RC20379_00

ตำรวจสากลและความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

องค์การตำรวจสากล มีชื่อเต็มว่า “The International Criminal Police Organization” (คำย่อว่า I.C.P.O หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Interpol) สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีสมาชิก 60 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยซึ่งได้รับเข้าเป็นประเทศสมาชิกประเทศแรกในภาคตะวันออกไกล เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2494 โดยประเทศไทยได้ตั้งสำนักงานกลางแห่งชาติ (National Central Bureau หรือ N.C.B.) อยู่ที่กองการต่างประเทศ กรมตำรวจ เพื่อติดต่อกับสำนักงานกลาง ที่อยู่ในสำนักงานใหญ่กรุงปารีส

ในปี ค.ศ. 1949 องค์การสหประชาชาติได้รับรององค์การตำรวจสากลในฐานะเทียบเท่าองค์การในเครือองค์การสหประชาชาติ โดยมีฐานะเป็นองค์การที่ปรึกษาคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมอันมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมขององค์การสหประชาชาติหลายประการ เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การค้าหญิง การค้ายาเสพติด และปลอมแปลงเงินตรา ฯลฯ ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าองค์การตำรวจสากล เป็นกลไกหรือตัวกลางสำคัญในการปฏิบัติการที่เกี่ยวกับคดีอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ ให้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศฯอย่างมีประสิทธิภาพ

 

กิจการและหน้าที่ขององค์การตำรวจสากล

องค์การตำรวจสากลดำเนินกิจการโดยคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการอำนวยการชุดหนึ่ง และคณะกรรมการบริหารอีกชุดหนึ่ง คณะกรรมการบริหารซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานขององค์การ ประกอบไปด้วยประธาน เลขาธิการ และผู้ตรวจรายงานทั่วไปอีก 3 คน คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่บริหารงานตามมติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่ประจำปี นอกจากนี้ยังมีผู้ตรวจรายงานกรรมการอีก 10 คน สำหรับช่วยเหลือคณะกรรมการบริหารในปัญหาต่างๆ ที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่

ในส่วนของกิจการภายในสำนักงานขององค์การตำรวจสากลจะขึ้นอยู่กับเลขาธิการ ซึ่งมีสำนักงานกลางระหว่างประเทศ (International Central Bureau) ที่อยู่ในความอำนวยการของเลขาธิการ สำนักงานกลางระหว่างประเทศแห่งนี้เป็นศูนย์กลางในการติดต่อกับประเทศภาคีทั่วโลกโดยประสานงานกันผ่านสำนักงานกลางแห่งชาติ (National Central Bureau) ที่แต่ละประเทศภาคีสมาชิกตั้งขึ้นในประเทศนั้นๆ

องค์การตำรวจสากลมีหน้าที่ติดต่อกับประเทศภาคีสมาชิก เพื่อขอทราบรายงานและสถิติอาชญากรรมของประเทศเหล่านั้น โดยประเทศภาคีสมาชิกจะจัดส่งไปยังสำนักงานกลางทุกๆ ปี อีกทั้งองค์การยังมีหน้าที่ทำรายงานรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ร้าย ทั้งความเคลื่อนไหวของผู้ร้าย ใบแจ้งรูปพรรณใบหน้า รวมถึงการประสานงานในการจับกุม ตลอดจนรวบรวมประวัติอาชญากรสำคัญๆ ของโลก เพื่อความสะดวกในการสืบสวนและจับกุมของประเทศภาคีฯ โดยทางฝั่งประเทศภาคีสมาชิกก็จะมีการแจ้งข่าวคราวการเคลื่อนไหวของผู้ร้าย หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ กลับมาเช่นกัน นอกจากนี้แล้วองค์การตำรวจสากล ยังมีสำนักงานที่กรุงเฮก ที่ใช้เป็นศูนย์กลางในการเก็บเอกสารและข้อมูลข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับการปลอมแปลงเงินตราทั่วโลก พร้อมทั้งจัดพิมพ์แจกจ่ายไปยังประเทศภาคีฯ อีกทั้งยังมีการจัดพิมพ์หนังสือรายเดือนเรียกว่า “International Criminal Police Review” ที่จัดส่งให้แก่ประเทศภาคีสมาชิก เช่นกัน


 

ถึงแม้จะเห็นได้ว่าองค์การตำรวจสากล เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการประสานงานในการสืบสวนและจับกุมคดีอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ แล้ว อย่างไรก็ตามองค์การตำรวจสากลก็มีข้อจำกัดบางอย่างในการปฏิบัติงาน ซึ่งมีอยู่ 2 ข้อ คือ

  • องค์การตำรวจสากลจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในประเทศของแต่ละประเทศภาคีสมาชิก ในกรณีที่เกิดความจำเป็นในการที่จะต้องทำการจับกุมผู้ร้ายซึ่งไปปรากฎตัวอยู่ในประเทศหนึ่งประเทศใดนั้น ก็จะใช้วิธีขอร้องให้ตำรวจแห่งประเทศนั้นจับกุมให้แทน ต่อจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของการเจรจาทางการทูตระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
  • องค์การตำรวจสากลจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องของการเมืองหรือศาสนาของแต่ละประเทศภาคีสมาชิก และต้องปฏิบัติตามหน้าที่อย่างเคร่งครีด โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือผิวของผู้ร้ายแต่ประการใดด้วย (ซึ่งเป็นการรับกับหลักการห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีทางการเมือง และหลักการปฏิบัติอันเท่าเทียมกัน equal treatment ต่อผู้กระทำผิด)

 

ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

เนื่องจากปัญหาคดีอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ เป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นและจบลงภายในประเทศเดียว แต่เป็นปัญหาที่เกิดผลกระทบข้ามไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย ฉะนั้นในการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาตินี้จึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยในบทความนี้จะยกความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติมา 3 ประเด็น คือ ความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ความร่วมมือแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ และความร่วมมือในการดำเนินคดี การรวบรวมพยานหลักฐาน พยานวัตถุ การสืบพยาน

 

ความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

การส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือการที่รัฐหนึ่งส่งมอบตัวผู้ต้องหาว่ากระทำผิด ไปให้อีกรัฐหนึ่งที่มีอำนาจในการพิจารณาและพิพากษาลงโทษผู้ต้องหานั้น กล่าวคือเป็นการส่งตัวผู้ต้องหาให้ไปรับโทษนั่นเอง โดยหลักทั่วไปของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน อาจสรุปได้ดังนี้

สำหรับส่วนของบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว จะต้องเป็นผู้กระทำผิดทางอาญาหรือถูกลงโทษในทางอาญา ในเขตของประเทศผู้ร้องขอ หรือเป็นคดีอาญาที่มีมูลจะนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องร้องต่อศาล และได้ไปปรากฎตัวอยู่ในประเทศผู้รับคำขอ โดยอาจเป็นพลเมืองของประเทศผู้ร้องขอหรือของประเทศผู้รับคำขอ หรือของประเทศที่สามก็ได้

ในส่วนของความผิดซึ่งบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวไปนั้น ต้องเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาของทั้งสองประเทศ คือประเทศผู้ร้องขอและประเทศผู้รับคำขอ (principle of double criminality) และต้องเป็นความผิด ซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี (ตามอนุสัญญาMontevideo ค.ศ. 1933 ซึ่งกฎหมายไทยก็ยึดถือหลักเกณฑ์นี้ด้วย) และจะถูกฟ้องเฉพาะในความผิดที่ระบุมาในคำขอให้ส่งตัว หรืออย่างน้อยที่สุดจะต้องเป็นความผิดที่มีระบุไว้ในสนธิสัญญาระหว่างกัน รวมถึงต้องไม่ใช่ความผิดทางการเมือง เพราะมีหลักการห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีทางการเมือง ทั้งนี้จะต้องไม่ใช่คดีขาดอายุความ หรือคดีที่ศาลของประเทศใดได้พิจารณาและพิพากษาให้ปล่อยหรือได้รับโทษในความผิดที่ร้องขอให้ส่งข้ามแดนแล้ว และประเทศผู้ร้องขอจะต้องเป็นผู้ดำเนินการร้องขอให้ส่งตัว โดยปฏิบัติตามพิธีการต่างๆ ครบถ้วนดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาหรือกฎหมายว่าด้วยการนั้น


 

ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนนักโทษ

ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ หรือการโอนตัวนักโทษจากรัฐหนึ่งไปสู่อีกรัฐหนึ่ง จะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องพิจารณาถึงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับทางกระบวนการยุติธรรมของระหว่างสองประเทศ โดยทั่วไปแล้วมีหลักสนธิสัญญาการโอนตัวนักโทษจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

  • การโอนตัวนักโทษจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐผู้โอน รัฐผู้รับ และจากตัวนักโทษเอง
  • ความผิดที่นักโทษได้กระทำ ต้องเป็นความผิดทางอาญาที่ลงได้ทั้งในรัฐผู้รับ และรัฐผู้โอน
  • นักโทษต้องเป็นคนชาติของรัฐผู้รับ และถ้าหากนักโทษมีสัญชาติของรัฐผู้โอนด้วย รัฐผู้โอนอาจปฏิเสธการโอนตัวได้
  • นักโทษที่ทำความผิดต่อความมั่นคงภายในและภายนอกของรัฐต่อประมุขของรัฐ หรือเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองวัตถุโบราณจะไม่ได้รับการโอนตัว
  • โทษจำคุกที่เหลือจะต้องไม่ต่ำกว่า 1 ปี โดยรัฐผู้โอนอาจจะกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่นักโทษจะต้องรับโทษก่อนได้รับการพิจารณาให้โอนตัวไว้ในกฎหมายภายในได้
  • รัฐผู้โอนยังคงไว้ซึ่งอำนาจแต่ผู้เดียวในการที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกคำพิพากษาของตน
  • วิธีการลงโทษนักโทษที่ถูกโอนตัวให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของรัฐผู้รับ
  • รัฐผู้โอนยังคงไว้ซึ่งอำนาจในการให้อภัยโทษ หรือลดโทษแก่นักโทษที่ถูกโอนตัวไปแล้ว
  • ภาคีแต่ละฝ่ายมีสิทธิที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อตัดสินว่าจะให้ความเห็นชอบต่อการโอนตัวนักโทษหรือไม่

 

ความร่วมมือในการดำเนินคดี การรวบรวมหลักฐาน พยานวัตถุ การสืบพยาน

      ประเทศไทยก็ได้มีการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่างๆ ในอาเซียนเพื่อการร่วมมือในการดำเนินคดี เช่น การรวบรวมพยานหลักฐาน พยานวัตถุ การสืบพยาน ซึ่งจะอำนวยความสะดวกระหว่างประเทศคู่ภาคีของความตกลงดังกล่าวนี้ อย่างประเทศไทยได้ทำสนธิสัญญาความร่วมมือในการดำเนินคดีกับประเทศอินโดนีเซีย ทำให้เมื่อเกิดเหตุกรณีประเทศไทยกับประเทศอินโดนีเซียจะต้องมีการดำเนินคดีระหว่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การมีสนธิสัญญาระหว่างไทยกับอินโดนีเซียก็จะช่วยให้การดำเนินคดีสามารถเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้นสำหรับทั้งสองประเทศ เป็นต้น

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การศึกษา วิเคราะห์และแนวทางในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในมิติกฎหมายของประเทศในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก, เหนือ – ใต้ (EWEC – NSEC – SEC)”

หัวหน้าโครงการ: ลาวัณย์ ถนัดศิลปกุล และคณะ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ธนภัทร ทองสอน
กราฟิก ภาสินี ศิริปิ่น
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ญาณิตา เหลืองคงอยู่
00:00
00:00
Empty Playlist