how-families-with-children-adapt-their-working-behavior

การมีบุตรกับความเปราะบางของผู้หญิง

ทำไมในปัจจุบันผู้หญิงจึงไม่อยากมีลูก คุณทราบหรือไม่ว่าทำไม ? แม้ความเป็นแม่จะนำมาซึ่งความสุขที่ได้ดูแลลูก แต่ในขณะเดียวกันความเป็นแม่ก็ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องยอมสูญเสียโอกาสหลายอย่างในชีวิตไป จนคุณเองก็อาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายวัยแรงงานต้องออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น ทำให้เกิดความย้อนแย้งระหว่างการใช้เวลาในการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพกับเวลาในการดูแลครอบครัว โดยเฉพาะกับผู้หญิง ด้วยบรรทัดฐานของสังคมไทยที่กำหนดบทบาทให้ผู้หญิงเป็นผู้ดูแลครอบครัวและเป็นผู้เลี้ยงลูกเป็นหลัก แต่เมื่อผู้หญิงจำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เวลาที่จะใช้ในการดูแลครอบครัวและเลี้ยงดูลูกย่อมถูกเบียดบังไป ความขัดแย้งระหว่างสองบทบาทนี้ของผู้หญิงจึงเกิดขึ้น ทำให้หลายครั้งผู้หญิงจำเป็นต้องปรับวิถีการดำเนินชีวิตในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องวิถีการทำงาน เช่น การลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงดูลูกเต็มเวลา การลดชั่วโมงการทำงาน หรือ การเปลี่ยนไปทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

จากการศึกษาวิจัยเรื่อง “การปรับวิถีการทำงานของครอบครัวเมื่อมีบุตร: การศึกษาเชิงคุณภาพโดยใช้ข้อมูลสื่อสังคมออนไลน์” พบว่า การปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานของผู้หญิงนอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวผู้หญิงเองโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบในระดับครอบครัวและในระดับประเทศด้วย ผลกระทบระดับครอบครัว คือ การที่ผู้หญิงต้องปรับเปลี่ยนเรื่องงานก็นำมาซึ่งรายได้ที่ลดลง หรืออาจไม่มีรายได้หากตัดสินใจลาออก ผลที่ตามมาคือทำให้ความมั่นคงทางรายได้ของครอบครัวลดลง จากที่เคยมีแหล่งรายได้จากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ก็จะเหลือแต่รายได้จากฝ่ายชายเพียงฝ่ายเดียว

สำหรับผลกระทบระดับประเทศ การที่ผู้หญิงต้องออกจากตลาดแรงงาน นั่นหมายถึงการสูญเสียกำลังแรงงานในการผลิตของประเทศ ยิ่งในปัจจุบันที่ผู้หญิงมีระดับการศึกษาสูงขึ้นมากเทียบเท่ากับผู้ชาย เห็นได้จาก สัดส่วนผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีระหว่างเพศหญิงกับเพศชาย เมื่อ 50 ปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 2:3 แต่ในปัจจุบันสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 2:1 จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อุปสรรคด้านการศึกษาของผู้หญิงได้หมดไป ผู้หญิงในปัจจุบันมีระดับการศึกษาที่สูงทัดเทียมผู้ชายแล้ว ดังนั้นการออกจากตลาดแรงงานของผู้หญิงส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียแรงงานที่มีคุณภาพไปด้วยเช่นกัน

ในส่วนของผลกระทบต่อตัวผู้หญิงเองนั้น การมีลูกถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในหลาย ๆ ด้านแตกต่างกันไป โดยการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเรื่องการทำงาน เนื่องจากต้องจัดสรรเวลาซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดมาดูแลลูก หรืออาจกล่าวได้ว่าการมีลูกนำมาซึ่งการที่ผู้หญิงต้องแบกรับต้นทุนหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางตรง คือ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลลูก และต้นทุนทางอ้อมหรือค่าเสียโอกาสในเรื่องหน้าที่การงาน คือ การที่ผู้หญิงหลายคนตัดสินใจออกจากงานเพื่อมาดูแลลูก หรือปรับเปลี่ยนงานไปทำงานที่มีความยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถมีเวลาให้กับลูกมากขึ้น การตัดสินใจเหล่านี้ย่อมทำให้ผู้หญิงเหล่านั้นต้องสูญเสียโอกาสในการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานที่สูงขึ้น และยังทำให้ต้องสูญเสียงานที่ตนรักไป

ยิ่งไปกว่านั้นหากผู้หญิงตัดสินใจลาออกจากงานไปแล้ว การกลับเข้ามาในตลาดแรงงานอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเผชิญกับเงื่อนไขข้อจำกัดต่าง ๆ ทั้งในเรื่องของอายุที่มากขึ้น ปัญหาประสบการณ์ทำงานที่ขาดช่วง ถึงแม้จะได้งาน ก็จะพบกับปัญหาช่องว่างของอัตราค่าจ้างระหว่างตนเองกับผู้ชาย หรือแม้กระทั่งกับผู้หญิงด้วยกันที่ไม่มีลูก โดยจากการศึกษาพบว่าอัตราค่าจ้างที่ผู้หญิงที่มีลูกแล้วกลับเข้าไปทำงานได้รับนั้น ต่ำกว่าถึงร้อยละ 7-18 เลยทีเดียว ทั้งนี้เนื่องจากผู้ประกอบกิจการมักมองว่าผู้หญิงที่มีลูกแล้วมักไม่ค่อยมีเวลา ซึ่งอาจมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง และยิ่งถ้าหากมีลูกมากกว่า 1 คน ระดับอัตราค่าจ้างก็จะยิ่งลดต่ำลงไปอีก

นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่า ไม่ว่าผู้หญิงจะตัดสินใจออกจากงาน เปลี่ยนงาน หรือยังคงทำงาน ก็ล้วนต้องประสบกับความเปราะบางและความท้าทายที่เกิดขึ้นในแบบของตนเองทั้งสิ้น ผู้หญิงที่ตัดสินใจออกจากงานมาเป็น “แม่เต็มเวลา” แม่กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากที่สุด ถึงแม้จะมีความสุขและภูมิใจที่ได้เลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง แต่ความเป็นแม่เต็มเวลานั้น ก็ต้องประสบกับอารมณ์เชิงลบด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความเหงา เบื่อ หรือรู้สึกไร้ค่า ที่ไม่สามารถช่วยครอบครัวหาเงินได้ ต้องพึ่งพาเงินที่ฝ่ายชายหามาได้เพียงฝ่ายเดียว อันจะนำมาซึ่งความไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงชายตามมา

ปัญหาทั้งหมดนี้ไม่ได้ส่งผลต่อตัวผู้หญิงในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อตลอดช่วงชีวิตของผู้หญิง เพราะเมื่อเวลาผ่านไปจนกระทั่งลูกโตและเข้าโรงเรียน ทำให้แม่มีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น แต่เมื่อคิดจะกลับไปทำงาน ผู้หญิงเหล่านี้ก็จะพบกับข้อจำกัดมากมายในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอายุและประสบการณ์การทำงานที่ขาดช่วงไป อีกทั้งการที่จะหางานที่ตอบโจทย์ความต้องการงานที่มีความยืดหยุ่นเพื่อให้ยังมีเวลาในการดูแลลูกบ้าง ก็เป็นอีกหนึ่งในข้อจำกัดที่ทำให้ผู้หญิงกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ยากขึ้น แม้ผู้หญิงบางคนจะตัดปัญหาโดยการหันไปทำอาชีพเสริม เช่น งานขายสินค้าออนไลน์ เพื่อให้พอมีรายได้และแก้เหงา แต่งานเหล่านี้ ก็ไม่ได้มีความมั่นคงหรือช่วยสร้างหลักประกันรายได้ หรือหลักประกันอื่น ๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีประกันสังคม หรือสวัสดิการอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังไม่ได้สร้างรายได้มากพอที่จะสร้างหลักประกันสำหรับชีวิตหลังวัยเกษียณ หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินอื่น ๆ ได้

สำหรับ “แม่ที่ยังทำงาน” ความเปราะบางเกิดจากการรักษาสมดุลในชีวิต เนื่องจากต้องทำงานและเวลาที่เหลือจากทำงานเกือบทั้งหมด ต้องใช้สำหรับการดูแลความเรียบร้อยในบ้านและดูแลลูก ทำให้ในบ่อยครั้งนำมาซึ่งปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับสามี เนื่องจากมักมองว่าสามีไม่ช่วยแบ่งเบาภาระ จากสภาวะนี้ทำให้แม่ที่ยังทำงานหลายคนมีความเครียด ท้อใจ น้อยใจ และกดดันเกิดขึ้น และในส่วนของ “แม่ที่เปลี่ยนงาน” ไปทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น งานฟรีแลนซ์ เพื่อให้สามารถมีเวลาให้กับลูกและครอบครัวได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามการตัดสินใจนี้ก็ตามมาซึ่งการสูญเสียศักยภาพในการทำงานและรายได้ที่ลดลง รวมถึงความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาว

กล่าวโดยสรุป จิตวิญญาณของความเป็นแม่ เมื่อมีลูกย่อมปรารถนาที่จะดูแลลูกอย่างดีที่สุด มีเวลาให้ลูกอย่างเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตามด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ และบทบาทของสังคมที่กำหนดให้ผู้หญิงดูแลลูก ทำให้การมีเวลาดูแลลูกอย่างเพียงพอตามต้องการ มันคือการที่ผู้หญิงต้องยอมเสียสละชีวิตด้านการงาน ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางใดผู้หญิงก็ล้วนต้องพบกับความเปราะบางที่เกิดขึ้นในแต่ละแบบดังที่กล่าวไปข้างต้น

ดังนั้นเพื่อแบ่งเบาภาระต้นทุนในการสร้างประชากรของผู้หญิง นโยบายและมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ จากภาครัฐ ถือว่ามีบทบาทที่สำคัญมากในเรื่องนี้ เพราะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้หญิงว่าจะมีลูกดีหรือไม่ หากไม่มีนโยบายหรือมาตรการที่จูงใจและช่วยลดภาระที่ผู้หญิงต้องแบกรับหลังจากมีลูก ก็อาจทำให้ผู้หญิงตัดสินใจที่จะไม่มีลูก ซึ่งส่งผลต่อการลดลงของประชากรที่จะเติบโตขึ้นเป็นกำลังแรงงานในอนาคตได้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต ภาครัฐควรจะมีนโยบายหรือมาตรการที่มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้หญิงสามารถรักษาสมดุลในชีวิตได้มากขึ้น อาทิ มาตรการเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานสำหรับผู้หญิงที่มีลูกเล็ก ให้สามารถจัดสมดุลระหว่างบทบาทในการเลี้ยงดูลูกและบทบาทในการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกยังต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด อันจะช่วยทำให้ผู้หญิงตัดสินใจกลับไปทำงานมากขึ้น เช่น การมีชั่วโมงการทำงานที่สั้นลงและมีเวลาที่แน่นอน มีความยืดหยุ่นตามความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อเป็นทางเลือกในการทำงานให้กับครอบครัวที่มีลูก และควรมีการพิจารณาปรับวันลาคลอดของแม่ทั้งภาครัฐและเอกชน จาก 90 วัน เป็น 180 วัน เพื่อให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ตลอด 6 เดือนแรก โดยไม่ต้องกังวลจนนำมาสู่การตัดสินใจลาออกจากงาน อีกทั้งควรมีมาตรการในการสร้างแรงจูงใจให้กับภาคเอกชน เช่น การลดหย่อนภาษี เพื่อให้ภาคเอกชนเปิดโอกาสรับผู้ที่ออกจากงาน เนื่องจากการมีลูกกลับเข้ามาสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง

นอกจากนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้หญิงที่จำเป็นต้องพาลูกไปทำงานด้วย และเพื่อเสริมสร้างสุขอนามัยให้กับตัวเด็กเอง ภาครัฐควรมีการสนับสนุนให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมีการอำนวยความสะดวกในเรื่องสถานที่ที่จำเป็นสำหรับแม่ลูกอ่อน เช่น การจัดให้มีห้องสำหรับปั๊มนมที่ถูกต้องตามสุขลักษณะ เพื่อเพิ่มอัตราการกินนมแม่ของเด็กไทย โดยอาจเพิ่มประเภทของสวัสดิการในกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดสวัสดิการในสถานประกอบการ (2548) เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ โดยกำหนดให้มีสถานที่ให้นมหรือปั๊มนมที่เหมาะสม นอกจากนี้ควรมีการลงทุนในศูนย์ดูแลเด็กเล็กให้มีความทั่วถึงมากขึ้น โดยมุ่งเน้นความสำคัญในด้านคุณภาพและความสามารถในการเข้าถึงบริการเหล่านี้ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ ถึงปานกลาง อีกทั้งในแง่ของการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง โดยเฉพาะเรื่องบทบาทหน้าที่ในครัวเรือน อาจมีมาตรการที่ช่วยส่งเสริมบทบาทของผู้ชายในการเลี้ยงดูลูกมากขึ้น เช่น การให้วันลาสำหรับผู้ชายเพื่อดูแลลูกหลังคลอดเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกครอบครัว เพื่อเป็นการนำร่องให้สังคมเห็นถึงบทบาทของพ่อในการเลี้ยงดูลูกมากขึ้น โดยควรส่งเสริมให้สิทธินี้เกิดขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การปรับวิถีการทำงานของครอบครัวเมื่อมีบุตร:การศึกษาเชิงคุณภาพโดยใช้ข้อมูลสื่อสังคมออนไลน์”

หัวหน้าโครงการ : มนสิการ กาญจนะจิตรา
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

00:00
00:00
Empty Playlist