less-chemically-dependent-agriculture

แนวทางการฟื้นฟูรูปแบบการทำนาแบบดั้งเดิมเพื่อลดการใช้สารเคมี

เราเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดเสมอว่า “เมื่อก่อนพืชผักต่าง ๆ ไม่ค่อยมีสารเคมีให้กังวลใจ” แล้วทำไมในปัจจุบันเรามักได้ยินเรื่องสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในพืชผักอยู่บ่อยครั้ง ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ? บทความนี้จะขอยกตัวอย่าง “ข้าว” ซึ่งถือเป็นอาหารหลักของคนไทย มาอธิบายว่าวัฒนธรรมการทำนาในอดีตเป็นอย่างไร แตกต่างจากรูปแบบการทำนาในสมัยใหม่อย่างไร ? ทำไมจึงมีการใช้สารเคมีเพิ่มมากขึ้นและการใช้สารเคมีส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง

ด้วยความสำคัญของปัญหาการใช้สารเคมีในการทำนาข้าว โครงการวิจัย “รูปแบบการฟื้นฟูวัฒนธรรมการทำนาเพื่อลดการใช้สารเคมีในชุมชนตำบลโพธิ์ตาก อำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย” จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นรวมทั้งเพื่อศึกษารูปแบบการฟื้นฟูวัฒนธรรมการทำนา หรือรูปแบบการทำนาแบบดั้งเดิมเพื่อลดการใช้สารเคมีในชุมชน ซึ่งการฟื้นฟูรูปแบบการทำนาแบบดั้งเดิมเพื่อลดการใช้สารเคมีนี้ จะใช้การบูรณาการร่วมกันระหว่างกลไกที่เป็นทางการและกลไกที่ไม่เป็นทางการ

พัฒนาการของรูปแบบทำนาจากอดีตสู่ปัจจุบัน

รูปแบบการทำนาในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตค่อนข้างมาก รูปแบบการทำนาแบบดั้งเดิมในยุคอดีต (ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2520) เน้นการพึ่งพาตนเอง ไม่มีการจ้างแรงงาน อาศัยแรงงานจากสัตว์ เน้นการช่วยเหลือกันระหว่างเครือญาติและบ้านใกล้เรือนเคียง มีความเชื่อความศรัทธาต่อธรรมชาติ เช่นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ชาวบ้านจะทำการพิธีบุญกำฟ้าหรือคลาฟ้า (คะ ลา ฟ้า) เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อฟ้าโดยในโดยในช่วงนั้นชาวบ้านจะไม่ทำงานไม่ส่งเสียงดังให้ฟ้ารำคาญ เนื่องจากเชื่อว่าจะทำให้ไม่กลัวเสียงฟ้าร้องและจะได้ทำนาด้วยความสบายใจ การทำนาในสมัยนั้นเป็นการทำนาเพื่อบริโภคเอง หรือนำไปแบ่งปันกันในชุมชน โดยอุปกรณ์ในการทำนาส่วนมากเป็นผลผลิตจากภูมิปัญญา เช่น ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ที่ตัวเองเลี้ยงไว้ไม่มีสารเคมี ผลที่ตามมาคือ ต้นทุนการทำนาไม่สูง ทำแล้วมีเงินเหลือเก็บ ร่างกายแข็งแรงเนื่องจากได้ใช้แรงกายทำนาเอง ข้าวปลอดสารเคมี ไม่มีสารเคมีตกค้าง แหล่งน้ำและอาหารตามธรรมชาติอุดมสมบูรณ์

อย่างไรก็ตามรูปแบบการทำนาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป (พ.ศ. 2521–ปัจจุบัน) ภายหลังจากมีนโยบายการพัฒนาของรัฐมี่มุ่งเน้นการสร้างรายได้ เช่น นโยบายส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อเสริมรายได้ให้แก่ชาวนา ทำให้มีชาวนาหลายรายเริ่มหันมาทำไร่มันสำปะหลังโดยใช้พื้นที่ที่เคยไว้ใช้เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เพราะอยากมีฐานะที่ดีขึ้น ทำให้พื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ลดลง ประกอบกับการเข้ามาของรถไถนา ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการทำนามากขึ้น ทำให้ชาวนาเริ่มขายวัวขายควายเพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อรถไถนามาใช้ เมื่อเงินไม่พอก็ไปกู้ยืมจากธนาคาร ทำให้ชาวนาเริ่มมีหนี้สิน ผลที่ตามมาคือทำให้รูปแบบการทำนาแบบดั้งเดิมหรือวัฒนธรรมการทำนาของชาวนาเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยพึ่งพาธรรมชาติ ที่มีความเอื้ออาทรและช่วยเหลือกัน กลายเป็นการทำนาที่มุ่งหวังรายได้ พึ่งพาเทคโนโลยี พึ่งพาสารเคมี

อีกทั้งในปัจจุบันชาวนานิยมทำทั้งนาปีและนาปรัง ทำให้ดินในที่พื้นที่นาไม่มีช่วงเวลาได้พักฟื้นฟู จนทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลทำให้คุณภาพข้าวที่ผลิตออกมาไม่ได้มาตรฐาน เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวนาจึงหันมาพึ่งพาปุ๋ยเคมี สารกำจัดวัชพืช และสารกำจัดศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้นเพื่อทำให้ข้าวเจริญงอกงาม อย่างไรก็ตาม ผลจากการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องก็ทำให้สิ่งแวดล้อมเริ่มเสื่อมโทรมลง เช่น คุณภาพของดินมีคุณภาพแย่ลง สังเกตจากดินมีลักษณะที่แข็ง และไม่มีความอุดมสมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากต้องใช้เงินทุนในการซื้อ ปุ๋ย สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช ที่มีราคาสูง

ผลกระทบจากการใช้สารเคมีกับวิถีการทำนาที่เปลี่ยนแปลงไป

วัฒนธรรมการทำนาที่เปลี่ยนแปลงไป จากอดีตที่เน้นการพึ่งพาตนเองและธรรมชาติ มาสู่การพึ่งพาเครื่องจักรและสารเคมีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบทางลบต่อชาวนาและชาวบ้านในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น มิติด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่ทั้งดิน น้ำ และป่าเสื่อมโทรม คนในชุมชนก็ไม่กล้านำพืชผัก ธรรมชาติมาทำอาหาร เนื่องจากกลัวพิษภัยจากสารเคมีที่ตนและชาวบ้านในชุมชนใช้ มิติด้านเศรษฐกิจ การใช้สารเคมีทำให้ชาวนามีต้นทุนการทำนาที่สูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ค่าจ้างไถ/จ้างดำนา และจ้างเก็บเกี่ยว ทำให้ทำนาแล้วไม่คุ้มทุนเป็นหนี้สิน จนทำให้ชาวนาบางรายต้องเอาที่นำไปขายให้นายทุนและออกไปหางานทำในจังหวัดอื่น มิติด้านวัฒนธรรมสังคม ชาวนาและชุมชนไม่มีความมั่นคงเหมือนในอดีต จากที่เคยพึ่งพาตนเอง มาเป็นพึ่งพา แรงงาน ปุ๋ยเคมีและเครื่องจักรเป็นหลัก ทำให้คนในชุมชนขาดความสามัคคีกัน เนื่องจากไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมร่วมกันเหมือนแต่ก่อน มิติด้านสุขภาพ ชาวนามีสุขภาพไม่ดีเนื่องจากได้รับสารพิษจากสารเคมีที่ตนเองใช้ ในบางรายถึงกับเสียชีวิตจากการได้รับสารเคมีมากเกินไป

การฟื้นฟูวัฒนธรรมการทำนาเพื่อลดการใช้สารเคมีในชุมชน

จากการลงไปเก็บข้อมูลของทีมวิจัย ได้รับรู้ถึงรูปแบบวัฒนธรรมการทำนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และรู้ว่าที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานพยายามเข้ามาแก้ไขเรื่องนี้แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากการใช้กลไกในการเข้าไปแก้ไขที่เป็นทางการมากจนเกินไป ทำให้ชาวบ้านรู้สึกไม่คล้อยตามและไม่นำไปปรับใช้จริงในการทำนาอีก หรือพูดสั้น ๆ ก็คือ “ชาวบ้านไม่เชื่อว่าทำแล้วจะได้ผลจริง” ดังนั้นเพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกคล้อยตาม อยากที่จะนำความรู้ไปปรับใช้ในการทำนาจริง ๆ ทีมวิจัยจึงได้จัดทำกิจกรรมที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ โดยใช้การบูรณาการร่วมกันระหว่างกลไกที่เป็นทางการและกลไกที่ไม่เป็นทางการ

โดยกลไกที่เป็นทางการ เช่น การที่องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาทำการจัดการอบรมให้ความรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับคนในชุมชน ควบคู่ไปกับการใช้กลไกที่เป็นไม่เป็นทางการ ได้แก่ การใช้ความเคารพผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน ความสนิทคุ้ยเคยกันของคนในชุมชน เป็นตัวขับเคลื่อนกลไกทางการ นั่นคือการที่กลุ่มองค์กรหรือหน่วยงานที่เข้ามาจัดกิจกรรมการอบรมให้ความรู้ในเรื่องการลดละเลิกการใช้สารเคมีให้แก่ชาวบ้าน โดยในแต่ละกิจกรรมจะให้ชาวบ้านตกลงจัดการและเชิญชวนกันเอง เพื่อให้ชาวบ้านเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความเต็มใจ มีการให้ผู้เฒ่าหรือผู้สูงอายุของชุมชนมาเป็นผู้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับรูปแบบการทำนาในอดีตที่เน้นการใช้ของที่เกิดจากภูมิปัญญาของตนเองในการทำนาโดยไม่มีการใช้สารเคมี เช่น การใช้ปุ๋ยหมักจากพืชผักที่เหลือใช้หรือการใช้ปุ๋ยคอกที่ได้มาจากมูลของสัตว์เพื่อนำมาใช้เพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน และเล่าถึงการทำพิธีกรรมทางต่าง ๆ ที่แสดงถึงความเคารพต่อธรรมชาติ เช่น การทำพิธีกำฟ้า ซึ่งเป็นพิธีที่ใช้แสดงถึงความเคารพต่อฟ้า (เชื่อว่าเมื่อได้เคารพฟ้าแล้ว ชาวนาก็จะไม่กลัวฟ้าร้องฟ้าผ่า ทำให้ชาวนาทำนาด้วยความสบายใจ)

นอกจากนี้ยังมีการให้ชาวนาในชุมชนที่เลิกใช้สารเคมีมาเล่าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำนาโดยไม่ใช้สารเคมี แนะนำแนวทางในการปฏิบัติให้แก่ชาวบ้านคนอื่น ๆ มีการนำเสนอข้อมูลเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีให้แก่คนในชุมชนฟัง เพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านในชุมชนได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของเรื่องนี้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ให้ชาวบ้านได้เรียนรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมักชีวภาพจากเศษอาหาร ผัก หญ้า แล้วนำมาใช้ในนาข้าว แปลงผัก สวนยาง สวนปาล์ม แทนการใช้ปุ๋ยเคมี ตลอดจนได้เรียนรู้วิธีการเกี่ยวข้าว การลงแขกเกี่ยวข้าว และการขนข้าวขึ้นลานแบบในอดีต

ผลที่เกิดขึ้นหลังจากมีการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว มีชาวบ้านหลายคนนำความรู้ที่ได้จากเข้าร่วมกิจกรรมไปใช้ในการเปลี่ยนแปลงตนเองในการลดการใช้สารเคมี พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นว่า แม้ในตอนแรกที่เลิกใช้สารเคมีและหันมาใช้น้ำปุ๋ยหมักที่ทำขึ้นเองอาจจะยากลำบากแต่พอปรับตัวได้ก็ทำให้รู้ว่าการเลิกใช้สารเคมีนอกจากจะทำให้สุขภาพร่างกายไม่ต้องเสี่ยงที่จะได้รับสารพิษแล้วยังลดค่าใช้จ่ายได้จริงทำให้มีเงินเหลือใช้เหลือเก็บอีกด้วย

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “รูปแบบการฟื้นฟูวัฒนธรรมการทำนาเพื่อลดการใช้สารเคมีในชุมชนตาบลโพธิ์ตาก อำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย”

หัวหน้าโครงการ : ลัดดาวัลย์ ใจหาญ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

00:00
00:00
Empty Playlist