thumbnail_nuclear

พลังงานนิวเคลียร์ คำถามคือความปลอดภัย

พลังงานนิวเคลียร์ ถูกสร้างขึ้นโดยการแยกอะตอมจากแกนกลางหรือนิวเคลียสเพื่อให้เกิดพลังงาน โดยกระบวนการนี้เรียกว่า “นิวเคลียร์ฟิชชัน (Nuclear Fission) ก่อนผ่านกระบวนการเพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยเชื้อเพลิงตั้งต้นของพลังงานนิวเคลียร์คือยูเรเนียม ซึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสีที่สามารถพบได้ทั่วไปในโลก ที่จะถูกนำไปแปรรูปเป็น U-235 ซึ่งเป็นกัมมันตรังสีที่ได้รับการเสริมสมรรถนะใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เนื่องจากอะตอมของธาตุถูกแยกออกได้อย่างง่ายดาย

พลังงานนิวเคลียร์นับเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำ (Low-carbon power source) ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกในปัจจุบัน เป็นรองจากการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำ มีสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าของโลกที่ 10% ตามรายงานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) แต่คำถามจากประชนทั่วไปที่ทำให้หลายประเทศยังไม่สามารถใช้พลังงานนี้ได้อย่างเต็มที่คือ “ความปลอดภัย” ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

โลกกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

IAEA ได้ระบุว่า โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในเมืองอ็อบนินสค์ (Obninsk) ของสหภาพโซเวียต ถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โรงแรกของโลก จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี พ.ศ.2497 (ค.ศ.1954) และในปี พ.ศ.2502 (ค.ศ.1957) ก็ได้มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชิงพาณิชย์แห่งแรกที่เมืองชิปปิงพอร์ท (Shipping port) รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศไทยเองก็มีความคิดที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เริ่มจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เริ่มศึกษาความเหมาะสมของโครงการและเลือกสถานที่ตั้งในปี พ.ศ.2510 แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แต่อย่างใด เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ เช่น การยอมรับของภาคประชาชนทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น ความไม่มั่นใจในความปลอดภัยเนื่องด้วยอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น ทำให้แผนการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อผลิตไฟฟ้าของไทยถูกเลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ กับการตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย

คนทั่วไปมักตกอกตกใจเวลามีใครพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์ อุบัติเหตุระเบิดของโรงงานนิวเคลียร์ระเบิดที่เชอร์โนบิวในปี พ.ศ.2529 (ค.ศ.1986) และ ที่ฟุกุชิมะไดอิชิในปี พ.ศ.2554 (ค.ศ.2011) ยังคงเป็นภาพจำ ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยก็ตาม จึงทำให้กลายเป็นกระแสต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และไม่ยอมศึกษาข้อดี ข้อด้อย ของพลังงานนิวเคลียร์ที่อาจนำมาใช้ในการลดภาวะโลกร้อนได้อย่างจริงจัง จนเกิดแรงกดดันต่อการตัดสินใจของรัฐบาลทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ทำให้ต้องยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งเก่าและใหม่ไปอย่างน่าเสียดาย

“โครงการการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับผลิตไฟฟ้าอย่างปลอดภัย” งานวิจัยจากความร่วมมือของหลากหลายหน่วนยงาน โดยมี รศ.ดร.สุพิชชา จันทรโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ได้ทำศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิค และความเหมาะสมต่อการสร้างความปลอดภัยและยั่งยืนในการใช้พลังงาน และกระบวนการศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์เข้ามาร่วมด้วย เพื่อศึกษาโดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในประเทศไทย

โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาแนวความคิดและการดำเนินงานทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศผู้พัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ รวมทั้งประเทศผู้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรต ทั้งนี้เพื่อให้แผนความพร้อมฯ สามารถตอบโจทย์ปัญหาในมิติต่างๆ จึงได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ของแผน ที่เน้นการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจากทุกภาคส่วนตั้งแต่เริ่มต้น รวมทั้งความสำคัญในการพัฒนาด้านความปลอดภัยตามของกำหนดมาตรฐานสากด จึงเกิดเป็นวิสัยทัศน์ว่า “ประเทศไทยมีความพร้อมในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากลภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจจากทุกภาคส่วน”

จากวิสัยทัศน์นี้ได้มีการแบ่งกรอบเวลาในการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ คือ

  • ระยะที่ 0 เป็นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมและให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อนำมาสู่การตัดสินใจในโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศไทยร่วมกัน รวมทั้งยังมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องต่างๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น กฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรม ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในภาพรวม โดยในระยะที่ 0 นี้ คาดว่ามีระยะเวลาประมาณ 3-5 ปี
  • ระยะที่ 1-3 เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความปลอดภัยในแต่ละด้านตามมาตรฐานของ IAEA โดยนำผลลัพธ์การติดสินใจจากระยะที่ 0 มาเริ่มเต้นพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในแผนยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ โดยแบ่งแผนการดำเนินงานเตรียมโครงสร้างพื้นฐานออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมความพร้อมในการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างปลอดภัยในแต่ละ 19 ด้าน ตามมาตรฐานของ IAEA เพื่อนำไปสู่ข้อผูกพันในการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตาม Milestone 1 คาดว่ามีระยะเวลา 2-3 ปี ระยะที่ 2 การเตรียมความพร้อมเพื่อก่อสร้าง ประกวดราคา ตาม Milestone 2 คาดว่ามีระยะเวลา 3-4 ปี และ ระยะที่ 3 ระยะการดำเนินการก่อสร้าง คาดว่ามีระยะเวลา 6-8 ปี

จาการจัดทำแผนฯ ได้นำข้อกำหนดตามแบบสากลของการเตรียมความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีทั้งหมด 19 ด้าน มาพิจารณากำหนดกรอบยุทธศาสตร์เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ ซึ่งกำหนดได้ 4 ยุทธศาสตร์หลักดังนี้

ผลจากงานวิจัยที่มีการบูรณาการจากหลายศาสตร์ ไม่ได้ทำการศึกษาเฉพาะสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันและการคาดการณ์ของพลังงานในอนาคต และความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ตามหลักสากลที่เกี่ยวข้องของประเทศที่มีใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เท่านั้น จึงได้มาซึ่งแผนการดำเนินการที่เหมาะสมในการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อย่างยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นที่ยอมรับของประชาชนสำหรับประเทศไทย

 

เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย

“การศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับผลิตไฟฟ้าอย่างปลอดภัย”

หัวหน้าโครงการ

รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิชชา จันทรโยธา

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สนับสนุนการวิจัยโดย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 

00:00
00:00
Empty Playlist