Cover_nologo (4)

สร้างเกษตรกรผสมผสาน ช่วยอนุรักษ์ผืนป่าให้ยั่งยืน

การพัฒนาการเกษตรในพื้นที่อนุรักษ์จำเป็นที่จะต้องอาศัยการจัดวางระบบการเกษตรที่ดี วัสดุ อุปกรณ์ และวิชาการต่างๆที่จำเป็นต่อการสนับสนุนกิจกรรมทางการเกษตร เพื่อให้คนในพื้นที่เหล่านั้น ได้เกิดจิตสำนึกที่จะช่วยกันรักษาธรรมชาติและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน “เขตอนุรักษ์ต้นน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์” เป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่ถูกเลือกเป็นพื้นที่ศึกษาการจัดการการเกษตรในงานวิจัยนี้ เพื่อหาแนวทางปรับปรุงระบบการเกษตรเดิมโดยใช้การจัดการการเกษตรเชิงระบบใหม่เข้ามาแก้ไข ซึ่งจะเป็นแนวทางการตอบโจทย์การแก้ปัญหาระบบการเกษตรเดิม และประกอบด้วยปัจจัยและสภาพแวดล้อมใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ค้นหาคำตอบได้จากบทความนี้

โครงการการจัดการเชิงระบบการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่อนุรักษ์ต้นน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เป็นโครงการสำหรับการหาแนวทางจัดการการเกษตรเชิงระบบด้วยเทคโนโลยีการปลูกพืชด้วยวิธีการทำการเกษตรที่ดีและเหมาะสมในพื้นที่ที่ถูกอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเขตอนุรักษ์ต้นน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ พื้นที่เป้าหมายที่เลือกศึกษาในครั้งนี้ คือ ตำบลท่าแฝก(หมู่ 2 บ้านงอมมด และ หมู่ 8 บ้านห้วยไผ่)อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เนื่องจากมีพื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่จริม อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน อุทยานแห่งชาติศรีน่าน และส่วนที่เป็นผืนน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งมีพื้นที่ทำการเกษตรรวม 16,509.70 ไร่ จากพื้นที่รวมทั้งตำบล 197,875 ไร่ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม(ทำนา ทำไร่ข้าวโพด ถั่วเขียว ทำสวน ประมง และปศุสัตว์) รับจ้างทั่วไปและค้าขาย ผลผลิตเกษตรที่สำคัญได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเขียว และโคเนื้อ โดยผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของข้าวโพด 800-1,000 กิโลกรัม แต่คนในชุมชนเริ่มตระหนักถึงการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ อันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ครอบครองพื้นที่ของตำบลท่าแฝก จนแทบไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับระบบการผลิตที่พึ่งพิงตนเอง และในปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์ได้เข้าดำเนินการสังเคราะห์พื้นที่เพื่อแสวงหาทางเลือกการผลิตทางการเกษตรใหม่ทดแทนการปลูกข้าวโพด นักวิจัยได้จัดโครงการนี้ขึ้นมาก็เพื่อช่วยลดความตึงเครียดที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างคนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ของรัฐในเรื่องที่ดินสงวน และยังช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเกษตรกรจะได้รับแนวทางการส่งเสริมการเกษตรกรรมให้เกษตรกรอยู่รอดและการรักษาพื้นที่ป่าไม้ให้ยั่งยืน

“ต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อสร้างอาชีพของคนในชุมชน”

โดยแนวทางการวิจัยและพัฒนานี้ มีการวิจัยด้านการปลูกข้าวโพดปุ๋ยสั่งตัด* การปลูกพริกสะอาด และปลอดภัยแก่ผู้บริโภค การจัดการแปลงหญ้า อาหารโคเนื้อ การเลี้ยงโคพื้นเมือง และการสร้างฟาร์มไก่พื้นเมือง เพื่อแก้ปัญหาข้าวโพดราคาตกต่ำ รวมถึงการประยุกต์เทคโนโลยีการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ การผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลโคและมูลไก่ การผลิตถ่านแกลบและน้ำส้มควันไม้เพื่อใช้ในการปลูก พริก ข้าว และถั่วต่าง ๆ การทำน้ำหมักชีวภาพจากเศษพืช และสัตว์(เศษปลา) การแปรรูปถั่วเหลืองเป็นน้ำนมถั่วเหลือง และแยกกากถั่วเหลืองเข้าสู่การเลี้ยงไก่พื้นเมือง เข้าสู่การใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่เป้าหมายเหนือเขื่อนสิริกิติ์พร้อมกับสร้างองค์ความรู้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรอัจฉริยะ เพื่อใช้ในการพัฒนาพื้นที่ในหมู่บ้านอื่นต่อไป

*เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด มีขั้นตอนการใช้งาน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ตรวจสอบข้อมูลชุดดิน ขั้นที่ 2 ตรวจสอบปริมาณ เอ็น-พี-เค ในดิน เก็บตัวอย่างดิน และวิเคราะห์ เอ็น-พี-เค ในดิน และขั้นที่ 3 ใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำ

แผนพัฒนาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์แรกของโครงการนี้ ก็คือ “เพื่อประยุกต์การจัดการการเกษตรเชิงระบบด้วยเทคโนโลยีการปลูกพืชด้วยมาตรฐานการเกษตรที่ดีที่เหมาะสม การเลี้ยงสัตว์มาตรฐานฟาร์ม การแปรรูปสินค้าเกษตร มาตรฐานความสะอาด การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการผลิตพลังงานทดแทน เข้าสู่ระบบการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ที่อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเขตอนุรักษ์ต้นน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์” โดยดำเนินการจัดการเชิงระบบ ดังนี้

• ร่วมมือกับเกษตรกรจัดทำธนาคารอาหารโค ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต 500 ไร่ เพื่อดำเนินการปลูกต้นจามจุรี ไผ่ซางหม่น มะขามเปรี้ยว มะขามป้อม ตะเคียน และยางนา บริเวณรอยต่อระหว่างผืนน้ำและผืนป่า ระยะห่าง 8 เมตร รอบพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต และดำเนินการปลูกหญ้าโดยใช้หญ้ารูซี่เป็นหลัก ในพื้นที่ 500 ไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ดอนเนื่องจากปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ฝนตกน้อยกว่าในพื้นที่หมู่อื่น, ตัดหญ้าเมื่อมีอายุได้ 45 วันเพื่อจัดการให้มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงโคในคอกรวม อีกทั้งรวบรวมและจัดหาต้นข้าวโพด เปลือก และจมูกข้าวโพด ฟางข้าว ต้นถั่วเขียว เข้าธนาคารอาหารโคเพื่อปรับปรุงและเพิ่มคุณค่าอาหารสัตว์ตามแนวทางของโครงการ

• การปลูกข้าวโพด ถั่วเขียว ข้าว ถั่วเหลือง และพริก ทางนักวิจัยได้ให้คำแนะนำเกษตรกรให้ปลูกพืชตามแนวทางการผลิตการเกษตรดีที่เหมาะสม โดยแจกคู่มือและให้เกษตรกรบันทึกข้อมูลการปฏิบัติในฟาร์ม และมีการตรวจแปลงจากนักวิจัยอย่างสม่ำเสมอ ใช้ปุ๋ยคอกเพื่อการปรับสภาพดิน ใช้ปุ๋ยเคมีเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยแก่ผุ้บริโภค

• เกษตรกรจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโค และจัดการดังต่อไปนี้
– จัดทำคอกรวมสำหรับเลี้ยงโค และ คัดโครุ่นเพศผู้เข้าสู่คอกรวม, จัดการสุขภาพสัตว์โดยวิธีการฉีดวัคซีนและถ่ายพยาธิโดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ, ให้อาหารโคจากธนาคารอาหารโคร่วมกับอาหารหมัก และ รับรองมาตรฐานการเลี้ยงโคโดยปศุสัตว์อำเภอ, จำหน่ายโคเมื่อมีขนาดที่เหมาะสมตามความต้องการของตลาดและเครือข่าย และ ทดสอบแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อโคด้วยเทคโนโลยีเนื้อสัตว์เพื่อรองรับการเพิ่มมูลค่าให้แก่โคตกเกรดที่พ่อค้าไม่ต้องการ(โคมีตำหนิ รูปทรงไม่เหมาะสม ขนาดใหญ่เกินไป)
– การจับปลาใช้เครื่องมือประกอบด้วยเรือขนาด 3 วา 2 ศอกติดเครื่องหางยาว 9 แรงม้าและอวนโดยมีสถานที่จับปลาเป็นบริเวณลำน้ำน่านและเกษตรกรจัดตั้งศูนย์แปรรูปปลาธรรมชาติและดำเนินการแปรรูปปลา เน้นความสะอาด ความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยใช้สารส่วนผสมที่ผ่านการรับรองของ อย. ผลผลิตหลักได้แก่ ปลาร้า ปลาส้ม ปลาแห้ง ปลาแดดเดียวและไส้อั่ว และจัดจำหน่ายผลผลิตไปยังตลาดที่จำหน่ายอาหารปลอดภัยและร้านอาหารที่รับรองความสะอาดโดยสาธารณสุขจังหวัด

• ร่วมกับเกษตรกรจัดตั้งศูนย์ผลิตปุ๋ยอินทรีย์โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์เป็นผู้นำเทคโนโลยีมา ส่งเสริมสารกำจัดศัตรูพืชชีวภาพ เตาเผาถ่านแกลบ ผลิตถ่านแกลบและน้ำส้มควันไม้และบ่อผลิตก๊าซชีวภาพ พร้อมจัดหาอุปกรณ์ในการผลิตน้ำหมักชีวภาพ แล้วคัดเลือกพืชและผลไม้รวมถึงเศษปลาที่เหลือจากการแปรรูป

• การทำฟาร์มไก่พื้นเมืองโดยร่วมกับเกษตรกรจัดทำคอกไก่ให้เหมาะสมตามสภาพภูมิศาสตร์, คัดเลือกไก่พื้นเมือง (พ่อ-แม่พันธุ์) เข้าประจำคอก โดยมีการจัดการเลี้ยง การดูแลสุขภาพสัตว์ตามแนวทางปฏิบัติของกรมปศุสัตว์ และผลิตไก่เพื่อป้อนสู่ตลาดไก่มีชีวิต ไข่สำหรับการบริโภคในชุมชนและเนื้อไก่สู่ตลาดแปรรูป
อีก 1 วัตถุประสงค์ของโครงการที่มุ่งหวังไม่น้อยไปกว่าวัตถุประสงค์แรก นั่นก็คือ “เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของระบบการผลิตเดิมกับการจัดการการเกษตรเชิงระบบใหม่” ได้ดำเนินการ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์มูลค่าของกิจกรรมประกอบด้วยมูลค่าของข้าว ข้าวโพด โคเนื้อ และปลาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เปรียบเทียบกันระหว่างก่อนและหลังการใช้ระบบการผลิตของการจัดการเชิงระบบใหม่ ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเหลือง พริก โคเนื้อ ปลา ไก่พื้นเมือง หญ้าและวัสดุเหลือทิ้ง อีกทั้งวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุนโดยการเปรียบเทียบผลได้สุทธิกับค่าใช้จ่ายในการลงทุน

“การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างชาญฉลาดช่วยรักษาธรรมชาติอย่างยั่งยืน”

ระบบการผลิตหลักก่อนมีโครงการประกอบด้วยระบบการผลิตข้าวโพด(ด้วยการใช้สารเคมีกำจัด วัชพืช)-ถั่วเขียว-โคที่กลับมาจากป่าอนุรักษ์ การจับปลาในแม่น้ำน่านและแปรรูปเบื้องต้น มีระบบเกษตรผสมผสานอยู่บ้าง และการหาของป่า โครงการได้จัดกิจกรรมหลักและกิจกรรมเสริมที่สนับสนุนให้คนในชุมชนใช้เป็นอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติด้วยการนำโคพื้นเมืองเข้าไปเลี้ยงได้ในเขตอุทยานในช่วงฤดูฝน โดยห้ามกั้นคอกและนำกลับเข้าสู่พื้นที่ทำการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง และปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวโพด-ถั่วเขียว-โค มาเป็นระบบการผลิต ข้าวโพด-ถั่วเขียว-โค-หญ้า โดยมีพื้นที่ที่ถูกปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดบางพื้นที่ไปปลูกหญ้า และปริมาณโคเพิ่มสูงขึ้นจากระบบเดิม สำหรับผลการศึกษาของโครงการเพิ่มเติมมีดังต่อไปนี้


– ประสบความสำเร็จในการสร้างคอกรวมเพื่อรวบรวมโคและปรับปรุงคุณภาพด้านสุขภาพสัตว์ก่อนออกสู่ตลาด ทำให้มูลค่าโคเพิ่มขึ้นทุกระดับตัวละ 300 บาท (สองระดับก่อนจำหน่ายให้พ่อค้า) สามารถนำโคตกเกรดเข้าแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปได้ ผลตอบแทนสุทธิการเลี้ยงโคเพิ่มขึ้นจาก 1,274,000 บาทก่อนมีโครงการ เป็น 1,533,000บาท หลังจากดำเนินโครงการปีที่ 1
– สามารถลดการใช้สารเคมีในการปลูกพืชหลักเพื่อนำของเหลือจากฟาร์มเป็นอาหารโค
– การปลูกข้าว ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพตามมาตรฐานจีเอพีและเพียงพอกับการบริโภคตามมาตรฐานการเกษตรที่เหมาะสม ผลตอบแทนสุทธิการปลูกเพิ่มขึ้นจาก 168,382 บาท ก่อนมีโครงการ เป็น 305,175 บาท หลังจากดำเนินโครงการปีที่ 1
– กระบวนการจับปลาสามารถใช้จับปลาได้ตลอดทั้งปีและแปรรูปปลาเป็นไปตามมาตรฐานความสะอาด ร่วมกับกิจกรรมเสริม ได้แก่ การผลิตพลังงานทดแทน(บ่อหมักก๊าซชีวภาพ) การปลูกพริกในระบบวนเกษตร การปลูกหญ้าในพื้นที่ธนาคารอาหารสัตว์และพื้นที่ปลูกข้าวโพดเดิม เตาเผาถ่านแกลบและผลิตน้ำส้มควันไม้ การผลิตปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ อีกทั้งสามารถสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาได้หลากหลายผลิตภัณฑ์ ( ปลาร้า ปลาส้ม ปลาตากแห้ง ปลาแดดเดียว ไส้อั่ว) และสามารถนำไปจำหน่ายได้ภายในพื้นที่ สร้างมูลค่าปลาเพิ่มขึ้นจากปลาสดจากกิโลกรัมละ 30 บาท เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ มูลค่าเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 70 ส่วนผลตอบแทนสุทธิการจับปลาสดเพิ่มขึ้นจาก 72,000 บาท ก่อนมีโครงการ เป็น 101,766 บาท หลังจากดำเนินโครงการปีที่ 1 และผลตอบแทนปลาแปรรูป 137,245 บาทซึ่งก่อนหน้าโครงการนี้ยังไม่มีการผลิตผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากปลาออกจำหน่าย
– การจัดการของเหลือจากฟาร์มเพื่อใช้เป็นอาหารโคเป็นไปในทางที่ดีขึ้น
– กิจกรรมการปลูกป่าในพื้นที่อนุรักษ์ยังอยู่รอดเป็นส่วนใหญ่
– ผลการดำเนินโครงการ ยังพบผลลัพธ์ว่า ไม่มีการเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ป่าในช่วงฤดูแล้ง สามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดมาเป็นการปลูกหญ้า คุณภาพสำหรับเป็นอาหารโคได้ประมาณ 20 ไร่
– ผลตอบแทนสุทธิที่ประเมินได้ทั้งโครงการ เพิ่มขึ้นจาก 2,049,529 บาท ก่อนมี โครงการ เป็น 3,353,843 บาท

ทรัพยากรธรรมชาติ – ทรัพยากรมนุษย์ สิ่งใดสำคัญกว่า?

จากผลการดำเนินการใน1ปี พบว่าสิ่งที่ทำให้โครงการดำเนินไปจนบรรลุวัตถุประสงค์ได้ นั่นคือ แผนพัฒนาที่ยั่งยืน และงบประมาณสนับสนุน ทำให้สามารถสร้างและพัฒนาระบบการผลิตตามเป้าหมายที่โครงการวางไว้ในด้านโค การปลูกหญ้า การปลูกข้าว ควบคู่กับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงส่วนการขยายกลุ่มโคเนื้อและแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลา จากบทความนี้จะเห็นได้ว่า มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้และซึ่งต่างฝ่ายต่างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันตามความเหมาะสม ยกตัวอย่างของการเลี้ยงโคในป่าอนุรักษ์ได้ แต่ห้ามสร้างคอก, การพัฒนาแหล่งน้ำ(สร้างฝายน้ำล้น)และคืนพื้นที่ป่าด้วยการปลูกไม้ยืนต้น เป็นต้น การร่วมด้วยช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สามารถคงความอุดมสมบูรณ์ เอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของทรัพยากรมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม ที่ช่วยบำบัดโลกของเราให้ผ่อนคลาย ซึ่งยังผลช่วยลดโอกาสการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “โครงการการจัดการการเกษตรเชิงระบบในพื้นที่อนุรักษ์ต้นน้ำเขื่อนสิริกิติ์”

หัวหน้าโครงการ : ธำรงค์ เมฆโหรา
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไพรินทร์ ตันติวิชยานนท์
กราฟิก ไพรินทร์ ตันติวิชยานนท์
00:00
00:00
Empty Playlist