RC20344 -1.1

อิทธิพลของศาสนาอิสลามกับการกำหนดทิศทางการเมืองอินโดนีเซีย

‘ศาสนาอิสลาม’ เป็นแนวทางและหลักคำสอนที่ไม่เพียงให้ความสำคัญเฉพาะในเรื่องของจิตวิญญาณหรือเรื่องทางธรรมเท่านั้น แต่ศาสนาอิสลามยังมีการบัญญัติแนวทางในเรื่องทางโลก โดยเฉพาะในเรื่องของการเมืองการปกครอง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ภาพประวัติศาสตร์ได้บอกเล่าเรื่องราวของอิทธิพลเชิงการเมืองของศาสนาอิสลามไว้มากมาย บทบาทของศาสนาอิสลามในการขับเคลื่อนการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทว่ายังคงเป็นจุดที่มีความน่าสนใจในการศึกษา ‘อินโดนีเซีย’ เป็นประเทศที่มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลกในบรรดาประเทศมุสลิมอื่น ๆ โดยประชากรกว่า 80% ในประเทศนับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าศาสนาอิสลามย่อมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการเมืองของอินโดนีเซียอยู่ไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียกลับมีรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะโลกนิยม (Secular) กล่าวคือ เป็นรัฐธรรมที่บัญญัติแยกศาสนาออกจากการเมือง ไม่ได้เป็นประเทศที่ใช้กฎหมายอิสลามในการปกครองหรือกลายเป็นรัฐอิสลามอย่างประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ นักวิเคราะห์หลายท่านจึงมองว่าอินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมแต่เพียงเปลือกนอก ไม่ได้มีความเป็นอิสลามที่บริสุทธ์ ดังนั้นบทความฉบับนี้จึงมีส่วนสำคัญในการตอบคำถามว่าแท้จริงแล้ว ศาสนาอิสลามในอินโดนีเซียมีลักษณะเฉพาะอย่างไร และที่สำคัญคือมีอิทธิพลในการกำหนดการเมืองการปกครองของอินโดนีเซียได้จริงหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

ก่อนการเข้ามาของศาสนาอิสลามในอินโดนีเซีย พื้นที่แห่งนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยอิทธิพลของศาสนาพุทธและฮินดู ซึ่งหยั่งรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตและสังคมของชาวอินโดนีเซียในสมัยนั้น จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่มะละกาได้กลายเป็นศูนย์กลางการเดินเรือและการค้าของภูมิภาค ทำให้ศาสนาอิสลามค่อย ๆ แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาสู่อินโดนีเซียแทนที่ศาสนาพุทธและฮินดูที่มีอิทธิพลอยู่เดิม แต่เราจะพบข้อน่าสังเกตตรงที่ว่า ศาสนาอิสลามที่เข้ามาในอินโดนีเซียนั้นมีการผสมกลมกลืนเข้ากับขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมซึ่งยากที่จะแยกจากกัน ขบวนการการต่อสู้ของศาสนาอิสลามอินโดนีเซียเริ่มมีความชัดเจนขึ้นในยุคอาณานิคม ซึ่งถูกปกครองโดยฮอลันดา ในช่วงเวลาของการเป็นประเทศอาณานิคมกว่า 300 ปี ศาสนาอิสลามได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของค่านิยมร่วมกันในการต่อต้านเจ้าอาณานิคมและเป็นตัวแทนของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความเสมอภาค การต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชของอินโดนีเซียนำโดยกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวชาตินิยม (Nationalism) ที่ชูแนวทางรัฐทางโลก (Secular State) และกลุ่มมัสยูมิ (Masyumi) ที่ชูแนวทางรัฐอิสลาม (Islamic State) การต่อสู้นำไปสู่ชัยชนะใน ค.ศ. 1945 อินโดนีเซียได้ประกาศเอกราช เปิดทางให้ ‘ซูการ์โน’ แกนนำผู้เรียกร้องเอกราชฝ่ายชาตินิยมก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซีย ซูการ์โนได้เสนอหลักปัญจศีล (Panchasila) หรือรัฐทางโลก เป็นแนวทางในการปกครองประเทศ ซึ่งเป็นการแยกศาสนาออกจากการเมือง ส่งผลให้กลุ่มมุสลิมที่ต้องการให้อินโดนีเซียเป็นรัฐอิสลามที่ร่วมต่อสู้ไม่พอใจในแนวทางดังกล่าว จึงนำไปสู่การประนีประนอมโดยใช้กฎบัตรจาการ์ตา (Jakarta Charter) ที่กำหนดว่าอินโดนีเซียต้องยึดหลักความศรัทธาในพระเจ้าและจะต้องนำเอากฎหมายชารีอะห์ (Shariah) หรือกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้ แต่ภายหลังการประกาศเอกราชนั้นซูการ์โนกลับยกเลิกกฎบัตรดังกล่าว ยืนหยัดการใช้หลักชาตินิยมและเป็นกลางเชิงศาสนา ซึ่งเป็นการปฎิเสธการใช้อิสลามนำการเมืองอย่างสิ้นเชิง ศาสนาอิสลามตั้งแต่นั้นจึงเป็นการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่กันระหว่างกลุ่มสนับสนุนรัฐอิสลามและกลุ่มขบวนการชาตินิยม

กลุ่มสนับสนุนรัฐอิสลามในนามของกลุ่มมัสยูมิ (Masyumi) ถือกำเนิดขึ้นในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งที่ญี่ปุ่นได้เข้ามายึดครองอินโดนีเซีย โดยมัสยูมิได้รวบรวมและสร้างความเป็นเอกภาพขององค์กรอิสลามทั้งหมดไว้ การยกเลิกกฎบัตรจาการ์ตาทำให้กลุ่มมัสยูมิที่ต้องการให้อินโดนีเซียเป็นรัฐอิสลามเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยไปเข้าร่วมกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลของกองทัพเขตสุมาตราและสุลาเวสีที่ไม่พอใจกับการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่เกาะชวา จนท้ายที่สุดกลุ่มมัสยูมิถูกยุบลงในปี ค.ศ. 1960 ทำให้ขบวนการมุสลิมแตกออกอีกครั้ง บรรยากาศของศาสนาอิสลามอินโดนีเซียในยุคสมัยของซูการ์โนค่อนข้างบีบคั้นและจำกัด ซูการ์โนเริ่มต้นบรรยกาศทางการเมืองด้วยเสรีนิยมประชาธิปไตยแต่ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นประชาธิปไตยแบบชี้นำ ซูการ์โนได้ใช้วิธีการบ่อนทำลายฐานกำลังมุสลิมขั้วตรงข้าม โดยการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิวต์อินโดนีเซีย (PKI) ซึ่งในขณะนั้นถือว่าเป็นพรรคที่มีพลังการเมืองแข็งแกร่งที่สุดอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ศาสนาอิสลามกลับมามีบทบาทนำอีกครั้งในยุคของซูฮาร์โต ซึ่งซูฮาร์โตได้กำจัดซูการ์โนทิ้งและเริ่มต้นยุคระเบียบใหม่ (New Order) ในยุคสมัยนี้มีการหนุนหลังกลุ่มมุสลิมอย่างชัดเจน มีความพยายามในการระดมกำลังสนับสนุนจากกลุ่มมุสลิมโดยการดึงเอาอูลามะ (นักวิชาการหรือผู้รู้ทางศาสนา) เข้ามามีบทบาทในทางการเมือง ตลอดจนมีการสนับสนุนการสร้างโรงเรียนมุสลิม มัสยิด สุเหร่าและกิจกรรมทางศาสนาอิสลามอีกมากมาย นอกจากนี้ยังเกิดพรรคการเมืองหน้าใหม่หลากหลาย ซึ่งหลาย ๆ พรรคการเมืองแสดงถึงสัญญะและอุดมการณ์ของศาสนาอิสลาม แต่อย่างไรก็ตาม ซูฮาร์โตยังคงมีความกังวลว่าการฟื้นตัวของกลุ่มมุสลิมจะกระทบเสถียรภาพทางการเมือง จึงได้จำกัดบทบาทของกลุ่มอิสลามการเมืองสุดโต่งและสกัดกั้นผู้นำที่มาจากกลุ่มมัสยูมิ ดังนั้นบทบาทของศาสนาอิสลามในยุคนี้แม้จะเบ่งบานขึ้น แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของผู้นำในการเรียกความนิยมและรักษาสมดุลอำนาจเพียงเท่านั้น

การสิ้นสุดสมัยการเมืองยุคซูฮาร์โตในปี ค.ศ. 1998 ถือเป็นจุดจบของเผด็จการการเมืองอินโดนีเซียและเป็นจุดเริ่มต้นของยุคเสรีประชาธิปไตย ‘ฮาบีบี’ ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซีย ในสังคมอินโดนีเซียค่อย ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไม่ว่าจะเป็น ภูมิทัศน์ทางการเมือง อุดมการณ์ อัตลักษณ์ และผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่เคยถูกกดทับด้วยอำนาจเผด็จการมาเนิ่นนานเริ่มปรากฎขึ้นในสังคม การเมืองในสมัยนี้จึงถูกเรียกว่ายุคปฏิรูป (Reformasi) พรรคการเมืองอิสลามในสมัยดังกล่าวมีเสรีภาพในการจัดตั้งตามแนวนโยบายศาสนาอิสลามได้ แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังการแตกตัวของกลุ่มอิสลาม ทำให้แต่ละพรรคเกิดการแยกตัวและมีแนวนโยบายที่ต่างกัน แม้จะมีการเปิดเสรีภาพให้อิสลามนำการเมือง แต่ก็ไม่สามารถทำให้เกิดเอกภาพในพรรคการเมืองอิสลามขึ้นได้ จะเห็นได้ว่าในเวลาดังกล่าว การเมืองระดับรัฐบาลยังไม่สามารถฉายรูปธรรมเชิงนโยบายและความต้องการทางการเมืองของกลุ่มมุสลิมได้ชัดเจนนัก แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ภายในสังคมอินโดนีเซียเริ่มมีปรากกฎการณ์การเพิ่มขึ้นของมุสลิมสุดโต่ง และเมื่ออินโดนีเซียได้เปิดศักราชใหม่เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเต็มใบในสมัยของ ‘โจโค วิโดโด’ ขบวนการการเคลื่อนไหวของมุสลิมมีการแสดงอำนาจต่อรองที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา เหตุการณ์การประท้วงในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2016 ที่มีการให้เร่งรัดทางการให้ดำเนินคดีผู้ว่ากรุงจาการ์ตาในฐานที่ดูหมิ่นคัมภีร์อัลกุรอาน ถือเป็นการสะท้อนขบวนการการเคลื่อนไหวอิสลามแนวกลับสู่รากฐานดั้งเดิม (Fundamentalism) อิสลามอินโดนีเซียในปัจจุบันได้ส่งเสียงสะท้อนว่าพวกเขาคือกลุ่มอำนาจที่เข้มแข็งที่รัฐบาลไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป จึงเป็นข้อสังเกตว่าอัตลักษณ์ของอิสลามอินโดนีเซียที่มีลักษณะรอมชอมและเป็นอิสลามสายกลาง อาจจะมีโอกาสพัฒนากลายเป็นอิสลามหัวรุนแรงหรืออิสลามสายแข็ง ขบวนการการเคลื่อนไหวของอิสลามอินโดนีเซียในปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็นการปะทะกันระหว่างคุณค่าทางศาสนาและความเป็นสมัยใหม่ พัฒนาการของอิสลามอินโดนีเซียต่อจากนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองต่อไปว่าจะลงเอยในทิศทางใด

ในบทสรุปเราอาจกล่าวได้ว่า ศาสนาอิสลามในอินโดนีเซียค่อนข้างมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ในยุคของการเริ่มเผยแผ่อิทธิพล ศาสนาอิสลามที่เข้ามาสู่อินโดนีเซียมีการปรับตัวและกลมกลืนกับวีถีดั้งเดิมของพื้นที่ ในช่วงสมัยเรียกร้องเอกราช ศาสนาอิสลามได้กลายเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ร่วมกัน ภายหลังการได้รับเอกราช อินโดนีเซียสถาปนาขึ้นเป็นรัฐทางโลก ปฏิเสธการนำศาสนาอิสลามมาเป็นแนวทางในการปกครอง เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าอิสลามสายแข็งที่สนับสนุนรัฐอิสลามได้พ่ายแพ้ต่อขบวนการอิสลามชาตินิยม บทบาทและอิทธิพลของศาสนาอิสลามนับตั้งแต่นั้นจึงอยู่ในฐานะเครื่องมือทางการเมืองในการรักษาคะแนนนิยมและการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างพรรคการเมืองและกลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยในปัจจุบันที่อินโดนีเซียได้หมุนเข้าสู่ยุคการตื่นตัวทางประชาธิปไตย ขบวนการการเคลื่อนไหวอิสลามที่เคยถูกกดทับมาเนิ่นได้กำลังประกาศแนวทางและความต้องการ ดังนั้นภาพการเคลื่อนไหวของอิสลามอินโดนีเซียนับแต่นี้อาจทำให้โลกได้เห็นถึงบทบาทการขับเคลื่อนทางสังคมที่แท้จริงของอิสลามอินโดนีเซีย

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “อิสลามการเมืองในอินโดนีเซียและมาเลเซีย”

หัวหน้าโครงการ : สามารถ ทองเฝือ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง เปรมยุดา ธรรมพัชรากร
กราฟิก ณปภัช เสโนฤทธิ์
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน วริศรา ศรีสวาท
00:00
00:00
Empty Playlist