RC20345-1.1

การทูตระดับท้องถิ่น: บทเรียนความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น (1)

ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นและยาวนาน ทั้งในระดับภาครัฐและในระดับท้องถิ่นซึ่งความสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่นเริ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 จากการเข้ามาลงทุนของบริษัทญี่ปุ่น ในปัจจุบัน ทั้งสองประเทศได้เป็นหุ้นส่วนด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม และด้านอื่น ๆ ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น (Japan – Thailand Economic Partnership Agreement: JTEPA) นอกจากนี้สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่น ยังเป็นแรงผลักให้ญี่ปุ่นต้องขยายธุรกิจออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น

ประเทศไทย เป็นประเทศที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างมาก เนื่องจากไทยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์จากการเป็นศูนย์กลางอาเซียน ซึ่งเชื่อมต่อไปยังเอเชียใต้ได้ และประเทศตั้งอยู่ไม่ไกลจากญี่ปุ่นมากนัก อีกทั้งคนญี่ปุ่นเองก็ชื่นชอบวัฒนธรรม ประเพณี สถานที่ท่องเที่ยว และนิสัยใจคอของคนไทย ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นญี่ปุ่นเข้ามาสานสัมพันธ์กับฝ่ายไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.กิตติ ประเสริฐสุข คณะรัฐศาสตร์ และ นิรินธร มีทรัพย์นิคม สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ศึกษาและวิเคราะห์สถานะความสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่นระหว่างไทย – ญี่ปุ่นที่ผ่านมา รวมถึงปัญหา – อุปสรรค และแนวทางในอนาคตเพื่อที่จะสามารถรักษาความสัมพันธ์รวมถึงขยายความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นต่อไปได้

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นเริ่มจากการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง ในขณะนั้นไทยยังไม่ได้มีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากนัก (ก่อนปี 1993) ต่างจากปัจจุบันที่ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่นในระดับท้องถิ่นมีแนวโน้มขยายตัวและมีความก้าวหน้ามากขึ้น นอกเหนือจากประเด็นทางเศรษฐกิจ ยังครอบคลุมไปถึงประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอื่น ๆ มีการติดต่อประสานงานระหว่างกันในหลายระดับ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น ระหว่างรัฐบาลกลางญี่ปุ่น – ท้องถิ่นไทย, กรุงเทพฯ – โตเกียว , กรุงเทพฯ – จังหวัดในญี่ปุ่น และภาคเอกชนญี่ปุ่น – จังหวัดของไทย เป็นต้น

ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างกัน (Japan – Thailand Economic Partnership Agreement: JTEPA) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่นในระดับท้องถิ่น และการพัฒนาพื้นที่ชนบท การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาความรู้ด้านเทคนิค อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลไทยซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลญี่ปุ่น เป็นส่วนที่ส่งเสริมกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมดั้งเดิมและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นโยบายซูเปอร์คลัสเตอร์ และการส่งเสริมการลงทุนโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ EEC เป็นต้น นโยบายเหล่านี้มีความสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นปัจจุบันที่ต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศด้วยการส่งเสริม SME ไปลงทุนนอกประเทศ โดยเน้นการลงทุนในอาเซียนมากกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งความได้เปรียบของประเทศไทยคือมีโครงสร้างพื้นฐานดี มีบรรยากาศที่น่าลงทุน และมีบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากได้เข้ามาลงทุนในไทยตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 อีกทั้งญี่ปุ่นต้องการที่จะแบ่งปันประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในฐานะประเทศพัฒนา ที่ได้ประสบปัญหาเหล่านี้มาก่อน เช่น การปฏิรูปภาคเกษตรโดยเน้นการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ประเด็นสังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนพลังงาน ความมั่นคงด้านอาหาร และภัยพิบัติทางธรรมชาติ

สำหรับฝ่ายญี่ปุ่น จุดเด่นของไทยทั้งในแง่ของนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน บรรยากาศที่ดึงดูดการการลงทุน ฯลฯ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นญี่ปุ่นต้องการเข้ามาสานสัมพันธ์กับฝ่ายไทยโดยมีเป้าหมายทั้งผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และวัตถุประสงค์อื่น ๆ เพื่อความสัมพันธ์อันดีและมิตรภาพกับไทยผ่านการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวัฒนธรรม รวมถึงความร่วมมือเพื่อการแก้ไขปัญหาร่วมกัน (collaborative problem-solving) กับฝ่ายไทย โดยใช้ความเชี่ยวชาญที่ท้องถิ่นตนมีเพื่อช่วยเหลือท้องถิ่นไทยที่มีปัญหา ส่งผลให้ในปัจจุบัน รัฐบาลท้องถิ่นญี่ปุ่นได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการเข้าติดต่อกับฝ่ายไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจในจังหวัดของตน มีรัฐบาลท้องถิ่นญี่ปุ่นหลายแห่งที่มาตั้งสำนักงานสาขาในไทยตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ปัจจุบันมี 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฟุคุโอคะ จังหวัดมิเอะ จังหวัดโทยาม่า จังหวัดโทโทริ จังหวัดชิมาเนะ จังหวัดไซตามะ จังหวัดยามานาชิ กรุงโตเกียว จังหวัดฟุคุอิ จังหวัดชิบะ จังหวัดไอจิ จังหวัดโอซากา และจังหวัดเฮียวโงะ สำนักงานเหล่านี้เป็นผู้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่ต้องการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทย ทั้งในแง่ข้อมูล การให้คำปรึกษา และการอำนวยความสะดวกเรื่องต่าง ๆ รวมไปถึงการเป็นศูนย์กลางการติดต่อประสานงาน จัดกิจกรรมต่างๆร่วมกับหน่วยงานฝ่ายไทย รวมทั้งองค์กรญี่ปุ่นต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศไทย และจัดกิจกรรมอื่น ๆ ที่สร้างผลประโยชน์ต่อท้องถิ่น เช่น การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวจังหวัดของตนมากขึ้น เป็นต้น สำหรับฝ่ายไทยก็แสดงบทบาทในเชิงรับในการตอบรับการเข้ามาสานสัมพันธ์ของรัฐบาลท้องถิ่นญี่ปุ่นเป็นอย่างดี ด้วยมองเห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้ามาลงทุนและจัดตั้งสำนักงานของญี่ปุ่นอีกทั้งรัฐบาลไทยมองว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศตัวอย่างให้กับไทยได้เป็นอย่างดีในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

โครงการความร่วมมือและกิจกรรมระหว่างไทย – ญี่ปุ่นในระดับท้องถิ่นนั้น มีการจัดกิจกรรมเช่น การออกร้านในงานอีเวนท์ในต่างประเทศ และส่งเสริมให้บริษัทท้องถิ่นแสดงผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่นในต่างประเทศ การส่งเสริมการขายสินค้าของท้องถิ่น รวมถึงมีกิจกรรมภายใต้โครงการด้านสังคมอีกด้วย เช่น การแก้ปัญหามลพิษทางน้ำ – อากาศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ การพัฒนาเมือง การจัดการสิ่งแวดล้อมของเมือง การพัฒนาเทคโนโลยี การทำการเกษตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น โดยในการมาติดต่อเจรจากับฝ่ายไทยนั้น ฝ่ายญี่ปุ่นมักมากันเป็นทีมประกอบไปด้วยหน่วยงานท้องถิ่นต่าง ๆ ตัวแทนบริษัทเอกชน และสถาบันการศึกษา (ซึ่งโครงการที่น่าสนใจ และบทบาทของสถาบันต่าง ๆ นั้น..โปรดติดตามตอนต่อไป)

หากลองย้อนมองถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถดำเนินบทบาทเชิงรุกในการจัดกิจกรรมในไทย และทำให้รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจบริหารงานท้องถิ่นอย่างครอบคลุม (comprehensive authorization principle) พบว่า การมีสถานภาพของการปกครองตนเอง การมีรัฐธรรมนูญ และกฎหมายหลายฉบับที่ส่งเสริมการกระจายอำนาจ ทำให้ท้องถิ่นมีอิสระที่จะดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศได้เองโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุม หรือสั่งการของหน่วยงานส่วนกลาง แต่ต้องอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์และกฎหมายแห่งชาติ การมีกฎหมายที่วางรากฐานการมีส่วนร่วมของภาคสาธารณะ และภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลท้องถิ่นมีบทบาทระหว่างประเทศและให้มีการจัดตั้งสำนักงานในต่างประเทศ รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานในต่างประเทศได้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกลางเห็นความสำคัญของรัฐบาลท้องถิ่นที่สามารถขับเคลื่อนประเทศให้ทันสมัย ส่งผลให้รัฐบาลท้องถิ่นญี่ปุ่นสถาปนาความสัมพันธ์กับเมืองในต่างประเทศจำนวนมาก ไม่เพียงเฉพาะไทยเท่านั้น

เมื่อพิจารณาบทบาทของส่วนจังหวัดและท้องถิ่นไทยซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินบทบาทเป็นฝ่ายรับมากกว่าเชิงรุก แม้รัฐบาลกลางจะมีนโยบายและการสร้างกลไกต่าง ๆ สนับสนุน แต่ยังไม่ได้รวมในยุทธศาสตร์ชาติ พระราชบัญญัติการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นไทยไม่ได้รวมถึงอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นในการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศ ดังนั้นท้องถิ่นไทยจึงไม่ได้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกิจกรรมระหว่างประเทศโดยตรง อีกทั้งการดำเนินงานจะต้องได้รับการอนุมัติและควบคุมจากหน่วยงานส่วนกลางอย่างกระทรวงมหาดไทยก่อน

งานวิจัยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของท้องถิ่นไทย ที่ปัจจุบันมีศักยภาพมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นได้แสดงศักยภาพในการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศมากกว่าที่ผ่านมา ผู้วิจัยเสนอว่า หน่วยงานกลางหรือรัฐบาลควรมีการปรับแก้กฏหมายให้มีการสนับสนุนและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศได้มากขึ้น รวมถึงจัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศของท้องถิ่น ส่วนหน่วยงานส่วนท้องถิ่น ก็ควรพัฒนาศักยภาพของตนอยู่เสมอ เช่น การกำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสมรรถนะในการแข่งขัน (competitiveness) กับต่างประเทศ การพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น และสิ่งสำคัญคือในการออกแบบโครงการหรือกิจกรรมระหว่างประเทศควรคำนึงและดำเนินการภายใต้ศักยภาพที่ท้องถิ่นมี และเหมาะสมกับวิถีชีวิตของประชาชนและผลประโยชน์ของท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “ความสัมพันธ์ไทย ญี่ปุ่นในระดับท้องถิ่น : สถานะและความเป็นไปได้ในอนาคต”

หัวหน้าโครงการ : รศ. ดร.กิตติ ประเสริฐสุข
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง กมลพรรณ แดงเปี่ยม
กราฟิก ณปภัช เสโนฤทธิ์
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน วริศรา ศรีสวาท
00:00
00:00
Empty Playlist