guidelines-to-promote-the-industrial-potential-of-eri-farmers

แนวทางการยกระดับศักยภาพเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอีรี่

ไหมเป็นเส้นใยธรรมชาติที่ได้จากรังที่ห่อหุ้มดักแด้ไหม โดยไหมที่คนทั่วไปรู้จักกัน ได้แก่ ไหมหม่อน ซึ่งกินใบหม่อนเพียงอย่างเดียวเป็นอาหาร มนุษย์นำเส้นใยไหมหม่อนมาทำเครื่องนุ่งห่มยาวนานกว่า 4,000 ปี โดยไหมหม่อนมีลักษณะ เงา แวววาว เรียบเนียนและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง นอกจากไหมหม่อนแล้วยังมี “ไหมป่า” ที่ให้เส้นใยมาใช้ประโยชน์ในการทำเครื่องนุ่งห่มและไม่จำเป็นต้องใช้ใบหม่อนเป็นอาหาร ได้แก่ ไหมทาซาร์ ไหมมูก้า และไหมอีรี่ เป็นต้น โดยไหมเหล่านี้มีการเลี้ยงเป็นอาชีพในประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลี อย่างไรก็ตามไหมอีรี่เป็นไหมป่าชนิดเดียวที่มนุษย์สามารถเลี้ยงได้ครบวงจรชีวิตอย่างสมบูรณ์ ส่วนไหมทาซาร์และไหมมูก้านั้น บางช่วงของวงจรชีวิตต้องปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติ เช่น ในช่วงผสมพันธุ์ต้องเอามาปล่อยไว้บนต้นพืชอาหาร มิฉะนั้นผีเสื้อจะไม่ยอมผสมพันธุ์ ทำให้ยากต่อการผลิต

การเลี้ยงไหมอีรี่ในประเทศไทย

ประเทศไทยเริ่มเลี้ยงไหมอีรี่ในปี พ.ศ. 2517 โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ศึกษาวิจัยและรักษาพันธุ์ไว้ที่สถานีวิจัยพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี ต่อมาโครงการวิจัยเกษตรที่สูงเพื่อหาอาชีพให้ชาวเขาเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่นได้นำไหมอีรี่ขึ้นไปเลี้ยงบนดอยอ่างข่างและดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสามารถเลี้ยงได้ดี แต่ไม่สามารถเลี้ยงได้ตลอดปี เนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นจัด ในปี พ.ศ. 2533 ได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เนื่องจากไหมอีรี่เป็นไหมที่กินใบมันสำปะหลังและใบละหุ่งเป็นอาหาร ดังนั้นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถหารายได้เสริมจากการเลี้ยงไหมอีรี่ได้ โดยนำใบของมันสำปะหลังที่จากเดิมต้องทิ้งมาเป็นอาหารของไหมอีรี่ ซึ่งจะไม่กระทบต่อผลผลิตหัวมันสำปะหลัง ในการเลี้ยงไหมอีรี่ 20,000 ตัว จะใช้ใบมันสำปะหลัง 600-700 กิโลกรัม ลงทุนเพียง 7,000 – 10,000 บาทเท่านั้น ดังนั้นไหมอีรี่จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรในการเพิ่มรายได้

สำหรับโซ่อุปทานไหมอีรี่ของไทยเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ คือ การเลี้ยงไหม จนมาสู่อุตสาหกรรมกลางน้ำ ได้แก่ การปั่นด้ายและการทอผ้า ไหมอีรี่เป็นไหมที่กินใบมันสำปะหลังและใบละหุ่งเป็นอาหาร การเลี้ยง 1 รอบใช้ระยะเวลาประมาณ 17 – 20 วัน ในหนึ่งปีสามารถเลี้ยงได้หลายรุ่นขึ้นอยู่กับจำนวนแรงงานที่มี การเลี้ยงไหมอีรี่ใช้พื้นที่ไม่มาก สามารถเลี้ยงที่ใต้ถุนบ้าน หรือสร้างโรงเรือนแยกต่างหาก วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเลี้ยงไหมอีรี่ ได้แก่ กระด้ง มุ้ง เมื่อไหมอีรี่สุกจะต้องทำการคัดแยกดักแด้ออกจากรัง โดยนำรังไหมและดักแด้ไปจำหน่าย และอาจนำรังไหมไปลอกกาว ปั่นเป็นเส้นด้าย และแปรรูปเป็นผ้าต่อไปได้ การปั่นด้ายและการทอผ้าอาจทำได้ด้วยเกษตรกรเอง หรือนำเข้าสู่โรงงาน ความแตกต่างคือความเรียบของเส้นด้าย ด้ายที่ปั่นโดยเกษตรกรจะไม่เรียบ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเรียกว่าไหมชุมชน ในขณะที่ด้ายหรือผ้าที่ทำโดยโรงงานจะเรียบและมีมาตรฐานเหมือนกัน รายได้หลักของเกษตรกรมาจากดักแด้เป็นหลัก เนื่องจากใน 1 กิโลกรัมจะได้รังไหม 1-2 กิโลกรัม และได้ดักแด้ 8-9 กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการจัดการการผลิตเพื่อให้ได้ใยไหมคุณภาพ

ปัญหาของการบริหารจัดการโซ่อุปทานไหมอีรี่

โครงสร้างอุตสาหกรรมไหมอีรี่ สำหรับอุตสาหกรรมต้นน้ำ คือ อุตสาหกรรมเส้นใย เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอีรี่เป็นเกษตรกรรายย่อย แต่ละรายเลี้ยงไหมปริมาณไม่มาก ไม่มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เกษตรกรจะทำการผลิตสินค้าและนำไปขายให้แก่โรงงานปั่นด้าย หรือเกษตรกรผู้ปั่นด้าย ต่อมาอุตสาหกรรมกลางน้ำ ประกอบด้วย อุตสาหกรรมเส้นด้ายและอุตสาหกรรมทอผ้า ในอุตสาหกรรมปั่นด้ายประกอบด้วย เกษตรกรปั่นด้ายและโรงงานปั่นด้าย มีผู้เล่นในตลาดน้อยราย มีขนาดการผลิตไหมอีรี่ไม่มาก ผู้ผลิตเส้นด้ายไหมอีรี่จึงมีอำนาจในการกำหนดราคาวัตถุดิบสูง ส่วนอุตสาหกรรมการทอผ้าไหมอีรี่ นั้นประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การทอผ้าด้วยมือของเกษตรกร และโรงงานทอผ้าไหมอีรี่ ในส่วนเกษตรกรทอผ้านั้นเป็นการทอผ้าด้วยมือ มีผู้ผลิตไม่มาก เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ ในส่วนโรงงานทอผ้าพบว่าในประเทศมีผู้ทอผ้าไหมอีรี่เพียงรายเดียว เนื่องจากเส้นด้ายไหมอีรี่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

แม้ว่าจะมีการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงไหมอีรี่มาเป็นระยะเวลานาน แต่อุตสาหกรรมไหมอีรี่ก็ยังไม่สามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มตัว เนื่องจากปัญหาและการขาดข้อมูลในหลาย ๆ ด้าน ดังต่อไปนี้

  • ด้านการจัดหาวัตถุดิบ สำหรับอุตสาหกรรมเส้นใย วัตถุดิบในการเลี้ยงไหมอีรี่ คือ ไข่ไหม และพืชอาหาร ซึ่งมีต้นทุนไม่มากนัก แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอีรี่ส่วนใหญ่ขาดการวางแผนล่วงหน้าในการจัดหาวัตถุดิบ ทำให้ประสบปัญหาในเรื่องปริมาณไข่ไหมที่ไม่เพียงพอและมีปัญหาด้านคุณภาพของไข่ เนื่องจากไม่มีการควบคุมอุณหภูมิในระหว่างส่งมอบไข่ ต่อมาในอุตสาหกรรมปั่นด้าย พบปัญหาในการรวบรวมวัตถุดิบ ใช้เวลานาน อีกทั้งไม่มีการคัดแยกเกรดสินค้า และพบปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลต่อการขยายตลาด ในส่วนของอุตสาหกรรมทอผ้า พบปัญหาทั้งด้านคุณภาพและปริมาณของเส้นด้ายปั่นมือของเกษตรกรที่ยังไม่มีมาตรฐาน ในส่วนของโรงงานไม่มีปัญหาด้านคุณภาพการปั่น แต่มีปัญหาด้านปริมาณบ้างแต่ยังสามารถควบคุมได้
  • ด้านกระบวนการผลิตและเทคโนโลยี ทั้งในอุตสาหกรรมเส้นใย อุตสาหกรรมปั่นด้าย และอุตสาหกรรมทอผ้า พบว่าเกษตรกรเลี้ยงไหมอีรี่ในเชิงพาณิชย์น้อยมาก ส่วนมากเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม เน้นการผลิตโดยใช้แรงงานครัวเรือน มีการใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยน้อยมาก ปัญหาการผลิตส่วนใหญ่มาจากข้อจำกัดด้านแรงงาน การขาดแคลนแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญ ส่งผลต่อการจัดการวัตถุดิบ ทำให้ไม่สามารถขยายการผลิตให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
  • ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย อุตสาหกรรมเส้นใย ช่องทางการจัดจำหน่ายเพียงช่องทางเดียว คือการจำหน่ายให้โรงงานปั่นด้ายและเกษตรกรปั่นด้าย ต่อมาอุตสาหกรรมปั่นด้าย เกษตรกรปั่นด้ายจะจำหน่ายให้แก่เกษตรกรทอผ้าโดยตรง ส่วนมากจะเป็นการจำหน่ายให้แก่คนที่รู้จักกันอยู่แล้ว ส่วนโรงงานปั่นด้ายพบว่าจำหน่ายให้แก่โรงงานทอผ้าและเกษตรกรทอผ้า ในส่วนของอุตสาหกรรมทอผ้า เกษตรกรจัดจำหน่ายโดยการออกงานโอทอปเป็นหลัก ส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายอื่น ๆ เช่น การมีหน้าร้านของตนเอง การจำหน่ายผ่านร้านขายสินค้าผ้าไหม ยังมีจำนวนน้อยมาก สร้างรายได้ได้ไม่มากนัก ขาดแรงจูงใจในการผลิต ในส่วนของโรงงานทอผ้าพบว่าไม่มีปัญหาในเรื่องช่องทางการจัดจำหน่าย
  • ด้านผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมเส้นใย พบว่าสัดส่วนผลผลิตนั้นคือ รังไหม 1 กิโลกรัม ต่อดักแด้ 9 กิโลกรัม ดังนั้นรายได้หลักของเกษตรกรมาจากการจำหน่ายดักแด้ รายได้ที่ได้จากการขายดักแด้มีสภาพคล่องสูงกว่ารายได้จากการขายรังไหม ส่งผลให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการผลิตรังไหมน้อยลง กระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทำให้รังมีขนาดเล็ก ไม่สะอาด และมีสิ่งสกปรกเจือปน ส่วนอุตสาหกรรมปั่นด้าย เส้นด้ายปั่นมือจะพบปัญหาในด้านคุณภาพ ส่งผลกระทบต่อการทอ ส่วนโรงงานไม่มีปัญหาในการปั่นด้าย ต่อมาในอุตสาหกรรมทอผ้า ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรยังมีความหลากหลายไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าถุง มีการออกแบบลวดลายแบบง่าย ๆ ย้อมสีแบบธรรมชาติ สินค้าไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนตามความต้องการของลูกค้า ในส่วนของโรงงานพบว่ามีการผลิตตามที่ลูกค้าต้องการ ปรับเปลี่ยนรูปแบบสี ลวดลาย ตามที่ลูกค้าต้องการอยู่เสมอ
แนวทางเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรในห่วงโซ่อุปทานไหมอีรี่

จากการวิเคราะห์ปัญหาข้างต้น เห็นได้ว่าเกษตรกรผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานไหมอีรี่ในระดับต่าง ๆ ยังมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ไม่มากนัก จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพในด้านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ โดยแนวทางในการพัฒนาแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ

  • แนวทางการพัฒนาศักยภาพการผลิตไหมของโรงงาน ควรมีการวางแผนโซ่อุปทานให้เชื่อมโยงข้อมูลและสอดคล้องกันระหว่างเกษตรกรต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ควรวางแผนร่วมกันระหว่างโรงงานผู้ผลิตและเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอีรี่ ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพของรังไหม โดยเข้าไปให้ความรู้กับเกษตรกร ควบคุมการเลี้ยงให้ได้มาตรฐาน โดยมีการประสานงานกับภาครัฐในการกำหนดมาตรฐานการเลี้ยงที่ชัดเจน และพัฒนากระบวนการจัดส่ง ควรมีการควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมในการขนส่ง เพื่อลดจำนวนไข่ไหมที่ไม่ได้คุณภาพลง รวมถึงพัฒนาระบบการรวบรวมรังไหม โดยการจัดตั้งศูนย์รับซื้อรังไหม ประกาศราคารับซื้อรังไหมที่ชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตล่วงหน้า
  • แนวทางการพัฒนาศักยภาพการผลิตไหมในชุมชน ควรสร้างบริษัทในรูปของกิจการเพื่อสังคม เพื่อช่วยเกษตรกรที่ยังขาดศักยภาพด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง จัดตั้งผู้ประสานงาน มีการวางแผนร่วมกันจากปลายน้ำไปยังต้นน้ำ โดยมีการกำหนดปริมาณและคุณภาพของสินค้า มีการวางแผนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอีรี่ ผู้ปั่นด้าย และผู้ทอผ้า นอกจากนี้ควรเข้าไปส่งเสริมในด้านการผลิตและการตลาด โดยสร้างมาตรฐานในการผลิต พัฒนาการขนส่งไข่ไหม นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเลี้ยง เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิหรือความชื้นในโรงเรือน เพื่อให้การเลี้ยงไหมได้มาตรฐานและลดความเสี่ยงในการเลี้ยงลง และควรมีการรวบรวมข้อมูลทางการตลาด ความต้องการของลูกค้า เพื่อกำหนดรูปแบบและประเภทของสินค้า รวมถึงเพิ่มความหลากหลายของสินค้า พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยตรงตามความต้องการของตลาด รวมถึงสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ ๆ เช่น การขายในรูปแบบออนไลน์ และสร้างพันธมิตรในการจำหน่ายสินค้าในสนามบิน แหล่งท่องเที่ยว ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าออแกนิค รวมทั้งร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการออกแสดงสินค้าในต่างประเทศให้มากขึ้น

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “แนวทางการยกระดับศักยภาพเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอีรี่ในเชิงอุตสาหกรรม”

หัวหน้าโครงการ : ณัฐพล พจนาประเสริฐ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง นพรดา คำชื่นวงศ์
กราฟิก ชนกนันท์  สราภิรมย์
00:00
00:00
Empty Playlist