RC20303 (1)

นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยกับภาพสะท้อนคตินิยมชาวอีสาน

เป็นที่รู้กันดีว่าการแสดงนาฏยศิลป์ของไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ โด่ดเด่น และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งนอกจากนาฏยศิลป์จะแสดงถึงความสวยงามหรือรูปแบบการแสดงที่เฉพาะตัวของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นเครื่องมือที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรม ปรัชญา คติความเชื่อของผู้คนที่แอบแฝงอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมา ท่าทางการร่ายรำ รวมไปถึงเครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง ซึ่งนาฏกรรมชาวอีสานก็เป็นศิลปะบันเทิงที่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน เป็นทั้งเครื่องบันเทิงสำหรับชนชั้นเฉพาะกลุ่มของสังคมสมัยก่อน และยังเป็นสิ่งที่สะท้อนเอกลักษณ์ของสังคมความเป็นพื้นเมือง พื้นถิ่น สังคม และชนชาติ

อย่างไรก็ตาม กาลเวลาผ่านไปพร้อมกับความต้องการของสังคมในการบริโภคและเสพงานศิลป์ที่แตกต่างออกไปโดยคนรุ่นใหม่ จนเกิดเป็น ‘นาฏยศิลป์ร่วมสมัย’ ที่มีการนำนาฏยศิลป์แบบอื่น ๆ เข้ามาผสมผสาน โดยโครงการ “นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย: ภาพสะท้อนคตินิยมชาวอีสาน” ได้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อสะท้อนถึงวิธีและวิถีแห่งความคิด การประพฤติ ปฏิบัติร่วมกัน จนส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น โดยได้ทำการศึกษาค้นคว้าและจัดทำผลงานนาฏยประดิษฐ์ทั้งหมด 5 ชุด เพื่อเป็นภาพสะท้อนคตินิยมชาวอีสานผ่านผลงานสร้างสรรค์แบบนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย

นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยกับคตินิยมชาวอีสาน

คตินิยมของชาวอีสานเปรียบเสมือนปรัชญาในการดำรงชีวิตของผู้คนในที่นั้น โดยเกิดจากการสะสมความรู้ ประสบการณ์ และการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสาน ภายใต้สภาพแวดล้อม บริบททางสังคมที่มีลักษณะเฉพาะตัว ผ่านเวลาและความเห็นดีเห็นงามร่วมกันของคนในสังคม รวมถึงพยายามถ่ายทอดความรู้ของตนเองไปยังคนรุ่นต่อ ๆ ไป ซึ่งประเพณีส่วนใหญ่มักจะเกิดมาจากความเชื่อ ค่านิยม และสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และอิทธิพลของศาสนา ที่มีต่อคนในท้องถิ่น ส่วนนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในการสร้างสรรค์โครงการครั้งนี้ หมายถึง นาฏกรรมไทยอันเกิดขึ้นตามห้วงของกาลเวลาในปัจจุบัน และดำเนินไปตามปัจจุบันกาล ตามวิถี ประสบการณ์ ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์แบบนาฏยศิลปินไทย โดยเป็นเครื่องมือสะท้อนสังคม ผ่านการตีความ และการออกแบบการแสดง

ผลงานนาฏยประดิษฐ์

งานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการศึกษาข้อมูลวรรณกรรม รวมถึงการลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และแฝงตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน โดยเข้าร่วมงานประเพณี และพิธีกรรมต่าง ๆ จนได้ผลงานนาฏยประดิษฐ์ทั้ง 5 ชุด อันประกอบไปด้วย

  • ชุด “Mandala ศรัทธาภิวัฒน์”

    – เป็นนาฏยศิลป์ที่มุ่งนำเสนอ ‘พลังศรัทธา’ ของชาวอีสานที่แสดงออกต่อพุทธศาสนา ประกอบด้วย สถาปัตยกรรม หัตถกรรม พุทธศิลป์ และคำสวด ที่แสดงออกผ่านทางงานบุญประเพณี การทำบุญ เข้าวัดฟังธรรม อันเป็นความเชื่อที่ผ่านการกลั่นกรองแล้วจากปัญญาของชาวอีสาน ซึ่งแรงศรัทธานี้เกิดขึ้นจากแรงผลักดันแห่งความรักพระพุทธศาสนาอันเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวแห่งชีวิต นำเสนอเรื่องราวผ่านวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาฏิโมกข์” แก่พระสงฆ์ครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน โดยหลักคำสอนสรุปเป็นใจความสำคัญได้ว่า “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์”

     

  • ชุด “บุพการี”

    – ผลงานชิ้นนี้นำเสนอผ่านเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นประเพณีที่ได้มีการยึดถือปฏิบัติกันมาเนิ่นนาน เป็นวันแห่งการแสดง ‘ความกตัญญู’ ที่ชาวอีสานปลูกฝังจากรุ่นสู่รุ่น โดยสิ่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานของท้าวลิ้นทอง ที่พยายามถ่ายทอดถึงพระคุณของพ่อแม่ที่ลูกต้องประพฤติต่อบุพการี ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานของมนุษย์เนื่องจากเป็นเครื่องทำลายความเห็นแก่ตัวที่เป็นศัตรูสำคัญของความดี เป็นเหตุให้เกิดความสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบ

  • ชุด “เฒ่าจ้ำ”

    – คำว่า เฒ่าจ้ำ เป็นชื่อเรียกผู้ที่มีหน้าที่ดูแลศาลปู่ตา เป็นคนกลางในการติดต่อระหว่างปู่ตากับชาวบ้าน ซึ่งถ้าหากมีใครทำอะไรผิดประเพณี ปู่ตาโกรธก็จะบอกผ่านเฒ่าจ้ำไปยังคนที่ทำผิด โดยนาฏยศิลป์ชิ้นนี้สะท้อนความเชื่อในเรื่อง การพึ่งพาอาศัย การไว้วางใจ และความสบายใจจาก ‘ความเชื่อที่รับรู้ถึงสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีจริงในโลกวิญญาณ’ นำเสนอผ่านประเพณีบุญบั้งไฟ ที่โดยปกติการดำรงชีวิตของชาวอีสานมักทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำเกษตรกรรม หากปีใดน้ำไม่เพียงพอที่จะเพาะปลูก เกษตรกรก็จะจัดพิธีขอฝน โดยเฒ่าจ้ำเองจะเป็นผู้ทำพิธีกรรมสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

  • ชุด “โฮม”

    – สะท้อนถึง ‘คุณธรรมจริยธรรม’ ที่ถูกปลูกฝังจากสถาบันครอบครัวไปยังสังคมภายนอก สอนให้ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัวและสามารถปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นได้ ผ่านพิธีบายศรีสู่ขวัญชาวอีสานที่เป็นพิธีสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีขึ้น โดยการดำเนินชีวิตของชาวอีสานแทบทุกอย่างมักมีการบายศรีสู่ขวัญควบคู่กันไปเสมอ เพราะเป็นการเรียกพลังทางจิตใจ ช่วยให้เกิดสิริมงคล และปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป

  • ชุด “เส็งสนั่น”

    – เป็นนาฏยศิลป์ที่ใช้กลองเป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ โดย เสียงกลอง หมายถึง การสื่อสาร ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกันในชุมชนให้เกิดความรัก ความสามัคคี และความช่วยเหลือ บทบาทของเสียงกลองทำให้เกิดพลัง ปลุกเร้าให้กำลังใจ ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากความสนุกสนาน ความศรัทธา และความเชื่อจากพิธีกรรมที่สะท้อนการหลอมรวมความเป็นหนึ่ง

ข้อสังเกตของการแสดงนาฏยศิลป์

“นาฏกรรม” เป็นศาสตร์ที่ต้องใช้สรีระร่างกายในการพรรณนาสื่อสาร และส่งสารจากกรอบแนวคิดที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ดังนั้น การที่ผู้สร้างสรรค์งานไม่สามารถสื่อสารหรือคลายปมนามธรรมออกมาได้ อาจเป็นปัญหาในการสื่อสารที่ทำให้ผู้ชมไม่สามารถเข้าใจในวิธีคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รูปแบบนาฏกรรมที่ปราศจากการอธิบายเป็นวาจา” ซึ่งในโครงการชิ้นนี้ผู้สร้างสรรค์ต้องอาศัยประสบการณ์ด้านการตีความและเลือกหยิบองค์ประกอบศิลป์อื่น ๆ มาเป็นเครื่องมือเสริม เพื่อเพิ่มความกระจ่างในการเล่าเรื่องหรือแสดงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดนตรี เสียง อุปกรณ์การแสดง เครื่องแต่งกาย ฉาก และเทคนิคพิเศษอื่น ๆ

นอกจากนี้ ในการทำงานระหว่างนักแสดงและผู้สร้างสรรค์ผลงาน ผู้สร้างสรรค์จะมีวิธีคัดเลือกคุณลักษณะของนักแสดงที่แตกต่างกันไป บ้างคัดเลือกจากประสบการณ์ที่มีเรื่องราวร่วมกับตน บ้างคัดเลือกจากพื้นฐานและทักษะปฏิบัติทางนาฏยศิลป์ แต่อย่างไรก็ตาม ‘นักแสดง’ ในฐานะผู้ถ่ายทอดแนวคิด เรื่องราว จำเป็นต้องเข้าใจเจตนารมณ์และข้อมูลต่าง ๆ จากผู้สร้างสรรค์ผลงาน เพื่อให้ผู้รับชมเชื่อและเห็นภาพคล้อยตาม

จากการสัมภาษณ์และสังเกตผู้ชมที่มีความต่างทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ อาชีพ หลังจากชมการแสดง พบว่าได้รับคำตอบที่แตกต่างออกไป ผู้ชมบางคนอาจไม่เข้าใจหลักการหรือกระบวนท่า แต่ขณะที่ชมการแสดงสามารถคิดคล้อยตามเรื่องราวได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะประสบการณ์ในการรับชมการแสดงรูปแบบ “นาฏยศิลป์ร่วมสมัย” ที่มากน้อยและแตกต่างกันออกไป

อย่างไรก็ตาม งานดังกล่าวสะท้อนให้เราเห็นถึงอัตลักษณ์ของชาวอีสาน อันประกอบด้วย “ความเคารพ กตัญญูรู้คุณต่อธรรมชาติและบุพการี ศรัทธามั่นในคำสอนของพระบวรพุทธศาสนา การช่วยเหลือเกื้อหนุน มีน้ำใจ และเป็นกลุ่มคนที่มีใจรักในสุนทรีย์และความบันเทิง” จะเป็นประสบการณ์ศิลป์แก่ผู้พบเห็นที่ค่อย ๆ ซึมซับผ่านกาลเวลาของผู้ชม ซึ่งการตัดสินหรือการประเมินคุณค่า “ความสมบูรณ์” “ความดี” หรือ ”ความงาม” นั้นก็เป็นหน้าที่ของผู้ชมที่ต้องอาศัยเวลา โดยนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยนี้ ก็เปรียบเสมือนการเปิดโลกทัศน์และวิสัยทัศน์ให้แก่ผู้ชมได้ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง และตระหนักต่อไป

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย : ภาพสะท้อนคตินิยมชาวอีสาน”

หัวหน้าโครงการ : พีรพงศ์ เสนไสย
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง & กราฟิก : ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน : กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย
00:00
00:00
Empty Playlist