RC20376_00

ทำความรู้จักกลุ่มทราย์ (TRY): กลุ่มสตรีผู้เลี้ยงหอยนางรมในแกมเบีย กับการบริหารจัดการทรัพยากรประมงและชายฝั่งของตัวเองตามแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

จากชุมชนเล็กๆ ในเมืองแทนไบ ประเทศแกมเบีย ที่ประสบปัญหาความยากจนและปัญหาทรัพยากรป่าชายเลนเสื่อมโทรม สู่การรวมกลุ่มของผู้เลี้ยงหอยนางรมกว่า 500 คน ใน 15 ชุมชน เพื่อร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรทางประมงและชายฝั่งตามแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงิน โดยมีกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและการศึกษาบนฐานของวิทยาศาสตร์เป็นหัวใจหลักในการดำเนินงาน จนทำให้ชุมชนสามารถที่จะฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลกลับมาได้อีกครั้ง ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ ชาวบ้านในชุมชนสามารถประกอบอาชีพจากทรัพยากรประมงและชายฝั่งได้อย่างยั่งยืน

 

ประเทศแกมเบีย ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกาทางด้านตะวันตก เป็นประเทศที่เล็กที่สุดในทวีป มีเขตแดนสามด้านติดกับประเทศเซเนกัลและมีด้านตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก นอกจากนี้ประเทศแกมเบียยังมีพื้นที่อุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแทนไบ (Tanbi Wetlands National Park) มีขนาดใหญ่ประมาณ 6,304 เอเคอร์ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่แรมซาร์หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับโลก อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาก่อนปี พ.ศ. 2550 นั้น ชุมชน 9 ชุมชนในพื้นที่อุทยานต้องประสบกับปัญหาการว่างงาน ปัญหาความยากจนและปัญหาความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าชายเลน อันมีสาเหตุมาจากการจับหอยนางรมเกินขนาด

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เอง ทางรัฐบาลแกมเบียจึงได้ริเริ่มนำแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินเข้ามาดำเนินการแก้ปัญหา ซึ่งแนวคิดดังกล่าว เป็นแนวคิดหนึ่งในการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งและทะเลให้เกิดสมดุลระหว่างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่และความยั่งยืนของทรัพยากร โดยมีผู้ดำเนินการหลักเป็นกลุ่มสมาคมสตรีผู้เลี้ยงหอยนางรมหรือกลุ่มทราย์ (TRY) ดำเนินการภายใต้แผนการจัดการแบบมีส่วนร่วมสำหรับผู้เลี้ยงหอยนางรมและหอยแครง (the Cockle and Oyster Fishery Co-Management Plan) ที่มีแนวทางการทำงานบนฐานของการมีส่วนร่วม และการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เป็นสำคัญ

 


 

การก่อตั้งกลุ่มทราย์ จุดเริ่มต้นของการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนในระบบนิเวศน์ป่าชายเลน

กลุ่มทราย์ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลแกมเบียกำลังมีแนวทางและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ทำให้พันธกิจของกลุ่มทราย์และรัฐบาลแกมเบียมีความสอดคล้องกันในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเป้าหมายหลักของกลุ่มทราย์นั้นมีอยู่ 6 ประการด้วยกัน ประกอบด้วย

  • การปกป้องและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่
  • การปรับปรุงผลิตภัณฑ์หอยนางรม
  • การขยายตลาดผลิตภัณฑ์หอยนางรมในประเทศและต่างประเทศ
  • การให้ความรู้แก่สมาชิกกลุ่มทราย์ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดเล็ก ในเรื่องของการจัดการด้านการเงิน การดูแลจัดการด้านความสะอาดและสุขอนามัย
  • การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงสถาบันการเงินชุมชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์หรือธนาคารชุมชน
  • การฝึกอบรมสมาชิกเกี่ยวกับทักษะในการดำรงชีวิตและการหาเลี้ยงชีพ

 

การก่อตั้งกลุ่มทราย์ในช่วงเริ่มต้นนั้น เป็นการรวมกลุ่มกันของกลุ่มสตรีผู้เลี้ยงหอยนนางรม จำนวนประมาณ 40 คนในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองแทนไบ (Tanbi) เท่านั้น กิจกรรมในช่วงเริ่มต้นของกลุ่มนี้คือ การรณรงค์ให้ความรู้ในการเลี้ยงหอยนางรมอย่างยั่งยืนในพื้นที่ระบบนิเวศน์ป่าชายเลน จนต่อมาการรวมกลุ่มได้มีขนาดใหญ่ขึ้นจนมีสมาชิกประมาณกว่า 500 คน จาก 15 ชุมชนที่เป็นหมู่บ้านตั้งอยู่เรียงต่อกันไป ตั้งแต่หมู่บ้านในเมืองแทนไบไปจนถึงหมู่บ้านในเมืองคาร์ทองค์ (Kartong) ทำให้การดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งและทะเลของกลุ่มทราย์มีศักยภาพมากขึ้น

 

การดำเนินงานของกลุ่มทราย์ ตั้งแต่การฝึกอบรมการดำรงชีพอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าการผลิตในพื้นที่ สู่ความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับระดับโลก

การดำเนินงานของกลุ่มทราย์ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ คือกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ทำให้ทั้งผู้นำ สมาชิกกลุ่มทราย์ รัฐบาลส่วนกลาง และตัวแทนอุตสาหกรรมในพื้นที่ สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนทั้งในระดับชุมชน ระดับชาติ และระดับนานาชาติ โดยกลุ่มทราย์นั้นมีรูปแบบการบริหารจัดการที่หลากหลายเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของเศรษฐกิจสีน้ำเงิน โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญประกอบด้วย

  • การจัดทำแผนการจัดการที่ได้รับการนำมาใช้อย่างเป็นทางการและมีการเผยแพร่สู่สาธารณะ
  • การจัดตั้งกลุ่มหรือสมาคมระดับประเทศ และมีสมาชิกของกลุ่มเพื่อดำเนินกิจกรรมในพื้นที่และขยายเครือข่ายการดำเนินการ
  • การปิดพื้นที่เพื่อหยุดการเก็บหอยนางรมเป็นระยะเวลา 8 เดือน (Timing)
  • การกำหนดโซนการทำประมงสำหรับสมาชิกในชุมชน (Zoning)
  • การกำหนดตาข่ายให้กว้างเพียง 25 มิลลิเมตร สำหรับการจับหอยแครง และขนาดตาข่ายกว้าง 6 เซนติเมตร สำหรับการจับหอยนางรม
  • การกำหนดให้ใช้ขวานเท่านั้นในการเก็บหอยนางรมบริเวณรากต้นไม้ในป่าชายเลน เพื่อป้องกันการเก็บหอยนางรมขนาดเล็ก และลดความเสียหายที่เกิดต่อป่าชายเลน
  • การจัดเก็บข้อมูลสถิติรายปีเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ
  • การให้ความรู้ในการเพาะเลี้ยงหอยนางรมอย่างยั่งยืนโดยการฝึกอบรมกลุ่มผู้หญิงและการให้เงินกู้เพื่อเป็นเงินทุนในการเพาะเลี้ยงหอยนางรม ซึ่งให้เงินกู้ยืมตั้งแต่ 30 – 180 เหรียญสหรัฐต่อราย
  • การปลูกป่าชายเลน เป็นพื้นที่ประมาณกว่า 33 เฮกตาร์ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดสองปี

 

การดำเนินงานของกลุ่มทราย์ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุล จากเดิมที่ชุมชนผู้เลี้ยงหอยนางรมมีความเปราะบางในการประกอบอาชีพและไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐ อุตสาหกรรมการประมงหอยแครงและหอยนางรมได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำและได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้เกิดปัญหาการว่างงานและปัญหาความยากจนในพื้นที่ ต่อมาหลังจากมีการดำเนินงานของกลุ่มทราย์ ทำให้วิถีชีวิตของชุมชนเกิดความยั่งยืนมากขึ้น มีการเพาะเลี้ยงหอยนางรม และสัตว์น้ำอีกหลายชนิด เช่น หอย ปู และกุ้ง

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของกลุ่มทราย์ยังส่งผลให้ทรัพยากรชีวภาพและระบบนิเวศมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากการที่ในช่วงแรกของการดำเนินการมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำบริเวณพื้นที่เพาะเลี้ยงหอยนางรม ทำให้ไม่มีแนวโน้มว่าขนาดและปริมาณของหอยนางรมในพื้นที่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มว่าแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคมีคุณภาพดีขึ้น ความสำเร็จเหล่านี้ของกลุ่มทราย์ทำให้ชุมชนอื่นมีความต้องการศึกษาดูงานพื้นที่เหล่านี้ เกิดการนำต้นแบบการดำเนินงานของกลุ่มทราย์ไปปรับใช้ในชุมชนต่างๆ ในประเทศแกมเบียอย่างกว้างขวาง จนในปี พ.ศ. 2555 กลุ่มทราย์ได้รับการยอมรับความสำเร็จในระดับโลกจากการคว้ารางวัลชนะเลิศการพัฒนา จากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP)

 

กระบวนการมีส่วนร่วม การศึกษาวิจัยบนฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง: 3 ปัจจัยสู่ความสำเร็จของกลุ่มทราย์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มทราย์ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งและทะเลอย่างยั่งยืนได้นั้น มาจากกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มต้นการดำเนินงาน โดยในช่วงแรกของการดำเนินงานนั้น กลุ่มทราย์เน้นให้ส่วนท้องถิ่นและส่วนกลางร่วมกันให้ข้อมูลและคำปรึกษากับกลุ่มสตรีที่เลี้ยงหอย ถึงปัญหาที่เผชิญอยู่และร่วมกันจัดการปัญหา ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันในการทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ รวมถึงตลอดระยะเวลาในการทำงานนั้นกลุ่มทราย์ได้มีการเก็บข้อมูลและประเมินผลการดำเนินงานบนพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทำให้มีการทบทวนและประเมินแนวทางการดำเนินการเป็นประจำทุกปี โดยอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์

 

ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญอีกประการหนึ่งของกลุ่มทราย์ คือการได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ กระทรวงการประมงของรัฐบาลแกมเบีย กรมการจัดการพื้นที่อุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ และองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศ โดยหน่วยงานเหล่านี้ให้การสนับสนุนทั้งในด้านเทคนิควิชาการและเงินงบประมาณอย่างต่อเนื่องมากว่า 5 ปี นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานจากองค์กรระหว่างประเทศให้การสนับสนุนด้วย ได้แก่ องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ((USAID)/BaNafaa) สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) มูลนิธิแอ็คชั่นเอด (Action Aid) และบริติชเคาท์ซิล ทำให้กลุ่มทราย์มีพันธมิตรที่เข้มแข็ง สามารถผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินสู่ความยั่งยืนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

 

ปัจจุบันกลุ่มทราย์ยังคงพัฒนาองค์กรของตนเองอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาระบบการเงินที่ยั่งยืนของตัวเอง มีการพัฒนาด้านการตลาดอย่างเป็นระบบ โดยการจัดตั้งศูนย์การผลิตและตลาดกลางในระดับภูมิภาค มุ่งเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมการประมงของพื้นที่ให้เกิดการประหยัดจากขนาด เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายแห่งความยั่งยืน ประเทศไทยเองก็อาจสามารถนำต้นแบบนี้ของกลุ่มทราย์ มาปรับใช้เพื่อพัฒนาชุมชนชายฝั่งและประมงของไทยให้สามารถก้าวไปสู่ความยั่งยืนทางทะเลและคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวบ้านชายฝั่งทะเลได้อย่างแท้จริง

————————————————————–

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “โครงการเขตเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศไทย (Thailand Blue Economy Zoning)”

หัวหน้าโครงการ: อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟิก อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ และ ณภัทร ศรีประเสริฐ
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ญาณิตา เหลืองคงอยู่
00:00
00:00
Empty Playlist