001

ครอบครัวไทยยุคเกิดน้อยอายุยืน

“จะมีลูกไหม” คงเป็นคำถามที่อาจจะทำให้บางคนถึงกับต้องนิ่งคิดพร้อมคิ้วขมวดหาคำตอบ หรือบางคนส่ายหน้าและบอกว่าตอนนี้ยังไม่พร้อม ทำไมเราถึงได้คิดมากกันนักนะหากจะมีลูกสักคน เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว สมัยที่ครอบครัวหนึ่งมีลูกเฉลี่ย 6-8 คน คงจะไม่มีใครมานั่งถามว่าจะมีลูกไหม แต่คงถามว่า “จะมีลูกกี่คน หรือกี่คนถึงจะพอนะ”

ใครว่ามีลูกมากยากจน

ในอดีตหากใครยังทันน่าจะได้ยินวาทกรรมที่ว่า “มีลูกมากยากจน” ซึ่งภาครัฐประชาสัมพันธ์ให้แต่ละครอบครัวตระหนักว่าการมีลูกส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในครอบครัว ยิ่งมีลูกจำนวนมากค่าใช้จ่ายก็มากเท่าตัว มาถึงวันนี้เห็นทีว่านโยบายของภาครัฐจะประสบความสำเร็จอย่างมาก อัตราการเกิดลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว หนึ่งครัวเรือนมีลูกเฉลี่ยเพียง 1.3 คนเท่านั้น และยังมีแนวโน้มลดลงอีก

จากการสัมมนาในงาน “ครอบครัวไทยยุคเกิดน้อยอายุยืน: ทางเลือกและข้อท้าทาย” เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ที่มุ่งเน้นหาแนวทางผลักดันให้ครอบครัวไทยมีลูกกันมากขึ้นเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรเด็กและวัยแรงงานในอนาคต และส่งเสริมคุณภาพการเลี้ยงดูเพื่อให้เด็กเติบโตเป็นประชากรที่มีศักยภาพต่อไป

การมีลูกมากรากฐานมั่นคง

“วันนี้ถือว่าการไม่มีลูกกลายเป็นว่าเราจะมีปัญหา ผมจึงอยากจะเสนอว่าแทนที่เราจะใช้มาตรการแบบเดิม วันนี้ถ้าเราอยากจะส่งเสริมการมีลูกอาจจะต้องพูดใหม่ว่า การมีลูกมากรากฐานมั่นคง ในความหมายของรากฐานในที่นี่คือเริ่มตั้งแต่ครอบครัว ไปจนถึงชุมชน สังคม ประเทศชาติ จะมีความมั่นคงได้ ถ้าเราให้ความสำคัญกับเรื่องครอบครัว” รศ.ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว

ครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ตลอดช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ คนไทยมีการแต่งงานหรือสร้างครอบครัวเมื่ออายุสูงขึ้น จำนวนคนโสดมีมากขึ้น คนรุ่นใหม่อยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผยแต่ยังไม่ได้แต่งงาน รวมถึงการหย่าร้างมีเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ เช่น สมาชิกในครอบครัวมีความใกล้ชิดหรือความสัมพันธ์กันลดลง ครอบครัวไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์

ด้วยเหตุนี้ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก พวกเขามองถึงอนาคตว่ามีลูกแล้วต้องมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูอะไรบ้าง และกลัวว่าการมีลูกจะเป็นภาระทำให้พวกเขาขาดอิสระที่จะทำตามต้องการ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่อาจต้องเลือกระหว่างงานกับลูก เมื่อเลือกลูกแล้วต้องออกจากงาน อีกทั้งผู้หญิงต้องรับบทบาทในการทำงานบ้านและเลี้ยงดูลูกมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า

คนมีลูกต้องคิดทั้งหน้า คิดทั้งหลัง

“เราฟังเสียงสะท้อนจากงานวิจัยหลายๆ ชิ้น พูดว่า คนมีลูกต้องคิดทั้งหน้า คิดทั้งหลัง หน้าคือคิดว่าเมื่อมีลูกแล้วจะเลี้ยงดูยังไง จะเลี้ยงดูไหวไหม เลี้ยงแล้วจะได้ดูลูกอย่างใจที่ดีหรือเปล่า จะโตมาในสภาพสังคมที่เราเห็นอย่างไร เหลียวไปข้างหลังคือต้องมองดูว่าเขายังมีพ่อแม่ของเขาเอง ยังมีพ่อแม่ของสามี ภรรยาที่ยังจะต้องดูแล เราอาจจะไม่ได้บอกว่าเป็นภาระ แต่ในวันนึงข้างหน้าท่านก็ต้องแก่ตัวไป มีปัญหาเรื่องสุขภาพ มีปัญหาเรื่องภาระที่จะต้องดูแลท่าน ปัญหาอย่างนี้ทำให้คนมีลูกต้องคิดมาก” รศ.ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ กล่าว

ครอบครัวฟังก์ชั่น

ไม่ได้มีเฉพาะผู้ชายที่อยู่ในฐานะหัวหน้าครอบครัวแล้วออกไปทำงานเพื่อหารายได้ ผู้หญิงก็ทำงานเช่นกันเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว บทบาทของคนที่จะเลี้ยงดูลูกจึงต้องปรับตามสถานการณ์ กลายเป็นครอบครัวฟังก์ชัน ที่แม่ดูแลลูก พ่อสลับมาเลี้ยง หรือบางทีส่งต่อไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงดูลูก เหมือนการเล่นฟุตบอล ลูกคือลูกบอลที่เหล่านักเตะต้องสลับบทบาทการเลี้ยงลูกให้ไปถึงประตูให้ได้ คนในครอบครัวต้องช่วยกันจัดวางบทบาทของตนเอง ไม่มีใครทำหน้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

แนวโน้มของครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง อยู่กันอย่างอิสระมากขึ้น แต่ยังคงมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติที่พึ่งพากันตามแบบอย่างวัฒนธรรมไทย เมื่อพ่อแม่ไม่สามารถดูแลลูกได้ช่วงเวลาหนึ่ง ปู่ย่าตายายสามารถเข้ามาช่วยเหลือ ดูแลได้ โดยให้ความสำคัญในการดูแลเด็กเป็นหลัก

ข้อท้าทายครอบครัวยุคเกิดน้อยอายุยืน

ทุกวันนี้ไปประเทศไทยเผชิญโจทย์ท้าทาย คือ จำนวนประชากรเด็ก และวัยแรงงานลดลงส่งผลให้กำลังแรงงานที่จะเป็นคนขับเคลื่อนประเทศในอนาคตหายไป ภาครัฐจะต้องสนับสนุนให้แต่ละครัวเรือนมีลูก (อาจจะมากกว่า 1คน) มาตการส่งเสริมของรัฐ เช่น การลดหย่อนภาษี การมีสถานรับเลี้ยงดูเด็ก อาจจะไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ให้คนรุ่นใหม่มีลูก

ความท้าทายอีกข้อหนึ่งคือ คุณภาพการเลี้ยงดูเด็ก เมื่อ “เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” ในช่วง 5 ปีแรกของชีวิต สมองของเด็กควรได้รับการพัฒนาสูงสุด เพราะส่งผลต่อสติปัญญา บุคลิกภาพ และความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กเมื่อเติบโตขึ้น ซึ่งการเลี้ยงดูควรเริ่มต้นจากครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พ่อแม่ก่อนจะมีลูกมักวางแผนก่อนว่าถ้ามีลูกแล้วจะดูแล เลี้ยงดูเขาอย่างไร พ่อแม่บางส่วนที่คิดว่าพวกเขาไม่พร้อมจะเลี้ยงดูเด็กให้มีคุณภาพได้ มักตัดสินใจไม่มีลูกเลย

ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น การมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มต้นสร้างครอบครัว เพราะรายจ่ายไม่ได้มีแค่ในครอบครัวของพวกเขาท่านั้น แต่พวกเขายังต้องดูแลผู้สูงอายุด้วย หากมีอีก generation เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายอาจจะไม่เพียงพอได้ พวกเขาจึงเลือกที่จะวางแผนเก็บออม และรอเวลา

ข้อเสนอแนะจากการสัมมนา

เมื่อเด็กเกิดน้อย และผู้สูงอายุมีอายุยืนขึ้น การสัมมนาเสนอแนะให้เกิดการเกื้อกูลของคนทุกวัยในครอบครัว ผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วม ใช้ศักยภาพดูแลตนเองและคนในครอบครัว พวกเขาสามารถช่วยพ่อแม่ดูแลเด็กในขณะที่ต้องออกไปทำงานกันได้ เป็นการสลับบทบาทกัน ทั้งยังทำให้ผู้สูงอายุมีบทบาทหน้าที่ในครอบครัว เห็นคุณค่าและศักยภาพในตนเอง ส่วนเด็กได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนในครอบครัว ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อจ้างคนเลี้ยงดู หรือเข้าสถานรับเลี้ยงเด็ก

ภาครัฐควรสนับสนุนให้มีนโยบายสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนมีลูกโดยสมัครใจ เช่น ในที่ทำงานควรมีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น เพิ่มจำนวนวัดลาคลอด (Maternity leave) การส่งเสริมให้ผู้ชายเข้ามามีบทบาทดูแลลูกและงานบ้านมากขึ้น ทำให้บทบาทหน้าที่ความเป็นแม่ไม่หนักจนเกินไป มีพื้นที่สำหรับลูกคนที่ 1 2 และ 3

และการลงทุนกับเด็กและเยาวชน โดยส่งเสริมให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาภาคบังคับ และส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวมีทักษะ ความสามารถที่จำเป็น เมื่อพวกเขาเข้าสู่ตลาดแรงงานย่อมเป็นคนที่มีคุณภาพ เด็กและเยาวชนจะเติบโตและเป็นผู้พัฒนาและขับเคลื่อนอนาคต

นี่คือความหวังที่เหลือของเราทั้งชีวิต เราน่าจะฝากไว้กับคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะเติบโต และถ้าเรามองขยายออกไปอีก คือการมีลูกของเขาไม่เฉพาะแต่ตัวครอบครัวเขา บ้านของเขา แต่ว่าทำให้สังคมมีคนที่จะมาทดแทน สืบทอดสิ่งต่างๆ ที่เราพัฒนากันไว้

มาถึงตรงนี้แล้ว การจะมีลูก หรือไม่มีลูกไม่ได้เป็นเรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งแล้ว แต่เป็นปัญหาระดับชาติที่ภาครัฐพยายามส่งเสริมให้แต่ละครัวเรือนมีลูกมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ 1 คน แต่หวังให้มีคนที่ 2 3 ตามมา เพราะการมีลูกคือความหวัง หากเลี้ยงดูเขาให้เติบโตเป็นคนมีคุณภาพ เมื่อเติบโตไปลูกจะเป็นคนที่มาทดแทนตัวของเราในอนาคต เราอยากให้สังคมเป็นแบบไหนในอนาคตวันนี้เราอาจจะขับเคลื่อนให้เป็นไปในทันทีไม่ได้ แต่ลูกคือความหวังในวันข้างหน้าของเราได้

ขอขอบคุณ

การสัมมนา “ครอบครัวไทยยุคเกิดน้อยอายุยืน: ทางเลือกและข้อท้าทาย”
รศ.ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สนับสนุนการวิจัยโดย สกสว.

00:00
00:00
Empty Playlist