web_01

ประเทศไทยกับยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

หากเราลองมองดูประเภทรถยนต์ในปัจจุบัน เราเริ่มมองเห็นมีการนำรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles : EVs) มาวิ่งบนท้องถนนมากขึ้นและในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจเห็นจำนวนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะประเทศไทยมีเป้าหมายส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 1.2 ล้านคัน ภายใน พ.ศ. 2579 และภายในปี 2583 รถยนต์ไฟฟ้าจะคิดเป็น 35% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดเลยทีเดียว แต่เรามีมาตรการส่งเสริมให้เกิดการใช้รถไฟฟ้าอย่างไร และเรามีความพร้อมมากแค่ไหนกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้านี้?

ประเทศไทยได้มีการส่งเสริมงานวิจัยและงานด้านการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 โดยได้รับการสนับสนุนจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมถึงสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งการวิจัยและพัฒนาด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยที่ผ่านมาสามารถแบ่งโครงการออกเป็น 4 ประเภทหลักดังต่อไปนี้


(1) โครงการเกี่ยวกับงานต้นแบบ และดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้าจากรถยนต์ใช้แล้ว
(2) โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งาน และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
(3) โครงการสาธิตการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า
(4) โครงการพัฒนาสถานีประจุไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง

มาตรการในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

ในปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยมีเป้าหมายในการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ให้เกิดการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งประเภทไฮบริดปลั๊กอินและยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ รวมทั้งสิ้น 1.2 ล้านคัน ภายในปี พ.ศ. 2579 โดยมีแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ต่อไปนี้

ระยะที่ 1 การเตรียมความพร้อมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (พ.ศ. 2559- พ.ศ. 2560) โดยเน้นการนำร่องการใช้งานกลุ่มรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า เนื่องจากจะเกิดประโยชน์กับประชาชนในวงกว้างและสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้งานได้ง่าย รวมถึงดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต โดยแบ่งการดำเนินการ 4 ส่วนย่อย ดังนี้
(1) การจัดทำโครงการนำร่องใช้งานยานยนต์ไฟฟ้ากลุ่มรถโดยสารสาธารณะ เพื่อให้การส่งเสริมเกิดประโยชน์กับสาธารณชนในวงกว้าง และสามารถจำกัดงบประมาณในการส่งเสริมได้
(2) การศึกษาการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้งาน เช่น ศึกษาสมรรถนะของยานยนต์ไฟฟ้าเมื่อมีการนำมาใช้งานจริง รวมถึงการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีการอัดประจุไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก เป็นต้น
(3) การเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า เช่น เตรียมความพร้อมระบบไฟฟ้า เตรียมความพร้อมด้านสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น
(4) การเตรียมความพร้อมรองรับด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการให้การสนับสนุนด้านภาษี เตรียมความพร้อมในการปรับปรุงกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรวมถึงอัตราค่าบริการสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และการสนับสนุนงานวิจัยพัฒนาด้านการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า

ระยะที่ 2 การขยายผลการดำเนินงานกลุ่มรถโดยสารสาธารณะและเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล (พ.ศ. 2561 – 2563) โดย
(1) สนับสนุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามจำนวนรถโดยสารสาธารณะที่จะเพิ่มในช่วงเวลาพ.ศ. 2561 – 2563
(2) กำหนดรูปแบบและมาตรฐานสถานีประจุไฟฟ้าและการขออนุญาตในการให้บริการประจุไฟฟ้า
(3) ศึกษาและกำหนดมาตรการเพื่อจูงใจให้เอกชนลงทุนพัฒนาสถานีประจุไฟฟ้า
(4) ศึกษาทบทวนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และอัตราสำหรับสถานีประจุไฟฟ้า

ระยะที่ 3 การขยายผลไปสู่การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล (พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป) โดย
(1) สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟฟ้าให้สอดคล้องกับปริมาณยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลที่จะเพิ่มขึ้น
(2) พัฒนาระบบบริหารจัดการ การประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ (EV Smart Charging) ลดการลงทุนในการปรับปรุงระบบไฟฟ้า
(3) พัฒนาระบบบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศร่วมกับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (Vehicle to Grid: V2G)

ทั้งนี้จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในเขตมหานครและในประเทศทำให้ทราบถึงพฤติกรรมการประจุไฟฟ้าของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ซึ่งพบว่าผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลมักจะประจุไฟฟ้าที่บ้าน รองลงมาคือการประจุไฟฟ้าในที่ทำงานและในที่สาธารณะ ดังนั้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานจะต้องให้ความสำคัญกับการประจุไฟฟ้าที่บ้านเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งทางตรงและทางอ้อม มาตรการส่งเสริมทางตรงคือมีการลดทุนรวมในความเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้า ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ได้กำหนดให้มีอัตราการจัดเก็บภาษีของยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ไว้ในอัตราที่ต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยยานยนต์ที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิสขนาดไม่เกิน 7 ที่นั่งจะถูกเก็บภาษีประจำปีตามความจุกระบอกสูบ ในขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่จะถูกเก็บภาษีประจำปีตามน้ำหนักซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ในส่วนของมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทางอ้อมประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ รวมถึงมาตรการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งทั้งสองมาตรการนี้จะช่วยส่งเสริมให้มีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ และจะส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถซื้อยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง เนื่องจากยานยนต์ไฟฟ้าที่ประกอบภายในประเทศจะมีอัตราภาษีที่ต่ำกว่ายานยนต์ไฟฟ้านำเข้า

ทั้งนี้มาตรการที่ส่งผลต่อ “ราคาซื้อยานยนต์ไฟฟ้า” โดยตรงคือมาตรการลดภาษีสรรพสามิตเป็นมาตรการระยะสั้นที่มีผลถึงสิ้นปี พ.ศ. 2568 โดยลดภาษีสรรพสามิตให้รถยนต์นั่งแบบพลังงานไฟฟ้าเหลือร้อยละ 2 ซึ่งยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle : BEV) และ รถยนต์ไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle : PHEV) ก็จัดว่าอยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลจากมาตรการนี้ อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าตามแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานระหว่างปี พ.ศ. 2559 – 2579 นั้น มาตรการทั้งสามระยะที่กล่าวมาเป็นการให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าโดยทั่วไป มีการสนับสนุนการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ และการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะสถานีประจุไฟฟ้า แต่แผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานนี้ไม่ได้กำหนดมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลไว้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ขับขี่หันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการจูงใจทางการเงินและมิใช่ทางการเงิน ซึ่งแตกต่างจากประเทศที่ใช้ประสบความสาเร็จในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (เช่น นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และ จีน เป็นต้น) โดยประเทศเหล่านี้มีเป้าหมายที่จะสร้างตลาดยานยนต์ไฟฟ้าและลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงเพื่อการขนส่งอย่างจริงจัง

ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยโดยเฉพาะ “มาตรการด้านอุปสงค์” ภาครัฐควรมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้า (Total cost of ownership) ให้มีต้นทุนที่ใกล้เคียงกับต้นทุนในการเป็นเจ้าของยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจในการซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (Purchasing incentives) มีมาตรการเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน และสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์ เพื่อให้ผู้ใช้ยานยนต์มีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า ข้อดี และประโยชน์จากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และมีข้อมูลในการเปรียบเทียบการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากับยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล รวมไปถึงมาตรการที่ภาครัฐมีให้ เพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ทางเลือกในการประจุไฟฟ้า และประโยชน์อื่นๆ ที่ผู้ใช้ยานยนต์จะได้รับจากการเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว เป็นต้น

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “โครงการประเมินมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่อการยอมรับของผู้บริโภคและประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคขนส่ง”

หัวหน้าโครงการ : ภูรี สิรสุนทร
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง บุษยา เกรย์
กราฟิก ณปภัช เสโนฤทธิ์
00:00
00:00
Empty Playlist