติ ฐานะ หรืออื่น ๆ ทั้งนี้ ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานนี้ครั้งล่าสุดในปี 2015 รู้จักกันในชื่อสั้น ๆ ว่า “ข้อกำหนดแมนเดลล่า (Nelson Mandela Rules)” ซึ่งเป็นการเรียกชื่อตามอดีตประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้

มาตรฐานนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ส่วนที่ 1 เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป ครอบคลุมมาตรฐานการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก ความสะอาดส่วนตัว เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ที่นอน อาหาร การออกกำลังกาย บริการทางการแพทย์ วินัยและการลงโทษ การใช้เครื่องพันธนาการ การร้องเรียน การเยี่ยม การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และการตรวจสอบภายใน และส่วนที่ 2 เป็นมาตรฐานการปฏิบัติสำหรับผู้ต้องขังประเภทต่าง ๆ ครอบคลุมกลุ่มผู้ต้องขังที่ถูกตัดสินลงโทษ กลุ่มผู้ต้องขังมีปัญหาทางจิต กลุ่มผู้ต้องขังที่รอการไต่สวน กลุ่มผู้ต้องขังทางคดีแพ่ง และกลุ่มผู้ที่ถูกจับโดยไม่มีการแจ้งข้อหา สำหรับมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ถูกพิพากษาลงโทษมีมาตรฐานครอบคลุมประเด็นหลักการทั่วไป การบำบัดฟื้นฟู การจัดประเภท สิทธิพิเศษการทำงาน การศึกษาและการสันทนาการ ความสัมพันธ์ทางสังคมและการติดตามดูแล

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และเพื่อสร้างระบบงานราชทัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจํา จึงควรนำแนวทางมาตรฐานสากลเกี่ยวกับยุติธรรมทางเลือก ด้านการลดทอนความเป็นอาชญากรรม มาตรการลงโทษแบบไม่ต้องคุมขัง และกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์ รวมทั้งการสนับสนุนให้ผู้ที่กระทำผิดสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้หลังจากการปล่อยตัวและไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำ เข้ามาดำเนินการเพื่อนำไปสู่การลดปริมาณการลงโทษด้วยการจำคุก เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมดูแล และพัฒนาผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน ให้สามารถกลับเข้าสู่สังคมได้

แนวคิดการลดทอนความเป็นอาชญากรรม ยุติธรรมทางเลือกเพื่อลดการสร้างตราบาปและการกระทำผิดซ้ำ

แนวคิดและนโยบายการยกเลิกโทษทางอาญาหรือการยกเลิกความผิดทางกฎหมายสำหรับความผิดบางประเภทนั้น มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดทฤษฎีอาชญาวิทยาสมัยใหม่ ซึ่งวิจารณ์กลุ่มทฤษฎีอาชญาวิทยาดั้งเดิม (Classical School of Criminology) ที่วางหลักการพื้นฐานของการกำหนดกฎหมายและนำบทลงโทษมาใช้ในการป้องกันการกระทำผิดทางอาญาในสังคม และเป็นกรอบในการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยแนวคิดทฤษฎีอาชญาวิทยาสมัยใหม่ มีความเห็นว่าการลงโทษในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ด้วยการนำผู้ที่กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นการสร้างตราบาปให้กับคนเหล่านั้น และเป็นสาเหตุของการกระทำความผิดซ้ำ เนื่องจากจะถูกตีตราจากสังคมว่าเป็นคนนอกสังคม ทำให้คนเหล่านั้นไม่สามารถที่จะกลับเข้าสู่สังคมปกติได้ และต้องกลับมาสู่วงจรของการทำผิดอีก ซึ่งคนเหล่านี้ก็มักจะเป็นคนที่อยู่ในสังคมชนชั้นล่างที่มักจะถูกสังคมตีตราให้เป็นคนนอกสังคมอยู่แล้ว กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เน้นการลงโทษ จึงเป็นสาเหตุของการเพิ่มจำนวนพฤติกรรมอาชญากรรมมากกว่าการลดพฤติกรรมอาชญากรรม

นโยบายการลดทอนความเป็นอาชญากรรมนั้น ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายกับความผิดอาญาเล็กน้อย เช่น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประเภทที่มีโทษเล็กน้อย (Soft drugs) ตัวอย่างเช่น กัญชา เห็ดขี้ควาย เป็นต้น โดยประเทศที่มีการนำนโยบายนี้มาใช้ประกอบด้วย แคนาดา เบลเยียม อิตาลี สเปน เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ และ หลายมลรัฐในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการยกเลิกความผิดเกี่ยวกับการใช้และครอบครองยาเสพติดเหล่านี้ในปริมาณเล็กน้อย ส่วนในบางประเทศเช่น โปรตุเกสนั้นได้มีการยกเลิกความผิดสำหรับยาเสพติดทุกประเภท

ประโยชน์ที่ได้จากการนำนโยบายการลดทอนความเป็นอาชญากรรมมาใช้ ได้แก่

• การลดจำนวนผู้ต้องหาที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและนำไปสู่การลดประชากรนักโทษในเรือนจำ
• การลดข้อเสียและผลกระทบของกระบวนการยุติธรรมหลักที่ทำให้คนไม่มีตราบาปอันเกิดจากการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา
• การลดต้นทุนของความยุติธรรม ในรูปของค่าใช้จ่ายที่ใช้ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทั้งในส่วนของรัฐบาล ผู้เสียหาย และผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง
• การเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารงานยุติธรรม การลดจำนวนคดีและจำนวนคนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีอย่างจำกัดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

มาตรการลงโทษแบบไม่ต้องมีการคุมขัง ยุติธรรมทางเลือกโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน

ในปี 1990 องค์กรสหประชาชาติได้กำหนดแนวทางในการลงโทษแบบไม่ต้องมีการคุมขัง (United Nations Standard Minimum Rules for Non-custodial Measures: The Tokyo Rules) เพื่อเป็นทางเลือกในการลงโทษผู้ที่กระทำความผิดนอกจากการลงโทษจำคุกในเรือนจำ โดยมุ่งหมายให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการด้านกระบวนการยุติธรรมให้มากขึ้น และสนับสนุนให้มีการนำวิธีการลงโทษแบบไม่คุมขังไปใช้ในกรอบกฎหมายของแต่ละประเทศ และตามความเหมาะสมกับลักษณะของการกระทำความผิด ประวัติการกระทำผิด จุดมุ่งหมายของการลงโทษและสิทธิของเหยื่อ

อย่างไรก็ตาม การนำวิธีการลงโทษแบบไม่คุมขังมาใช้ จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้กระทำความผิดด้วย หรือให้ผู้กระทำผิดสมัครใจเข้าร่วม โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิส่วนบุคคล นอกจากนี้ แนวทางนี้ยังสนับสนุนให้มีการหลีกเลี่ยงการคุมขังก่อนไต่สวน (pre-trial detention) หรือพยายามนำวิธีการอื่นมาใช้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

การลงโทษแบบไม่คุมขัง อาจสามารถทำได้หลายวิธี ประกอบไปด้วย การยกฟ้องคดีแบบมีเงื่อนไข การลงโทษทางสถานะ การลงโทษทางเศรษฐกิจและการเงิน เช่น การปรับแทนการจำคุก การยึดอายัดทรัพย์ การให้ชดใช้แก่เหยื่อผู้เสียหาย การงดลงโทษชั่วคราว การภาคทัณฑ์ การบริการสังคม การให้ไปฝึกอบรม การกำหนดให้อยู่ภายในบ้าน เป็นต้น หรือด้วยวิธีการอื่น ๆ ที่เป็นการบำบัดนอกเรือนจำด้วยวิธีการหลายอย่างประกอบกัน นอกจากนี้อาจใช้วิธีการปล่อยตัวผู้ต้องขังจากเรือนจำเร็วขึ้นหลังจากมีการพิพากษาลงโทษจำคุกในเรือนจำแล้ว เช่น การให้ลาพักการลงโทษ/การกลับบ้านชั่วคราวก่อนพ้นโทษ การปล่อยออกไปทำงานหรือศึกษา การคุมประพฤติ/ปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไข (parole) การยกเลิกโทษ/การลดโทษ การอภัยโทษ เป็นต้น

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ยุติธรรมทางเลือกที่เน้นการลงโทษเชิงสร้างสรรค์

สภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC) ได้รับหลักการพื้นฐานในการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในระบบงานยุติธรรมในเดือนสิงหาคม 2002 (Basic Principles on the Use of Restorative Justice Programmes in Criminal Matters) มีหลักการพื้นฐานว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นการตอบสนองต่ออาชญากรรมที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพต่อศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกันของบุคคล การสร้างความเข้าใจ และการส่งเสริมความสมานฉันท์ของสังคม ด้วยการเยียวยาผู้เสียหาย ผู้กระทำผิดและชุมชน เป็นการเปิดโอกาสให้เหยื่อได้รับการชดเชย รู้สึกปลอดภัยขึ้นและอยู่ในสังคมได้ตามปกติ ขณะเดียวกันผู้กระทำผิดได้รู้สึกอย่างแท้จริงถึงผลกระทบของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นและให้แสดงความรับผิดชอบด้วยวิธีที่เหมาะสม ส่วนสังคมก็จะเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาชญากรรมขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความสงบสุขขึ้นในสังคม และสามารถป้องกันอาชญากรรมได้

อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มีความยืดหยุ่นในการปรับใช้ในกระบวนการยุติธรรมภายใต้เงื่อนไขด้านกฎหมาย สังคมและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ และไม่มีผลกระทบต่ออำนาจหน้าที่ของรัฐในการฟ้องผู้ต้องหา กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์อาจถูกนำไปใช้ในทุกขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ

ทั้งนี้ องค์กรสหประชาชาติได้เผยแพร่คู่มือสำหรับการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในปี 2005 (Handbook on Restorative Programmes: Criminal Justice Handbook Series) เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในระบบงานยุติธรรมเพื่อจัดการกับความขัดแย้งและอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมหลัก นำคดีออกจากระบบงานยุติธรรม และสร้างแนวทางการลงโทษที่สร้างสรรค์ขึ้นในระบบงานยุติธรรม

“แนวคิดยุติธรรมทางเลือก เป็นแนวทางมาตรฐานที่สำคัญในการแก้ไขปัญหานักโทษล้นคุกและปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขังในเรือนจำ ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศที่ประสบปัญหาดังกล่าว จึงควรมีการพัฒนาการบริหารงานราชทัณฑ์ตามแนวทางมาตรฐานสากลเหล่านี้ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหานักโทษล้นคุกและปัญหาสิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับในระดับโลกต่อไป”

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบงานราชทัณฑ์ไทยเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซีย”

หัวหน้าโครงการ : กฤษณพงค์ พูตระกูล

สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟิก อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ และ ณภัทร ศรีประเสริฐ
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน จินตนา ธรรมวงษ์
00:00
00:00
Empty Playlist