COVER_อนาคตยาง-01

อนาคตยางพาราไทย

ยางพารา หนึ่งในทรัพยากรที่มีค่าของประเทศไทยที่มีศักยภาพสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล แม้ว่าการขยายพื้นที่ปลูกยางเพิ่ม แต่ผลผลิตต่อไร่ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นตาม

จากงานวิจัยของ รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ในปี พ.ศ.2559 ผลผลิตยางไทยลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.2 ล้านตัน เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและราคายางที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้เกษตรกรบางส่วนเลิกกรีดยางและเจ้าของสวนยางใหม่ชะลอการเปิดกรีด ปัจจุบันสถานการณ์การผลิตยางพาราไทยกับอาเซียน พบว่าไทยมีพื้นที่ปลูกยางพารา 20.6 ล้านไร่ กรีดยางได้ 19.2 ล้านไร่ ผลผลิต 4.5 ล้านตัน จำนวนเกษตรกรผู้ปลูกยาง 1.4 ล้านครัวเรือน ในการจัดอันดับมูลค่าสินค้าส่งออกที่สำคัญปี 2560 พบว่าผลิตภัณฑ์ยางและยางพาราอยู่ในอันดับ 4 และอันดับ 10 ของประเทศ มีมูลค่าส่งออกสินค้า 346,885 ล้านบาท และ 204,838 ล้านบาทตามลำดับ โดยมีการใช้งานในประเทศเพียงร้อยละ 14 ส่งออกร้อยละ 86

รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช

ทั้งนี้ แหล่งผลิตยางพาราที่สำคัญของโลก คือ ประเทศอินโดนีเซีย ไทย และ มาเลเซีย เมื่อเทียบศักยภาพห่วงโซ่การผลิตยางพาราไทยกับมาเลเซียพบว่า มีความแตกต่างกันทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ระดับต้นน้ำ ไทยขยายพื้นที่เพาะปลูกและมีจำนวนครัวเรือนเกษตรกรไทยมากกว่ามาเลเซีย ผลผลิตต่อไร่ไทยใกล้เคียงกับมาเลเซีย การพัฒนาพันธุ์ยางพาราไทยตามหลังมาเลเซีย และการดูแลเกษตรกรรายย่อยมาเลเซียแตกต่างจากไทย

ระดับกลางน้ำ พบว่าน้ำยางข้นไทยผลิตมากและส่งออกอันดับหนึ่ง ไทยผลิตยางแผ่นรมควันลดลงแต่ยังคงผลิตมากกว่ามาเลเซีย ส่วนยางแท่งไทยนั้นมีมาตรฐานใกล้เคียงมาเลเซีย

ระดับปลายน้ำ พบว่าไทยสามารถเป็นศูนย์กลางผลิตยางรถยนต์อาเซียนได้ และควรผลักดันอุตสาหกรรมถุงมือยางไทยให้เข้มแข็งเหมือนมาเลเซีย ขณะที่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ หมอนยางพารารายย่อยยังไม่ได้มาตรฐาน การทำถนนยางไทยมีองค์ความรู้แต่ไม่คืบหน้า หากเพิ่มความต้องการใช้ยางในการทำถนนลาดยางและถนนลูกรังขึ้นอีก 1.6 แสนตัน เกษตรกรจะมีเงินสะพัดถึง 1.4 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราอื่นๆ เช่น การเป็นศูนย์กลางผลิตล้อเครื่องบิน แผ่นรองรางรถไฟความเร็วสูงและหมอนรางรถไฟ และศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นต้น

สำหรับโอกาสและทางรอดของอุตสาหกรรมยางพาราของไทย ในการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงในอีก 5 ปีข้างหน้า รศ. ดร.อัทธ์ ระบุว่าควรพิจารณาในประเด็นต่างๆ 14 ข้อ ได้แก่

1. ปรับโครงสร้างหน่วยงานยางพาราของประเทศให้ทำงานเป็นเอกภาพ โดยแบ่งบทบาทหน้าที่ในแต่ละด้านชัดดเจน

2. เกษตรกรต้องรวมตัวกันเป็นเอกภาพ ตั้งเป็นกลุ่มตัวแทนของเกษตรกรยางพาราของประเทศ 1 สถาบัน แล้วมีตัวแทนจากกลุ่มเกษตรกรต่างๆ เป็นคณะกรรมการเพื่อเสนอปัญหาของเกษตรกรยางพาราไปในทิศทางเดียวกัน

3. พัฒนา Big Data ยางพารา เพื่อให้มีฐานข้อมูลยางพาราทั้งในประเทศและต่างประเทศทันสมัยที่สุด

4. จัดตั้งศูนย์เตือนภัยยางแห่งชาติ มีแบบจำลองทางด้านเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจและธุรกิจที่สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยในตลาดโลกที่มีผลกระทบต่อยางพาราของไทย

5. การค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยางพารา เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้มีการนำยางและผลิตภัณฑ์ยางไปขายบนเว็บไซต์ออนไลน์ 2 จุด คือ ท่าเรือสงขลาและท่าเรือแหลมฉบัง

6. ตั้งศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางของโลก

7. จัดตั้งศูนย์เรียนรู้และพัฒนามาตรฐานยางพาราในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

8. ตั้งกองทุนสนับสนุนเครดิตแก่กลุ่มสหกรณ์ผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่อตลาดต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

9. ส่งเสริมการผลิตยางแผ่นรมควันคุณภาพสูง

10. จัดตั้งศูนย์กลางการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่

11. ตั้งศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยแต่ละจังหวัด หรือ OROP

12. ตั้งศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ และห้องทดลองในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในแต่ละภูมิภาค

13. ตั้งผู้แทนการค้ายางพาราของไทย เพื่อช่วยเหลือทางด้านการตลาดในกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กลุ่มสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ รวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าเพื่อนำสินค้าของเกษตรกรและสหกรณ์ไปแสดงและจำหน่าย

14. จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อการเพิ่มรายได้เกษตรกรยางพารา ให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับการผสมผสานระหว่างยางพารากับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ในแต่ละท้องถิ่น เช่น ขมิ้นชัน กล้วยหอมทอง ผักเหลียง มังคุดคัด ส้มโอทับทิมสยาม โดยลดพื้นที่ปลูกยางลงร้อยละ 30 รวมถึงปรับแก้กฎหมายเรื่องการซื้อขายไม้ ให้ไทยเป็นศูนย์การในการซื้อขายไม้เศรษฐกิจอย่างเสรี เป็นต้น

ยางพาราไทยยังมีอนาคต แต่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดีและควบคุมได้ ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตัวเกษตรกรเอง รวมถึงเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 40 หรือ 1.2 ล้านตันต่อปี เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้งานในประเทศเพียงร้อยละ 14 แต่ส่งออกถึงร้อยละ 86

 

เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย

“การวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานยางพาราไทยกับมาลเซีย เพื่อแสวงหาแนวทางปฏิบัติที่ดีและสนองต่อความต้องการของตลาดโลก”

หัวหน้าโครงการ

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช

ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

สนับสนุนการวิจัยโดย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 

 

00:00
00:00
Empty Playlist