mar_2020ai_web1

อนาคตทรัพยากรน้ำภาคเกษตรของประเทศไทย

“น้ำคือชีวิต” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้มีพระราชดำรัส ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ตอนหนึ่งว่า “…หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…” จึงเป็นที่น่าสนใจว่าในอนาคตแนวโน้มการใช้น้ำในภาคการเกษตรจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร และภาครัฐควรมีนโยบายรองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างไร

การจัดการข้อมูลและการคาดการอุปสงค์น้ำของประเทศไทยในการศึกษาวิจัยนี้ ได้ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำบาดาลบริษัทอีสวอเตอร์จำกัดมหาชน และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งสามารถสรุปภาพรวมความต้องการน้ำในประเทศไทยได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ภาคอุปโภคบริโภค ภาคธุรกิจและภาคการเกษตร โดยปริมาณความต้องการน้ำจะถูกคำนวณจากสมการดังต่อไปนี้

ปริมาณน้ำอุปโภคบริโภค = การประปานครหลวง:อุปโภคบริโภค + การประปาส่วนภูมิภาค:อุปโภคบริโภค + พื้นที่นอกการประปาจากแหล่งน้ำผิวดิน:อุปโภคบริโภค + น้ำบาดาล: อุปโภคบริโภค

ปริมาณน้ำธุรกิจ = การประปานครหลวง:ธุรกิจ + การประปาส่วนภูมิภาค:ธุรกิจ + พื้นที่นอกการประปาจากแหล่งน้ำผิวดิน:ธุรกิจ + น้ำบาดาล: ธุรกิจ + น้ำบาดาล: ธุรกิจ+ อีสวอเตอร์

ปริมาณน้ำเกษตร = พื้นที่เพาะปลูก ข้อมูลจาก FAO x ปริมาณความต้องการน้ำของพืชแต่ละชนิดต่อไร่

ซึ่งจากการคำนวณความต้องการใช้น้ำในภาคการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 70 ถึง 75 ของความต้องการน้ำทั้งหมด ขณะที่ภาคอุปโภคบริโภคมีปริมาณการใช้น้ำน้อยกว่าร้อยละ 4 ไม่แตกต่างจากภาคธุรกิจ (ปริมาณน้ำที่ใช้ในการรักษาระบบนิเวศน์ร้อยละ 16-20 ไม่ถูกนำมาพิจารณาในกรณีนี้) อย่างไรก็ตามการคำนวณปริมาณน้ำในภาคการเกษตรเป็นการประมาณการจากการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยจำแนกตามชนิดของพืชพรรณเพื่อมาคูณกับค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำ จึงได้ความต้องการน้ำในภาคเกษตรทั้งหมด ซึ่งหลักการคำนวณดังกล่าวมักจะให้ผลลัพท์ที่สูงกว่าความเป็นจริง เนื่องจากตัวเลขพื้นที่เพาะปลูกไม่สะท้อนกิจกรรมการเพาะปลูกที่แท้จริง เนื่องจากบางพื้นที่ไม่มีการใช้น้ำ หรือเจ้าของที่ดินไม่ปล่อยพื้นที่ให้เกษตรกรเช่าเพราะอยากจะรอเก็บไว้ขายเป็นต้น

Foresight อุปทานของน้ำในภาคการเกษตร

แนวโน้มอุปทานของน้ำโดยรวมใน 20 ปีข้างหน้า คาดว่ามีแนวโน้มดังนี้

แนวโน้มคงที่ เนื่องจากอุปทานน้ำของประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากฝนที่ตกในประเทศเป็นหลัก ซึ่งปริมาณฝนเฉลี่ยในประเทศไทย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก ทำให้ปริมาณน้ำท่าที่เก็บกักได้ในแต่ละปีค่อนข้างคงที่ อย่างไรก็ตามความผันแปรอาจเพิ่มสูงขึ้น (MAX-MIN) จากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก

แนวโน้มลดง 2-5% ตามความผันผวนของสภาพอากาศ ทำให้การคาดการณ์และการวางแผนการใช้น้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ ทำได้ยาก จึงทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ ได้อย่างเต็มปริมาณความจุ รวมถึงในอนาคตอาจเกิด Climate Change

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่จะ disrupt อุปทานน้ำของประเทศไทยคือความไม่แน่นอนอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่มีสาเหตุมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า อุปทานน้ำของประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงตามอิทธิพลของฝนที่ตกในประเทศเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มทรงตัว อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปริมาณน้ำผันผวนและผันแปรเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้การคาดการณ์และการวางแผนจัดสรรน้ำในอนาคตเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะการจัดการในสภาวะแล้งและสภาวะน้ำท่วมเพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ ทางเดียวที่จะลดความเสี่ยงคือการปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการน้ำเท่านั้น

Foresight อุปสงค์ของน้ำในภาคการเกษตร

แนวโน้มอุปสงค์ของน้ำโดยรวมใน 20 ปีข้างหน้า คาดว่ามีแนวโน้มงดังนี้

ลดลง 10.0 % จากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคเกษตร มีการปฏิรูปการชลประทานในประเทศไทยทั้งระบบ โดยมีการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น รวมถึงการให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนเป็น smart farmer มีการรวมตัวกันทำเกษตรแปลงใหญ่ ทำให้ลดต้นทุนในการผลิตลง แต่เพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น

ลดลง 3.0-5.0 % เนื่องจากการพัฒนาจากภาคเกษตรไปสู่อุตสาหกรรม รวมถึงในอนาคตการเกษตรในประเทศไทยจะเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน เป็นรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น รวมทั้งมีการใช้การเกษตรทางเลือก เช่น การเกษตรอินทรีย์ การเกษตรชีวภาพมากขึ้น รวมถึงการมุ่งเน้นในการผลิตพืชที่มีการใช้น้ำน้อยแต่ให้ผลตอบแทนสูงทำให้ต้นทุนในการผลิต คือ น้ำมีการใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้น้ำภาคการเกษตรลดลง

ลดลง 1.5 % เนื่องจากแรงงานการเกษตรเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นที่มั่นคงและยั่งยืนกว่า ในขณะที่รายได้จากการเกษตรต่ำและไม่แน่นอน(ตามสภาวะสังคมปัจจุบัน)

ลดลง 1-1.5% และผันแปรไปตามสภาพน้ำต้นทุนที่สามารถเก็บกักได้ในแต่ละปี

ทั้งนี้ปัจจัยที่อาจจะ disrupt รูปแบบการใช้น้ำในภาคเกษตรในปัจจุบัน หลักๆจะมาจากรูปแบบการทำเกษตรที่จะเปลี่ยนไป โดยผู้เชี่ยวชาญยังไม่อาจสรุปรูปแบบการทำเกษตรในอนาคตได้ แต่คาดการณ์ว่าจะมีเกษตรกรจำนวนมากที่เริ่มเกษียณอายุภายใน 10 ปีต่อจากนี้ ซึ่งจะทำให้รูปแบบการทำเกษตรกรรมเปลี่ยนไป และอาจเกิดความไม่แน่นอนเพราะไม่เป็นที่แน่ว่าคนรุ่นใหม่จะหันมาทำการเกษตรหรือไม่ และถ้าทำอาจเป็นการทำการเกษตรในรูปแบบเดิม หรืออาจเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ (smart farmers) ที่พึ่งพาเทคโนโลยี หรืออาจเป็นเกษตรกรออนไลน์ที่อาศัยในเมืองแล้วสั่งการผ่านเทคโนโลยีสื่อสาร หรือการเกษตรอาจมุ่งเข้าสู่รูปแบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ในรูปบริษัทก็เป็นได้

ในส่วนของเทคโนโลยีในภาคการเกษตร ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเชื่อว่าการปรับปรุงของเทคโนโลยีอย่างกว้างขวางจะพัฒนาการเกษตรให้ได้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้น ทำให้เกิด cropping intensification ที่เพิ่มความต้องการน้ำต่อหนึ่งไร่ ขณะที่กลุ่มที่ 2 ให้ความเห็นว่าการทำเกษตรรูปแบบใหม่จะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำได้ด้วยเทคโนโลยีรดน้ำ เช่น drip irrigation ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางการพัฒนาของเทคโนโลยีและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ว่าจะไปในทิศทางไหน ปัญหาหลักก็คือ การนำเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำยังขาดแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการลงทุน เนื่องจากไม่มีการคิดมูลค่าของน้ำ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการพัฒนาและการนำมาใช้ของเทคโนโลยีจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าราคาน้ำยังคงเป็นในแบบปัจจุบัน (คือไม่มีราคา)

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความต้องการใช้น้ำโดยรวมทั้งประเทศในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในกรณีที่ไม่อะไรเปลี่ยนแปลง (BAU) ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นตรงกันว่า ปัญหาสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นเรื่องของการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างภาคเศรษฐกิจต่างๆ คือ ภาคการบริโภคอุปโภคในครัวเรือน ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร เนื่องจากปริมาณน้ำมีจำกัดในขณะที่ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าในกรณีที่มีสภาวะขาดแคลนที่นำมาซึ่งการแย่งชิงน้ำ ภาคการเมืองจะให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคก่อน ขณะที่ภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดเพราะเป็นผู้ใช้น้ำรายใหญ่ การแก้ไขจึงต้องมองภาพรวมความสมดุลระหว่างความต้องการในภาคการเกษตรเทียบกับภาคอื่นๆ เพราะการลดน้ำในภาคการเกษตรเพียงเล็กน้อย เพียงพอที่จะครอบคลุมส่วนขยายของความต้องการในภาคอื่นๆ

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “ภาพอนาคตในปี 2035 : ที่ดิน พลังงาน และน้ำในประเทศไทย”

หัวหน้าโครงการ : นิพนธ์ พัวพงศกร
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง บุษบา เกรย์
กราฟิก พิชญาภา นาคทับที​
00:00
00:00
Empty Playlist