COVER_เฝือก-01

เฝือกสำหรับแขนและขาจากยางธรรมชาติ

ลักษณะข้อเท้าตก (foot drop) เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงและกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤต อัมพาต ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทย ผู้ป่วยบางรายได้รับการใส่เฝือกเพื่อประคองเท้า แต่เฝือกทั่วไปมีลักษณะที่แข็งและหนัก รวมถึงอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการคันเท้าได้ อีกทั้งไม่สะดวกต่อการใช้ทำให้ผู้ดูแลผู้ป่วยมักจะละเลยการใส่เฝือกเพื่อประคองข้อเท้าให้ผู้ป่วยเหล่านี้

การรักษาภาวะข้อเท้าตกในผู้พิการทางการเคลื่อนไหว จากภาวะที่มีอาการพิการทางสมอง รวมทั้งจากปัจจัยอื่นๆ การฟื้นฟูผู้ป่วยเหล่านี้ต้องอาศัยการดูแลโดยทีมแพทย์หลากหลายสาขา รวมถึงญาติ เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วย โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้จะนอนติดเตียงเกิดความพิการทางการเคลื่อนไหวจนทำให้กล้ามเนื้อลีบ หดรั้ง เกิดภาวะข้อเท้าตก การป้องกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยการรักษาเบื้องต้นแพทย์มักเลือกใช้วิธีการใส่เฝือกปูนเพื่อประคองข้อเท้าซึ่งอาจพบผลแทรกซ้อนตามมา เช่น แผลกดทับจากความแข็งของเฝือก เฝือกรัด เฝือกแฉะ ดังนั้นหากมีอุปกรณ์ที่สามารถใส่ประคองข้อเท้าได้

น้ำยางธรรมชาติในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบในการผลิตที่หาได้ง่าย ต้นทุนต่ำ ทั้งยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสม สามารถทำให้ผิวสัมผัสมีความแข็งแรงภายนอก แต่มีน้ำหนักเบา อ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น และทำความสะอาดได้ง่าย สะดวกต่อการใช้งานกับผู้ป่วยที่กระดูกหักและเคลื่อนบริเวณเท้า และบางกรณีสำหรับผู้ป่วยที่พักฟื้นจากการได้รับบาดเจ็บที่เท้าเมื่อออกจากโรงพยาบาล

“การวิจัยและพัฒนาเฝือกสำหรับแขนและขาจากยางธรรมชาติ” เป็น ย ทั้งนี้ ต้นแบบชุดวัสดุเฝือกจากยางพาราสามารถนำไปประยุกต์ใช้แทนเฝือกสำหรับแขนและขาได้ นอกจากนี้ยังถือเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบทางการแพทย์ที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์อื่นๆ ที่ทำจากยางพาราได้อีกด้วย

รศ.นพ.นิยม ละออปักษิณ

ข้อดีของเฝือกรูปแบบนี้ คือ ญาติสามารถใส่เองที่บ้านได้ และมีประสิทธิภาพในการประคองข้อเท้าได้ดีพอ เมื่อเปรียบเทียบกับเฝือกปูน ทีมนักวิจัยจึงได้พัฒนาเฝือกที่ทำจากยางพาราเพื่อการศึกษาผลการรักษาในผู้ป่วยข้อเท้าตกจากการพิการหรือได้รับบาดเจ็บที่เท้าหรือข้อเท้า โดยเริ่มจากการวัดขนาดขาผู้ป่วยเพื่อหาค่าเฉลี่ยและนำมาขึ้นรูปแม่พิมพ์ และได้มีการพัฒนาสูตรยางพาราเพื่อให้เหมาะสมกับเฝือกยางพาราให้ตรงกับคุณสมบัติที่ต้องการจากนั้น นำเฝือกยางพาราที่ได้มาศึกษาผลการรักษาในผู้ป่วย พบว่า เฝือกยางพาราชนิดแข็งเหมาะสมที่จะนำมาใช้กับผู้ป่วย ผลการศึกษาหลังการใส่เฝือกในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว ได้ให้กลับบ้าน พบว่าเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรม ในสัปดาห์ที่ 2 – 4 – 8 มีค่าเฉลี่ยการปวด 2.70, 1.80, 1.00 ตามลำดับ อาการปวดขาค่อย ๆ ลดลงเหมือนกับการรักษาทั่วไป แสดงให้เห็นว่าเฝือกยางพาราช่วยประคองไม่ให้ข้อเท้าขยับ ทำให้อาการปวดลดลง ส่วนอาการระคายเคืองผู้ป่วยมีอาการระคายเคืองเล็กน้อยมาก ผู้ป่วยที่ใช้งานมีความพึงพอใจในการใช้เฝือกยางพารามากที่สุดเพราะมีความสะดวกในการใช้งาน ทำความสะอาดได้ มีสีและลวดลายสวยงาม

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเฝือกอ่อน และเฝือกชนิดอ่อนรองพื้นในของรองเท้า (Insole) โดยผลิตจากน้ำยางพาราธรรมชาติ 100 % ด้วยโครงสร้างของยางธรรมชาติที่มีที่มีความยืดหยุ่นสูง มีความนุ่มของฟองยาง คุณลักษณะผิวมีความนุ่ม ใช้กระบวนการผลิตจากการตีฟองโดยใช้น้ำยางข้น 60% เป็นวัตถุดิบและมีการเติมน้ำสบู่โพแทสเซียมโอลิเอต (Potassium Oleate) ทำให้เกิดฟองตามที่ต้องการ และมีการใช้สารกลุ่มวัลคาไนซิ่ง (Vulcanization) ทำให้ยางคงรูป และสารทำให้เกิดเจลเพื่อให้เกิดการคงตัว และสารอื่นๆ ที่เหมาะสม ผ่านกระบวนการทำให้ยางสุก และการล้างเพื่อสลายสารเคมีที่ตกค้างและทำการอบแห้งให้ได้ชิ้นงานที่มีประสิทธิภาพ

การพัฒนาเฝือกยางพารานี้ สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยที่พิการเหล่านี้เพื่อรอให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ อีกทั้งเป็นกายอุปกรณ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราธรรมชาติในประเทศไทย อย่างไรก็ตามยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเปรียบเทียบกับเฝือกดั้งเดิม รวมทั้งการศึกษาในเรื่องท่าการเดิน และในการประยุกต์เจาะรูที่เฝือกยาง เพื่อการดูแลแผลเรื้อรังที่เท้า เช่นในผู้ป่วยเบาหวาน อย่างเหมาะสมต่อไป

 

เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย

“การวิจัยและพัฒนาเฝือกสำหรับแขนและขาจากยางธรรมชาติ”

หัวหน้าโครงการ

รองศาสตราจารย์ นพ.นิยม ละออปักษิณ

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

สนับสนุนการวิจัยโดย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 

00:00
00:00
Empty Playlist