opportunities-and-challenges-for-labor

โอกาสและความท้าทายด้านแรงงานในอนาคต: บทเรียนจากการเคลื่อนย้ายแรงงานบนระเบียงเศรษฐกิจ EWEC และ SEC

เมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงเป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังคืบคลานเข้ามา ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการพึ่งพากำลังแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านและแรงงานผู้สูงอายุมากขึ้น บทเรียนจากระเบียงเศรษฐกิจ EWEC และ SEC ได้เผยให้เห็นความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจสูงวัย และการยกเลิกการกีดกันแรงงานข้ามชาติมีทักษะ เพื่อรับมือความท้าทายที่กำลังจะมาถึงในอนาคต

การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เกิดจากความร่วมมือของกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) ประกอบไปด้วย 6 ประเทศ คือ ไทย จีน (มณฑลยูนนาน) เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา เพื่อมุ่งหวังที่จะพัฒนาการค้า การลงทุน และลดความยากจนภายในภูมิภาค โดยมีแนวทางสำคัญคือการเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งของทุกประเทศเข้าด้วยกัน ซึ่งในไทยก็มีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงหลากหลายเส้นทาง รวมถึง EWEC และ SEC ด้วย

“กำลังแรงงานเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศอยู่บนระเบียงเศรษฐกิจ EWEC และ SEC และมีแนวโน้มของการจ้างแรงงานทักษะเพิ่มมากขึ้นภายในพื้นที่”

ระเบียงเศรษฐกิจ EWEC และ SEC เป็นพื้นที่ที่มีกำลังแรงงานจำนวนมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีกำลังแรงงานไทยมากกว่า 15 ล้านคน หรือราว ๆ 41% ของกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศไทย แบ่งออกเป็นแรงงานบน SEC ประมาณ 11 ล้านคน (รวมกรุงเทพฯ 5 ล้านคน) และ EWEC 4 ล้านคน และยังมีแรงงานข้ามชาติในระบบอีกมากกว่า 6 แสนคน ในช่วงปี 2550 สาขาการผลิตที่มีการใช้แรงงานไทยมากที่สุดบนระเบียง EWEC นั่นคือ สาขาเกษตรกรรม และส่วนมากเป็นการใช้แรงงานด้อยทักษะ ต่อมาในปี 2554 แม้ว่าสาขาเกษตรกรรมจะมีการใช้แรงงานในสัดส่วนที่สูง แต่มีการใช้แรงงานทักษะมากกว่าแรงงานด้อยทักษะ เช่นเดียวกันกับเศรษฐกิจ SEC ตะวันออกด้านบนและตะวันตก แต่ SEC ตะวันออกเส้นล่างนั้น สาขาการค้ามีการใช้แรงงานมากที่สุดและยังคงใช้แรงงานด้อยทักษะอยู่

ในส่วนของการใช้แรงงานข้ามชาตินั้น ส่วนมากจะอยู่บนระเบียง SEC เนื่องจากบนระเบียงนี้เป็นที่ตั้งของจังหวัดเป้าหมายของแรงงานข้ามชาติ ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี นครปฐม สมุทรปราการ ตาก และขอนแก่น แรงงานข้ามชาติเหล่านี้เป็นแรงงานด้อยทักษะที่ยินดีทำงานประเภท 3D หรืองานที่ หนัก (Difficulty) สกปรก (Dirty) และ อันตราย (Dangerous) ซึ่งผู้ประกอบการมักนิยมจ้างแรงงานข้ามชาติเพื่อมาทำงานประเภทนี้ เนื่องจากมีค่าจ้างที่ต่ำ รวมถึงมีการเรียกร้องสวัสดิการและเลือกงานน้อยกว่าแรงงานไทย

นโยบายการพัฒนากระจุกตัว กำลังพาไทยไปสู่ยุคเศรษฐกิจแห่งการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ

ประเทศไทยยึดถือหลักการพัฒนาที่เน้นพื้นที่ศูนย์กลางและการกระจายความเจริญจากศูนย์กลางมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีแผนพัฒนาฉบับแรก ๆ แต่สภาพเศรษฐกิจสังคมปัจจุบันกลับชี้ว่า หลักการการพัฒนานี้ทำให้เกิดการกระจายตัวของความยากจนและการกระจุกตัวของการพัฒนาเสียมากกว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดบนระเบียงเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับจังหวัดศูนย์กลาง พบว่าหลาย ๆ จังหวัด มีค่าห่างกันออกไปมากขึ้น ตัวอย่างเช่น จังหวัดมุกดาหารซึ่งอยู่บนระเบียง EWEC ตะวันออก มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าขอนแก่นซึ่งเป็นจังหวัดศูนย์กลางของระเบียงนี้ ประมาณ 18 เท่า จังหวัดนครนายกบนระเบียง SEC ตะวันออกเส้นบน มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าจังหวัดฉะเชิงเทราจังหวัดศูนย์กลางของระเบียงนี้ ประมาณ 55 เท่า และจังหวัดตราดและจันทบุรีบนระเบียง SEC ตะวันออกเส้นล่าง ที่มีช่องว่างของขนาดเศรษฐกิจที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับจังหวัดชลบุรี จังหวัดศูนย์กลางของระเบียง

ความเหลื่อมล้ำของการพัฒนา ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปัจจัยการผลิตรวมถึงแรงงานมุ่งเข้าไปสู่จังหวัดศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น จากการที่จังหวัดศูนย์กลางเหล่านี้มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่ล้ำหน้า มีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ทำให้มีอุปสงค์แรงงานสูงและนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของค่าจ้าง แรงงานตามระเบียงเศรษฐกิจจึงนิยมเคลื่อนย้ายกันไปตามเมืองศูนย์กลางต่าง ๆ เช่น แรงงานในจังหวัดบนระเบียง EWEC ตะวันออก นิยมย้ายถิ่นเข้ามาสู่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออก ส่วนแรงงาน EWEC ตะวันตก นิยมย้ายถิ่นเข้าสู่ระเบียง SEC ตะวันออก เช่นเดียวกับแรงงานบนระเบียง SEC ตะวันออกและตะวันตก ที่มีทั้งการย้ายเข้าสู่เมืองศูนย์กลางบนระเบียงของตัวเอง และการย้ายเข้าสู่กรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วย

การเคลื่อนย้ายแรงงานลักษณะนี้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จังหวัดที่ไม่ใช่ศูนย์กลางบนระเบียง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรม 2.0 ที่ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก เกิดการขาดแคลนแรงงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด แม้ว่าจะมีการประกาศนโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทให้เท่ากันทั่วประเทศในสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่ช่วยให้แรงงานย้ายถิ่นฐานกลับไปภูมิลำเนาของตัวเอง เนื่องจากอุปสงค์แรงงานในจังหวัดเหล่านี้ยังมีน้อย นอกจากนี้การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ ยังส่งผลให้ผู้ประกอบการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถนับรวมค่าสวัสดิการแรงงาน เป็นส่วนหนึ่ของค่าจ้างได้ ทำให้ค่าจ้างแรงงานต่างชาติต่ำกว่าแรงงานไทย และเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานไทยสู่จังหวัดศูนย์กลางเพื่อหางานทำมากขึ้นไปอีก

สถานการณ์สังคมผู้สูงวัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงานในไทย

สถานการณ์สังคมผู้สูงวัยเป็นอีกหนึ่งความท้าทายด้านแรงงานของประเทศไทย และระเบียงเศรษฐกิจ EWEC และ SEC โดยในปี 2556 ประเทศไทยมีจำนวนประชากรสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 13.19 ล้านคน หรือ ประมาณ 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ผู้สูงวัยเหล่านี้อยู่บนระเบียง EWEC และ SEC จำนวน 3.456 ล้านคน หรือ 26.37% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด และคาดว่าในปี 2571 จะมีผู้สูงอายุทั้งประเทศอยู่ 16.65 ล้านคน โดยมี 26.76% หรือ 4.456 ล้านคนอยู่บนระเบียงเศรษฐกิจ EWEC และ SEC นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.205% ส่วนกำลังแรงงานจะลดลงเฉลี่ย 0.08% การลดลงของกำลังแรงงานนี้เอง ย่อมส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตมวลรวมของประเทศในอนาคต

นโยบาย Thailand 4.0 อาจทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานบนระเบียง EWEC และ SEC มากกว่า 1.3 ล้านคน ในปี 2571

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะส่งผลต่อภาวะขาดแคลนแรงงานในประเทศไทยคือนโยบาย Thailand 4.0 โดยจากการประมาณการพบว่า หากมีการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Product – GPP) 10% เฉพาะในสาขาเศรษฐกิจที่ตอบสนองนโยบายเศรษฐกิจ 4.0 จะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานประมาณ 1.359 ล้านคน ในปี 2571 ซึ่งจะเกิดการขาดแคลนมากในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมทั่วไป และการเงิน การธนาคาร โดย 80% ของความต้องการจ้างงานจะเป็นความต้องการจ้างแรงงานทักษะ แม้ว่าการขยายอายุกำลังแรงงานจาก 60 ปี เป็น 70 ปี จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้บ้าง แต่ก็ช่วยได้ไม่มากนัก เนื่องจากอัตราการเกิดลดลงในขณะที่อัตราการสูงอายุเพิ่มขึ้น

หากจำแนกภาวะการขาดแคลนแรงงานตามสาขาเศรษฐกิจจะพบว่า เกิดการขาดแคลนแรงงานในสาขาเกษตรกรรม เป็นทั้งแรงงานทักษะและด้อยทักษะ สาขาอุตสาหกรรมอื่น ๆ และสาขาสาธารณสุข การศึกษาและสวัสดิการสังคม สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในสาขาดังกล่าว มาจากการที่จังหวัดบนระเบียงนี้ มีโครงสร้างการผลิตในสาขาต่าง ๆ ข้างต้น ที่เน้นแรงงานเป็นปัจจัยการผลิตหลัก

ทางออกของภาคแรงงานไทย – คัดสรรแรงงานข้ามชาติมีทักษะและส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัย

หากประเทศไทยต้องการที่จะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ตามนโยบาย Thailand 4.0 จะต้องมีการสร้างอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการใช้แรงงานทักษะให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ในอนาคตการขาดแคลนแรงงานจะเป็นการขาดแคลนแรงงานมีทักษะ แต่นโยบายนำเข้าแรงงานในปัจจุบัน กลับดำเนินไปอีกทิศทางหนึ่ง นั่นคือ มีการนำเข้าแรงงานข้ามชาติด้อยทักษะเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมาก แต่นำเข้าแรงงานมีทักษะจำนวนน้อย ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานทักษะ และยังทำให้นายจ้างไม่มีแรงจูงใจที่จะขึ้นค่าแรง เนื่องจากมีแรงงานข้ามชาติราคาถูก ส่งผลให้แรงงานเคลื่อนย้ายไปกระจุกตัวในจังหวัดศูนย์กลาง นอกจากนี้ยังมีผลให้ผู้ประกอบการไม่พัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตด้วย เนื่องจากสามารถใช้แรงงานจำนวนมากในการผลิตแทนการพัฒนาเทคโนโลยีได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรลดการกีดกันนักวิชาชีพหรือแรงงานข้ามชาติมีทักษะลง เช่น ยกเลิกการที่แรงงานข้ามชาติบางสาขาวิชาชีพต้องสอบข้อเขียนเป็นภาษาไทย เป็นต้น

นอกจากนี้ แรงงานผู้สูงอายุจะมีบทบาทในการช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะยาวได้ รัฐบาลจึงควรมีการสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานผู้สูงอายุมากขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการสร้างแรงจูงใจและกฎระเบียบหลายประการในการเพิ่มการจ้างงานผู้สูงอายุ เช่น สัดส่วนแรงงานผู้สูงอายุขั้นต่ำ และสิทธิพิเศษทางภาษีในการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันยังมีลักษณะสถานประกอบการอยู่ไม่น้อย ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานและสุขภาพของผู้สูงอายุ รัฐบาลจึงควรพัฒนาระบบ กลไก แนวทางปฏิบัติ และระเบียบ ที่สอดคล้องกับสภาพวัย และสภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงานด้วย

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การย้ายถิ่นของแรงงานบนระเบียง EWEC-SEC : สถานการณ์ เส้นทาง แนวโน้ม และผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม”

หัวหน้าโครงการ : เรณู สุขารมณ์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟิก รามา กาเด็ดบาวา
00:00
00:00
Empty Playlist