Untitled-1-01

Frontier Research โจทย์ท้าทาย “สร้างคนไทยขั้นแนวหน้าระดับโลก”

“การจะทำให้ประเทศไทยพัฒนาและสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน เราต้องขยับความสามารถของประเทศจากผู้ใช้เทคโนโลยี เป็นผู้สร้างเทคโนโลยี”

 

 

รองศาสตราจารย์ ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เริ่มอธิบายถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยเปรียบเสมือนการพาประเทศไทยก้าวผ่านบันได 4 ขั้น จากการเป็นประเทศผู้ใช้เทคโนโลยี (User) พัฒนาความสามารถขึ้นไปสู่การเป็นผู้ดำเนินการ หรือ Operator จากนั้นเข้าสู่การเป็นผู้พัฒนา หรือ Developer จนกระทั่งก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี หรือ Maker โดยทุกภาคส่วนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน ในส่วน สซ. ได้ริเริ่มดำเนินการในแนวทางนี้ โดยให้ความสำคัญกับกำลังคนของสถาบันที่สามารถสร้างและออกแบบเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแสงซินโครตรอน นอกจากนี้ยังสามารถนำเอาองค์ความรู้ไปช่วยเหลืองานอื่น ๆ อย่างเช่นการใช้หุ่นยนต์เชื่อมอัตโนมัติ หรือการประสานโลหะต่างชนิดกันในระบบสุญญากาศ รวมถึงบุคลากรยังสามารถสร้างระบบจำลองสภาพแวดล้อมแบบสุญญากาศซึ่งปัจจุบันสามารถนำมาใช้ในการทดลองดาวเทียมขนาดเล็กของประเทศไทยที่เตรียมส่งออกไปยังห้วงอวกาศได้ หรือโครงการพัฒนาเครื่องเคลือบกระจกขนาดใหญ่ร่วมกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นต้น

ผลงานด้านเทคนิควิศวกรรมของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน

ห้องปฏิบัติการแสงสยาม

แสงซินโครตรอนคืออะไร ?

          แสงซินโครตรอน คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยจากอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า เช่น อิเล็กตรอน ขณะที่เคลื่อนตัดผ่านสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มข้นสูงด้วยอัตราความเร็วใกล้เคียงกับอัตราความเร็วแสง แสงซินโครตรอนสามารถนำไปใช้พิสูจน์ทราบโครงสร้างต่าง ๆ ที่เล็กในระดับโมเลกุล จึงเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่นำมาใช้ในงานวิจัย การปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ภาคอุตสาหกรรม โดยประเทศไทยมีเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งเดียว และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน นับเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีวิศวกรรม  นับเป็นโครงสร้างพื้นฐานอันสำคัญต่อการพัฒนาประเทศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยจะเห็นได้ว่าทั่วโลกจะมีประเทศที่มีเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและจำเป็นต้องใช้ในการวิจัยและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมหลายด้าน

เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนที่มีอยู่ทั่วโลก

เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน

เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนของไทย ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

          ประเทศไทยเรามีเครื่องผลิตแสงซินโครตรอนอยู่ภายในสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มีสถานะเป็นองค์การมหาชน ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่นอกกรุงเทพมหานคร เป็นการกระจายโอกาสไปสู่ต่างจังหวัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง และยังเป็นการกระจายงานให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถสูงสามารถใช้ชีวิต ทำงานวิจัยและพัฒนาอยู่ในต่างจังหวัดนอกกรุงเทพได้

ย้อนกลับไปเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2541 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งมอบอุปกรณ์ชิ้นส่วนเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนให้กับประเทศไทย โดยประเทศไทยได้นำมาติดตั้งแล้วเสร็จในช่วงปี พ.ศ.2544 ใช้เวลาประมาณ 3 ปีในการก่อสร้างและติดตั้ง และสามารถเดินเครื่องครั้งแรกในวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2544 ในปีต่อมาก็สามารถเดินเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนได้อย่างเต็มกำลัง จากนั้นมีการจัดตั้งสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน หรือ สซ. ซึ่งมีภารกิจหลัก 3 ประการคือ 1) วิจัยเกี่ยวกับแสงซินโครตรอน และการใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอน ​2) ให้บริการแสงซินโครตรอน และเทคโนโลยีด้านแสงซินโครตรอน​ และ 3) ส่งเสริมการถ่ายทอดและการเรียนรู้เทคโนโลยีด้านแสงซินโครตรอน​ ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการแสงซินโครตรอนทั้งจากภาครัฐและเอกชนใช้แสงซินโครตรอนในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเครื่องที่มีสามารถเดินเครื่องตลอด 7 วัน 24 ชั่วโมง

การใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอน

          ปัจจุบันในประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอนที่ได้หลากหลาย เช่น 1) วัสดุชนิดใหม่ เช่น เซรามิก แบตเตอรี่ 2) ระบุตำแหน่งของอะตอม เช่น สารพิษในสิ่งแวดล้อม 3) ถ่ายภาพรังสีเอกซ์ 3 มิติ สำหรับงานวิทยาศาสตร์ชีวภาพและโบราณคดี 4) โครงสร้างโปรตีน เช่น การใช้แสงซินโครตรอนในการดูโครงสร้างโปรตีน 5) โครงสร้างของวัสดุนาโน และ 6) โครงสร้างอิเล็กตรอนในวัสดุชนิดใหม่ เช่น กราฟีน สารกึ่งตัวนำ โดยปัจจุบันมีการนำแสงซินโครตอนไปใช้ในทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อไขคดีสำคัญอีกด้วย

 

 

ภาพถ่ายโครงสร้างสามมิติที่ซ่อนอยู่ภายในของฟอสซิลผลของต้นตะครองพรรณใหม่ คือ Ziziphus Khoksungensis  ซึ่งมีอายุประมาณ 200,000 ปี ค้นพบเป็นครั้งแรกที่ จ.นครราชสีมา (Grote, 2007)

 

โครงสร้างสามมิติของโปรตีนโอโวทรานเฟอร์รินจากจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทย N-lobe (สีเขียว)และ C-lobe (สีชมพูส้ม) เปรียบเทียบกับโครงสร้างจากไก่ (สีเหลือง) B)

Frontier Research งานวิจัยขั้นแนวหน้าขับเคลื่อนประเทศ

          งานวิจัยขั้นแนวหน้า หรือ Frontier Research เป็นการตั้งโจทย์ที่ท้าทายระดับแนวหน้าของโลก ไม่ใช่หวังเพียงว่าจะได้เทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาขยายขีดความสามรถของกำลังคน ทำให้ระดับความรู้ของประเทศเกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น Frontier Research ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายและนำไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาก็ย่อมจะทำให้เกิดการค้นพบใหม่ ๆ ด้วยการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่เพียงแต่ระดับบุคคลเท่านั้นแต่ก็จะเกิดการสร้างการทำงานร่วมกันเป็นทีมซึ่งจะเป็นการเตรียมคนเพื่อให้สามารถเข้ามาแก้ปัญหาในสิ่งที่ประเทศยังไม่สามารถทำได้  เพราะฉะนั้น Frontier Research กับการพัฒนาของประเทศจะไปด้วยกัน อย่างเช่น แสงซินโครตรอนก็เป็นโจทย์หนึ่งที่ท้าทายเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทำอย่างไรคนของเราจึงจะสามารถซ่อม สร้าง และออกแบบเครื่องเองได้ วันนี้สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว และโจทย์ใหม่คือทำอย่างไรที่อุตสาหกรรมในประเทศไทยจึงจะผลิตชิ้นส่วนเครื่องผลิตแสงซินโครตรอนได้ จะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่พิสูจน์ว่า “คนไทยทำได้”

 

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คน คนคือผู้สร้างเทคโนโลยี ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือเราจะสร้างคนเก่งได้อย่างไร? ต้องมีโจทย์ที่ท้าทายที่เป็น Frontier Research”

 

บทสัมภาษณ์ รองศาสตราจารย์ ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.)

โดย ธนภัทร ศรีกระจ่าง เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม สกสว.

 

 

00:00
00:00
Empty Playlist