RC20347-1.1

รูปแบบประกันภัยพืชผลทางการเกษตรที่เหมาะสมในลำไยของประเทศไทย การประกันภัยพืชผลทางการเกษตร

“รู้งี้ทำประกันไว้ก่อนก็ดีแล้ว”….รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้….แล้วรู้ไหมว่าพืชผลทางการเกษตรก็ทำประกันได้นะจ๊ะ ทั้งนี้การประกันภัยพืชผลถือเป็นการจัดการความเสี่ยงทางภัยธรรมชาติของเกษตรกร ที่หน่วยงานภาครัฐนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายโอนความเสี่ยงจากเกษตรกรผู้เพาะปลูกไปยังผู้รับประกันภัย เมื่อประสบภัยธรรมชาติหรือเมื่อราคาผลผลิตตกต่ำ …. แล้วถ้าเกษตรกรอยากทำประกันภัยพืชผล เขาต้องรู้อะไรบ้างนะ ?

ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากสถานการณ์การเกิดภัยพิบัติมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงและมีความถี่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น ระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มสูงขึ้น และยังส่งผลต่อความผันแปรของสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในหลายรูปแบบ ภัยธรรมชาติดังกล่าวได้ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบในภาคการเกษตร ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้พื้นที่การเกษตรและผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ และขาดความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม นอกจากนี้เกษตรกรยังประสบปัญหาด้านการผลิต การตลาดที่เกษตรกรไม่สามารถเป็นผู้กำหนดราคาขาย โดยมักจะขึ้นอยู่กับกลไกของตลาดรวมถึงพ่อค้าคนกลาง

การประกันภัยพืชผล เป็นวิธีการที่เกษตรกรเสี่ยงภัยร่วมกัน โดยการสะสมพืชผลทางการเกษตรหรือเก็บสะสมเงินไว้ เพื่อช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายจากการที่พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ อันเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น ภัยที่เกิดจากน้ำท่วม ฝนแล้ง ลูกเห็บ ลมพายุ ไฟไหม้ เป็นต้น นอกจากนี้อาจหมายรวมถึงความสูญเสียเนื่องจากการทำลายของแมลง ศัตรูพืชและโรคพืชต่าง ๆ ด้วย ในการดำเนินงานประกันภัยพืชผลจะมีบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “ผู้เอาประกันภัย” เป็นผู้จ่ายเงินหรือพืชผลจำนวนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “เบี้ยประกันภัย” แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “ผู้รับประกัน” ตามสัดส่วนแห่งความคุ้มครองหรือจำนวนรับประกัน จำนวนเบี้ยประกันที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายจะมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่จะได้รับ จำนวนเงินหรือพืชผลที่เป็นเบี้ยประกันนั้นจะถูกรวบรวมสะสมไว้ เพื่อจ่ายเป็นค่าชดใช้ความเสียหาย หรือที่เรียกว่า ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันที่พืชผลถูกทำลาย

การประกันพืชผลทางการเกษตรนั้น มีใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศแถบยุโรปตะวันตก เช่น เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส และประเทศแถบอเมริกาเหนือ ตั้งแต่คริสศตวรรษที่ 18 โดยในระยะแรกรูปแบบการประกันมีเพียงประเภทเดียว คือ การประกันเฉพาะภัยชนิดใดชนิดหนึ่ง (Specific-risk) ทั้งนี้ประเภทของการประกันภัยพืชผลในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน เนื่องจากแต่ละท้องที่มีการปลูกพืชและมีภัยธรรมชาติที่ทำลายพืชผลแตกต่างกัน อีกทั้งการบริหารงานรับประกันของแต่ละแห่งท้องที่ก็มิได้เหมือนกัน ฉะนั้น การจัดแบ่งประเภทของการรับประกันพืชผลจึงมีหลายแบบขึ้นอยู่กับลักษณะของสิ่งที่นำมาพิจารณา โดยแบ่งเป็น 4 ประเภทดังนี้

1) ภัยที่รับประกัน

แบ่งการประกันพืชผลออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

  • รับประกันเฉพาะภัยชนิดใดชนิดหนึ่ง (Specific-risk หรือ Specified peril Insurance)

การประกันประเภทนี้เป็นการรับประกันความเสียหายจากภัยชนิดเดียวในแต่ละสัญญากรมธรรม์ เช่น จากไฟไหม้ ลูกเห็บ ลมพายุ ความแห้งแล้ง หรือน้ำท่วมอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยการประกันความเสียหายจากลูกเห็บซึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่พบมากในประเทศแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ จัดเป็นการประกันที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและมีบทบาทมานานแล้ว โดยผู้รับประกันมีทั้งบริษัทเอกชน สมาคมรับประกัน สมาคมสหกรณ์การประกัน และองค์การรับประกันของรัฐบาล ทั้งนี้เงื่อนไขต่าง ๆ ในการรับประกันจะต้องระบุไว้อย่างชัดเจนในกรมธรรม์เพื่อป้องกันปัญหาใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้รับประกันและผู้เอาประกัน โดยเงื่อนไขที่สำคัญมีดังนี้ ชนิดของพืชที่รับประกันหรือไม่รับประกัน กรณีที่จะไม่มีการจ่ายค่าสินไหมความคุ้มครอง ระยะเวลาที่ให้ความคุ้มครอง การจ่ายเบี้ยประกัน การยกเลิกกรมธรรม์ การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เป็นต้น

  • รับประกันภัยหลายชนิด (Combined-risk Insurance)

การประกันประเภทนี้เป็นการรับประกันความเสียหายจากภัยหลายอย่างในแต่ละสัญญากรมธรรม์ โดยลักษณะของสัญญาจะมีกรมธรรม์มาตรฐานรับประกันภัยชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นภัยที่มีการรับประกันอย่างแพร่หลายในประเทศนั้น ๆ และมีการกำหนดเป็นเอกสารประกอบเมื่อต้องการรับประกันภัยใด ๆ เพิ่มขึ้นแนบท้ายกรมธรรม์มาตรฐาน เช่น ในอเมริกาให้กรมธรรม์ประกันลูกเห็บเป็นกรมธรรม์มาตรฐาน หากบริษัทใดต้องการรับประกันภัยอื่น ๆ ด้วยก็จะกำหนดเป็นเอกสารประกอบและแนบท้าย (Endosement) ระบุภัยและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นกรมธรรม์ฉบับหนึ่งจึงคุ้มครองภัยได้หลายชนิด

  • รับประกันภัยทุกชนิด (All-risk Insurance)

การประกันประเภทนี้จะรับประกันความเสียหายจากภัยทุกชนิดในแต่ละสัญญากรมธรรม์ เช่น จากไฟไหม้ ลูกเห็บ น้ำท่วม ฝนแล้ง ศัตรูพืช เป็นต้น เมื่อพืชได้รับความเสียหายจากภัยใด ๆ ก็ตาม จะได้รับการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งการประกันชนิดนี้ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงมาก จึงทำให้อัตราเบี้ยประกันสูงขึ้นจนกระทั่งบริษัทเอกชนต่าง ๆ ไม่สามารถจะประกอบการได้ ผู้ที่ประกอบการประเภทนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ของเกษตรกรมากกว่าที่จะหวังกำไรจากการดำเนินงาน ฉะนั้นการประกันภัยประเภทนี้จึงเป็นการประกอบการโดยรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ แทบทั้งสิ้น โดยรัฐบาลจะเป็นผู้จัดสรรงบประมาณขึ้นเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน และในบางประเทศรัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันส่วนหนึ่งแทนผู้เอาประกันด้วย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เกษตรกรที่มีฐานะยากจนสามารถซื้อประกันได้ การประกันประเภทนี้จึงมีลักษณะเป็นการประกันสังคมมากกว่าธุรกิจการค้าทั่ว ๆ ไป

2) ชนิดของพืชที่รับประกัน

แบ่งการประกันพืชผลออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • รับประกันเฉพาะแต่ละพืช (Simple-Crop Insurance)

การประกันประเภทนี้ เป็นการรับประกันเฉพาะพืชชนิดใดชนิดหนึ่งในแต่ละสัญญากรมธรรม์ ดังนั้น ถ้าเกษตรกรได้ปลูกพืชหลาย ๆ ชนิด และต้องการจะประกันพืชเหล่านั้น ก็ต้องทำสัญญาขึ้นหลายฉบับหรือหลายกรมธรรม์ เช่น เกษตรกรเพาะปลูกข้าว ข้าวโพด และอ้อย เมื่อต้องการประกันความเสียหายทั้งสามพืชนี้จะต้องทำสัญญาประกันขึ้น 3 ฉบับ

  • รับประกันพืชหลายชนิดรวมกัน (Multiple-Crop Insurance)

การประกันประเภทนี้ เป็นการรับประกันพืชหลายชนิดรวมคราวเดียวในสัญญาหรือกรมธรรม์หนึ่ง ๆ  ไม่จำเป็นต้องต้องประกันทีละอย่างเหมือนกับรับประกันภัยเฉพาะแต่ละพืช โดยวิธีนี้ถ้าผลิตผลบางชนิดได้รับความเสียหายได้ผลผลิตต่ำกว่าจำนวนปกติ แต่ผลผลิตรวมของพืชผลรวมทุกชนิดที่เอาประกันไว้ยังเกินกว่าจำนวนที่รับประกัน เกษตรกรจะไม่มีสิทธิได้รับการชดเชยค่าเสียหาย และจะได้รับชดเชยค่าเสียหายต่อเมื่อผลผลิตรวมของพืชผลทุกชนิดต่ำกว่าจำนวนที่ประกันเอาไว้ ปัจจุบันการประกันประเภทนี้มีความสำคัญลดลง ส่วนใหญ่เกษตรกรจะทำการประกันแยกแต่ละชนิดของพืช

3) พิจารณาตามผู้บริหารงานรับประกัน

แบ่งการประกันพืชผลออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

  • รับประกันโดยเอกชน (Private Insurance)

การประกันประเภทนี้รับประกันความเสียหายของพืชผลประเภทต่าง ๆ โดยบริษัทหรือสมาคมรับประกันของเอกชนทั่ว ๆ ไป การรับประกันพืชผลโดยเอกชนจะมีเฉพาะพืชและภัยที่มีความเสี่ยงน้อย ซึ่งเห็นว่าพอจะมีกำไรจากการรับประกันนั้นอยู่บ้าง

  • รับประกันโดยรัฐบาล (Public Insurance)

การประกันประเภทนี้มีรัฐบาลเป็นผู้บริหารงานรับประกัน และเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ส่วนค่าใช้จ่ายในการชดใช้ค่าเสียหายได้จากเงินเบี้ยประกันที่เก็บได้ แต่หากปีใดสามารถเก็บเบี้ยประกันได้น้อยกว่าค่าเสียหายที่เกิดขึ้นและเงินสำรองมีไม่เพียงพอ รัฐบาลก็จำเป็นต้องจัดสรรเงินทุนจากที่อื่นมาช่วยเหลือ โดยวิธีการนี้เบี้ยประกันจะต่ำกว่าการรับประกันภัยโดยเอกชน เพราะรัฐบาลประกอบการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน โดยไม่ได้หวังกำไรดังเช่นบริษัทเอกชน

4) พิจารณาตามการสมัครเป็นผู้เอาประกัน

แบ่งการประกันพืชผลออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

  • โดยสมัครใจ (Voluntary Insurance)

การประกันประเภทนี้ เกษตรกรมีสิทธิที่จะทำการประกันพืชผลของตนหรือไม่ประกันก็ได้

  • โดยการบังคับ (Compulsory Insurance)

การประกันประเภทนี้ เป็นวิธีการที่บังคับให้เกษตรกรทุกคนที่มีพืชเพาะปลูกอยู่ในเขตรับประกัน ต้องทำการประกันพืชผลของตนทุกคน โดยรัฐบาลจะตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับให้ทำการประกันในลักษณะต่าง ๆ เช่น ใช้วิธีเก็บเบี้ยประกันรวมกับภาษีที่เกษตรกรจะต้องจ่าย หักจากยอดเงินกู้ หรือรายได้จากการขายผลิตผลเมื่อเกษตรกรกู้หรือขายผลิตผลกับรัฐบาล เป็นต้น สำหรับผู้ที่ค้างชำระเบี้ยประกันจะถือว่าเกษตรกรผู้นั้นเป็นหนี้รัฐบาลซึ่งจะต้องจ่ายพร้อมดอกเบี้ยและรัฐบาลอาจตัดสิทธิการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ เช่น เงินกู้ ปุ๋ย น้ำ เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยการรับประกันภัยพืชผลต้องปฏิบัติตามกฎหมายประกันภัยที่มีอยู่ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งการรับประกันภัยพืชผลจะอาศัยหลักของการประกันภัยทั่วไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้บริษัทประกันภัยไม่รับประกันภัยพืชผล เนื่องจากมีอัตราเสี่ยงสูงและเกษตรกรก็ไม่สมัครใจที่จะทำประกันภัยพืชผลเพราะต้องเสียเบี้ยประกัน และอีกประการหนึ่งคือ รัฐบาลมักช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายอยู่เสมอ เกษตรกรจึงไม่เห็นความจำเป็นของการประกันภัยพืชผล ดังนั้นจึงต้องมีการบัญญัติกฎหมายเฉพาะขึ้นใช้บังคับ และจัดตั้งองค์กรขึ้นใหม่ในรูปของบรรษัท เพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรการกำกับดูแลบริษัทประกันภัยพืชผล ในขั้นแรกการประกันภัยพืชผลควรเป็นการประกันภัยภาคบังคับโดยบรรษัทเป็นผู้จ่ายค่าเบี้ยประกันแทนเกษตรกรผู้เอาประกัน และรับประกันภัยต่อจากบริษัทประกันภัย โดยในระยะเริ่มแรกอาจกำหนดให้มีการรับประกันภัยพืชจำพวกข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย เพื่อให้เกษตรกรส่วนใหญ่มีฐานะมั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “รูปแบบประกันภัยพืชผลทางการเกษตรที่เหมาะสมในลำไยของประเทศไทย”

หัวหน้าโครงการ : ผศ. ดร.สมเกียรติ ชัยพิบูลย์
สนับสนุนโดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เรียบเรียง ทีมงาน Research Café
กราฟิก ทีมงาน Research Café
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน วริศรา ศรีสวาท
00:00
00:00
Empty Playlist