organic-farming

“เกษตรอินทรีย์” – ทางเลือกเพื่อความยั่งยืนของภาคเกษตรไทย

ปัจจุบันเกษตรกรไทยกำลังได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อันเป็นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรลดลง เมื่อผลกระทบจากภัยธรรมชาติทำให้ผลผลิตลดลง การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจึงมีแนวโน้มมากขึ้น จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้ระบุถึงปริมาณการนำเข้าสารเคมีเพื่อการกำจัดศัตรูพืช ในปี พ.ศ. 2559 จำนวน 0.16 ล้านตัน เมื่อเทียบกับตัวเลขในปี พ.ศ. 2554 ที่มีปริมาณการนำเข้าอยู่ที่ 0.11 ล้านตัน จะเห็นได้ว่าเรามีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45

ทั้งนี้การใช้สารเคมีที่มากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบทางลบต่อทั้งร่างกายของเกษตรกรเอง ผู้บริโภค และระบบนิเวศน์ จากปัญหาข้างต้นนี้ทำให้เกิดกระแส “การปฏิบัติด้วยแนวคิดความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารเกษตร” หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “การทำเกษตรอินทรีย์” ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีความสำคัญต่อการผลิตและการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารเกษตร เนื่องจากมีความปลอดภัยต่อเกษตรกร เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการรักษาไว้ซึ่งพื้นที่เพาะปลูกที่จะใช้ในการสร้างผลผลิตทางการเกษตรต่อไปในอนาคต ต่างจากการทำเกษตรด้วยการใช้สารเคมี ทั้งนี้นอกจากประเด็นในเรื่องความยั่งยืนแล้ว ความสามารถในการแข่งขันที่วัดได้จากผลผลิตทางการเกษตร ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกษตรกรหันไปใช้สารเคมี ปัจจัยเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา หากเกษตรกรจะตัดสินใจเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีในการทำเกษตร ไปสู่การทำเกษตรอินทรีย์

ในบทความนี้ ได้ยกกรณีตัวอย่างจากเครือข่ายและกลุ่มเกษตรอินทรีย์ข้าวหอมมะลิของไทย ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย คือ สุรินทร์ อำนาจเจริญ และยโสธร มาแสดงให้เห็นถึงผลของการทำเกษตรอินทรีย์ที่มีต่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน ด้วยทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติ

ทำความเข้าใจกับ “ทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติ”

“ทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติ” เป็นทฤษฎีที่พัฒนามาจาก “ทฤษฎีฐานทรัพยากร” ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาว่า จะบริหารจัดการทรัพยากรอย่างไร ให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยแนวคิด “ทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติ” เป็นทฤษฎีที่ว่า หากองค์กรใดบริหารจัดการกระบวนการผลิตสินค้าและบริการด้วยวิธีที่เป็นมิตรและใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม องค์กรนั้นจะมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน และผลดีต่อการดำเนินงานขององค์กร

แนวคิดทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบที่ว่าด้วยเรื่องของความยั่งยืน คือ 1) การป้องกันมลพิษ (Pollution Prevention) 2) การดูแลผลิตภัณฑ์ หรือ การลดผลกระทบของผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ (Product Stewardship) และ 3) การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) โดยในองค์ประกอบเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น ได้มีการอธิบายเพิ่มเติมไว้ด้วยว่ายังสามารถแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ 1) เทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) คือ การใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานทางเลือก เป็นต้น และ 2) กลุ่มฐานล่างปิรามิด (Bottom of Pyramid) คือ การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพที่ดีทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนระดับรากหญ้า

ดังนั้นจากองค์ประกอบของทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติที่ได้ระบุไว้ข้างต้น ในบทความนี้เราจึงจะมาหาคำตอบว่า การทำเกษตรอินทรีย์ตามองค์ประกอบของแนวคิดทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติ (การป้องกันมลพิษ, การดูแลผลิตภัณฑ์, เทคโนโลยีสะอาด, และกลุ่มฐานล่างปิรามิด) จะทำให้เกษตรกรอินทรีย์มีความได้เปรียบทางการแข่งขันเพิ่มขึ้น ตามที่ทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติว่าไว้หรือไม่

ความยั่งยืนตามทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติกับเกษตรกรข้าวหอมมะลิในไทย

การทำเกษตรอินทรีย์ คือการทำเกษตรที่ใช้ปัจจัยการผลิตที่มาจากธรรมชาติโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี มุ่งเน้นการเกษตรแบบปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชผลและการทำปศุสัตว์ที่มีความหลากหลาย รวมถึงการปรับปรุงหน้าดิน และการทำเกษตรที่ลดการใช้ปัจจัยนำเข้าที่มาจากภายนอกให้ได้มากที่สุด

จากโครงการวิจัย “ความยั่งยืนและความได้เปรียบทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารเกษตร: กรณีศึกษาข้าวหอมมะลิอินทรีย์” ได้มีการศึกษาทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ข้าวหอมมะลิในพื้นที่ 3 จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย คือ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดยโสธร โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาชี้ว่า เกษตรกรไทยในเครือข่ายและกลุ่มเกษตรอินทรีย์ทั้งสามนั้น มีการทำเกษตรอินทรีย์ที่ส่งผลสอดคล้องกับความยั่งยืนตามองค์ประกอบของแนวคิดทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติดังต่อไปนี้

ประการแรก การทำเกษตรกรรมข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ในด้านการป้องกันมลพิษ (Pollution Prevention) เกษตรกรข้าวหอมมะลิอินทรีย์ใช้สารสกัดจากชีวภาพที่ผลิตเองจากวัสดุทางธรรมชาติ เช่น เศษตะไคร้ ใบสะเดา มูลสัตว์ นำไปใช้ในการไล่แมลงและวัชพืชแทนการใช้สารเคมี อีกทั้งยังผลิตปุ๋ยหมักเองโดยใช้ของเสียในพื้นที่การเกษตรอินทรีย์ มีการห้ามการเผาฟาง/ตอซังในพื้นที่การเกษตรเพื่อหลีกเลี่ยงมลภาวะ รวมถึงการไม่ปล่อยของเสียให้เข้าสู่พื้นที่ทางการเกษตร เกษตรกรข้าวหอมมะลิอินทรีย์ยังมีการสร้างแนวกั้นธรรมชาติด้วยต้นไม้สำหรับการป้องกันสารเคมีจากข้างนอกพื้นที่ และเครือข่ายเกษตรอินทรีย์มีการรณรงค์และมีนโยบายในการจัดการของเสีย รวมทั้งการมุ่งเน้นการมีสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน ซึ่งการทำเกษตรอินทรีย์นี้ ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบพื้นที่การเกษตร แต่ยังเป็นการลดต้นทุนการผลิตในการทำการเกษตรอีกด้วย

ประการที่สอง ในด้านการดูแลผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ (Product Stewardship) เกษตรกรข้าวหอมมะลิอินทรีย์ได้ดำเนินการผลิตตามคำสั่งซื้อเพื่อการใช้บรรจุภัณฑ์อย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ มุ่งเน้นด้านการแบ่งปันความรู้ การฝึกอบรม การช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสมาชิกภายในกลุ่มหรือครอบครัว รวมถึงการตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ นอกจากนี้เครือข่ายเกษตรกรยังมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ ยกตัวอย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวสัจธรรมได้ยกระดับการรับรู้ของแบรนด์ผ่านระบบเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเครือข่ายเกษตรกรข้าวหอมมะลิอินทรีย์ได้สื่อสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางการตลาดออนไลน์ เพื่อใช้ในการจัดหาช่องทางโดยตรงสำหรับผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ไปสู่ผู้บริโภค เป็นต้น

เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวสัจธรรมและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้าอ้อม มีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ก๊าซชีวภาพหรือไบโอดีเซล ในการลดต้นทุนผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นการพัฒนาตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) จากองค์ประกอบของทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติ ที่ว่าด้วยเรื่องของการมีแหล่งพลังงานทางเลือกที่ได้จากธรรมชาติ

นอกจากนี้เกษตรกรยังได้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ผ่านการพัฒนาและส่งเสริมนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ เช่น การผลิตไอศกรีมจากข้าวอินทรีย์ของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวสัจธรรม เป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ผ่านนวัตกรรมที่สามารถช่วยลดปัญหาความยากจนของเกษตรกร อีกทั้งเกษตรกรข้าวหอมมะลิอินทรีย์ยังพยายามใช้แนวทางการทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเองด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ภายในพื้นที่การเกษตรเพื่อการบริโภค เช่น ผัก ปลา เป็นต้น เหล่านี้คือการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพที่ดีทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของกลุ่มเกษตรกร ตรงกับแนวคิดกลุ่มฐานล่างปิรามิด (Bottom of Pyramid) ตามองค์ประกอบของทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติ

ความสัมพันธ์ระหว่างความยั่งยืนผ่านการทำเกษตรอินทรีย์และความได้เปรียบทางการแข่งขัน

จากผลการศึกษาจะเห็นได้ว่าการทำเกษตรกรรมข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในไทย มีความยั่งยืนผ่านการทำเกษตรอินทรีย์ที่สอดคล้องกับองค์ประกอบของแนวคิดทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติ และในส่วนของความได้เปรียบทางการแข่งขันนั้น จากผลการศึกษาก็พบว่าเครือข่ายวิสาหกิจ/กลุ่มเกษตรอินทรีย์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทั้งสามแห่ง ได้รับความได้เปรียบทางการแข่งขันจากการทำเกษตรอินทรีย์ในหลาย ๆ ด้าน ตั้งแต่ด้านต้นทุนในการทำการเกษตรที่ลดลง รายได้ของเกษตรกรข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่มากขึ้น จากราคาขายที่สูงขึ้นเพราะผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดี ผลผลิตที่มากขึ้นหลังจากการทำเกษตรอินทรีย์ในช่วงระยะเวลาหลังจาก 2-3 ปี ความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทานที่แนบแน่นมากขึ้น ซึ่งสะท้อนการประสานและความร่วมมือที่ดีเพื่อการพัฒนาและการผลิต การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าผ่านช่องทางการสื่อสารที่ใกล้ชิด การจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพอันนำไปสู่การแบ่งปันความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและการผลิต การมีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับใช้ในการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที การฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเกษตรกรและการจัดประชุมเป็นประจำระหว่างสมาชิกในเครือข่าย รวมถึงการมีผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าของข้าวหอมมะลิอินทรีย์ผ่านกระบวนการแปรรูป สิ่งต่าง ๆเหล่านี้ส่งผลต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของเครือข่ายวิสาหกิจ/กลุ่มเกษตรอินทรีย์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ การที่เกษตรกรมีสุขภาพร่างกายและจิตใจดี และมีสภาพแวดล้อมที่ดีในพื้นที่ทางการเกษตร เหล่านี้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่มาจากความยั่งยืนผ่านการทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวคิดทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติ

จากผลการศึกษาเกษตรกรข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ทำให้เราเห็นได้ว่า ความยั่งยืนผ่านการทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวคิดทฤษฎีฐานทรัพยากรธรรมชาติ นำไปสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขันจริง ไม่เพียงเท่านั้น ยังก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ต่อสุขภาพของเกษตรกรเอง ที่ไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการใช้สารเคมี ต่อสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศน์ในบริเวณพื้นที่เพาะปลูก และ ต่อผู้บริโภคที่ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรับสารตกค้างที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจากการใช้สารเคมี

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “ความยั่งยืนและความได้เปรียบทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารเกษตร: กรณีศึกษาข้าวหอมมะลิอินทรีย์”

หัวหน้าโครงการ : พิทวัส เอื้อสังคมเศรษฐ์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง & กราฟิก ธนภัทร ทองสอน
00:00
00:00
Empty Playlist