RC20377_00

การปรับตัวของชาวนาต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดข้าว

ต่อจากบทความที่แล้วเรื่อง “ปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงตลาดข้าว” ที่ได้นำข้อมูลจากรายวิจัย “ทบทวนความรู้และพัฒนาโจทย์เพื่อการปรับตัวของชาวนาไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงการผลิตและการตลาดข้าว” มาเสนอให้เห็นถึงปัจจัยที่สามารถส่งผลกระทบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดข้าว ซึ่งพบว่าการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการตลาดข้าวไทย เกิดขึ้นมาจากปัจจัย 5 ประเด็นหลัก คือ 1.ความผันผวนของราคาข้าวในตลาดโลก 2.โลกาภิวัตน์ การค้าเสรี และการรวมกลุ่มในระดับภูมิภาค 3.มาตรฐานสุขอนามัยพืชจากความร่วมมือทางการค้ากับยุโรปและอาเซียน 4.ปัญหาจากนโยบายและมาตรการของภาครัฐ และ 5.การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

 

 


 

ในบทความนี้จึงจะนำเสนอต่อจากบทความที่แล้ว ว่าจากปัจจัยทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ชาวนาในไทยจะมีรูปแบบการปรับตัวอย่างไรบ้าง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดข้าวที่เกิดขึ้น โดยเก็บข้อมูลการปรับตัวของชาวนาจากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2559 ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้และภาคเหนือ ทั้งจากชาวนาทั่วไปที่ใช้การผลิตแบบเคมี และชาวนาอินทรีย์

โดยข้อมูลในเรื่องการปรับตัวของชาวนาที่ได้จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ สะท้อนให้เห็นว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การปรับตัวของชาวนาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 ลักษณะ คือ 1.ปรับตัวของชาวนาต่อการผันผวนของราคาข้าว 2.การปรับตัวของชาวนาอินทรีย์ และ 3.การปรับตัวของชาวนาต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

การปรับตัวของชาวนาต่อการผันผวนของราคาข้าว
ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาราคาข้าวของไทยมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2549 ที่ราคาข้าวของไทยปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดโลกต่อเนื่องถึงปลาย พ.ศ. 2551 ก่อนจะลดต่ำลง และมีการปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งในยุคที่มีนโยบายจํานําข้าว ส่งผลให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวเป็นจํานวนมาก มีการเพิ่มพื้นที่การผลิต เพิ่มรอบการผลิต เพิ่มปัจจัยการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก แต่เมื่อราคาข้าวตกต่ำลง เกษตรกรก็มีการปรับตัวทั้งในด้านการผลิตและการตลาด ให้มีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของราคาข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ทิศทางของราคาข้าวลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากการจัดเวทีพูดคุยในภาคสนามพบว่า การปรับตัวของชาวนาที่ยึดโยงกับราคาข้าว สามารถจำแนกการปรับตัวได้เป็น 2 ลักษณะ คือการปรับตัวในช่วงที่ราคาข้าวสูง และการปรับตัวในช่วงที่ราคาข้าวต่ำ

 

สำหรับการปรับตัวในช่วงที่ราคาข้าวสูง ชาวนาจะมีการปรับตัวในด้านต่างๆ เช่น ในด้านของการผลิต ชาวนาจะมีการขยายพื้นที่ทำนา ทั้งในรูปแบบของการซื้อหรือเช่าพื้นที่เพื่อการทำนาเพิ่มขึ้น การใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่า อย่างกรณีในภาคอีสานมีการบุกเบิกที่นาลงไปในนาทาม มีการถมสระน้ำ การปรับที่โคกดอน หรือการเปลี่ยนพื้นที่จากการทำกิจกรรมการเกษตรประเภทอื่นที่มาใช้ทำนาแทน หรือกรณีชาวนาในภาคกลางมีการล้มสวนเพื่อทำนา เป็นต้น ซึ่งจะพบว่าในช่วงระยะ 10 ปี ที่ผ่านมา มีการเพิ่มพื้นที่การผลิตข้าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากการขยายพื้นที่ทำนาแล้ว ยังมีการปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวไปตามความต้องการของตลาด ที่ในช่วงปกติที่ราคาข้าวไม่สูงมากนัก ชาวนาจะใช้พันธุ์ข้าวที่หลากหลาย ทั้งข้าวพื้นเมืองพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวในท้องถิ่น และพันธุ์ข้าวที่ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมโดยกรมส่งเสริมการข้าว มีทั้งข้าวชนิดที่ไวแสงและไม่ไวแสงตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งตอบสนองความต้องการของชาวนาผู้ปลูกที่เอาไว้กิน ไว้ขายในท้องถิ่นและตลาดทั่วไป

นอกเหนือจากนั้น ชาวนายังมีการปรับตัวในช่วงราคาข้างสูงผ่านการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ อย่างเข้มข้น เช่น การใช้ที่ดินในการปลูกข้าวหลายรอบ โดยแทบไม่ได้มีการพักดินหรือหมุนเวียนปลูกพืชอย่างอื่น มีการใช้สารเคมีทั้ง ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนบำรุง รวมทั้งการใช้เครื่องจักรกลทุ่นแรงต่างๆ เพื่อเร่งผลผลิต เช่น รถไถ รถเกี่ยว เครื่องโยนข้าว เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ก็มีการยกระดับราคาสูงขึ้นตามราคาข้าวซึ่งส่งผลให้ชาวนามีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามไปด้วย

ส่วนการปรับตัวของชาวนาช่วงข้าวราคาตกต่ำ ในด้านของการผลิต มีการลดพื้นที่ทำนาและรอบผลิต มีการปลูกพืชหลังนา และ/หรือแบ่งพื้นที่เพื่อใช้ในการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์บางแห่ง ลดรอบการผลิตลงเหลือเพียงการทำนาปีเท่านั้น บางพื้นที่ก็ปรับเปลี่ยนที่นาไปทำกิจกรรมการเกษตรประเภทอื่นตามสภาพของพื้นที่ เช่น ปรับนาทำสวนบัว/ ปลูกเผือก การล้มนาทำสวน ล้มนาทำอ้อย หรือการปรับตัวในด้านตลาด ที่สภาพการตลาดราคาผลผลิตในช่วงข้าวราคาถูกช่วงหลังนโยบายจำนำข้าว ชาวนามีปัญหามากปรับตัวกันไม่ทัน เนื่องจากราคาข้าวตกลงมาเหลือแค่ตันละ 6 – 7 พันบาท ชาวนาแทบจะไม่สามารถต่อรอง หรือตั้งราคาใดๆ ได้เลย เพราะโรงสีมีการฮั้ว โทรบอกราคากัน ทำให้ราคาข้าวตก ชาวนาจึงอยู่ในภาวะจำยอม แต่ถึงกระนั้น ชาวนาในบางพื้นที่ก็มีการตรวจสอบราคาข้าวของโรงสีแต่ละแห่ง ก่อนจะนำข้าวไปขายว่าแต่ละโรงสี จะให้ราคาเท่าใด และจะเลือกขายเจ้าที่ให้ราคาสูง โดยการสอบถามราคากันทางโทรศัพท์มือถือ หรือสอบถามจากเพื่อนบ้านที่เคยไปขายที่โรงสีนั้นๆ เมื่อได้เจ้าที่รับซื้อราคาที่พอใจ ก็จะจ้างรถขนส่งไปขายที่โรงสี

 


 

การปรับตัวของชาวนาอินทรีย์

         ชาวนาอินทรีย์ เป็นกลุ่มชาวนาที่ปรับตัวจากการผลิตข้าวเคมี หรือข้าวทั่วไปมาแล้ว ด้วยสาเหตุของข้าวเคมีมีต้นทุนการผลิตสูงและเสี่ยงต่อสุขภาพ เมื่อมาอยู่ในระบบการผลิตแบบอินทรีย์ จึงมีการปรับตัวจากการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งการปรับตัวของชาวนาอินทรีย์ด้านการผลิต จะมีการปรับตัวในกระบวนการผลิตที่เกิดจากองค์ความรู้ใหม่ๆ เช่น เรื่องปัจจัยการผลิต เรื่องสมุนไพร เรื่องเมล็ดพันธุ์พืช การใช้น้ำจุลินทรีย์สูตรต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ก็จะเป็นการปรับตัวในการสร้างเครือข่ายเพื่อการผลิต รวมทั้งเครือข่ายการตลาด การปรับตัวให้มีความหลากหลายในแปลงมากขึ้น โดยการใช้พื้นที่ดำเนินการผลิตที่หลากหลาย และเอื้อต่อการทำนาอินทรีย์ เช่น การปลูกพืชผักอินทรีย์ การเลี้ยงวัว เลี้ยงปลา แปรรูป เป็นต้น เมื่อเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ไม่ว่าช่วงราคาข้าวถูกหรือแพงก็จะไม่มีผลกระทบหรือมีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวตามสภาพภายนอกมากนัก แต่ถึงแม้กลุ่มนาอินทรีย์จะไม่ได้มีการปรับตัวการผลิตตามราคาข้าวในตลาดมากมายนัก แต่สิ่งที่ปรับตัวในการผลิตที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดมากกว่าอย่างอื่นก็คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ชาวนาอินทรีย์ปรับตัวในการผลิต ทั้งเรื่องของพันธุ์ข้าว ช่วงระยะเวลาการผลิต เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับชาวนาทั่วไป


 

การปรับตัวของชาวนาต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ในปัจจุบันสภาพภูมิอากาศมีความแปรปรวนค่อนข้างมาก จนแทบจะกำหนดหรือพยากรณ์ได้ยาก ทั้ง ปริมาณและจำนวนวันฝนตกที่แตกต่างกันในแต่ละปี ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้เกิดความแห้งแล้งและน้ำท่วม ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการทำการเกษตร เกิดความเสี่ยงอันเกิดภัยน้ำท่วมและฝนแล้งเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเกิดการระบาดของโรคแมลงใหม่ๆ ที่ส่งผลต่อกระบวนการผลิต และผลผลิตข้าวของชาวนาในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจากการจัดเวทีสนทนาภาคสนามพบว่า การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทำให้เกิดการพยายามปรับเปลี่ยนเรียนรู้ของชาวนาเพื่อปรับตัวในการผลิตให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นไปอยู่ตลอดเวลา เช่น ในภาคใต้ก็มีการปรับทำนาหลังน้ำท่วม และ ใช้พันธุ์พื้นบ้าน เริ่มปรับวิธีการทำนาโดยทำนาโยน ซึ่งอยู่ในช่วงการศึกษา และมีการสังเกตโดยนำภูมิปัญญาสังเกตธรรมชาติมาใช้ รวมทั้งการติดตามพยากรณ์อากาศของกรมอุตุฯ ซึ่งถือว่าเป็นภูมิคุ้มกันลดความเสี่ยงของตัวเอง

นอกจากนี้ยังมีชาวนาบางส่วนได้ทดลองพันธุ์ข้าว เพื่อรับกับสภาพการเปลี่ยนแปลง โดย อำมร สุขวิน ชาวนาในตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ได้ร่วมกับมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ทดลองสายพันธุ์ข้าวในฤดูน้ำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2553 โดยใช้พันธุ์ข้าวประมาณ 10 สายพันธุ์ ผลที่ออกมาชัดเจนว่า ข้าวสังข์หยด ข้าวเฉี้ยง ข้าวหน่วยเขือ และข้าวดอกพะยอม สามารถทนน้ำท่วมได้

กรณีของชาวนาภาคเหนือ มีการคิดค้นเครื่องอบข้าวเคลื่อนที่ โดยปรับปรุงจากเครื่องอบลำไย ไปรับจ้างอบข้าวข้างแปลงนาเพื่อป้องกันปัญหาความชื้น เพราะสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ชาวนาที่อาศัยอยู่ในเขตน้ำท่วมต้องเร่งการเก็บเกี่ยวให้ทันก่อนน้ำหลาก การมีเครื่องอบข้าวจึงช่วยบรรเทาปัญหาให้กับชาวบ้านไปส่วนหนึ่ง

 

ท้ายที่สุดจึงสรุปได้ว่า ทั้งจากปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดข้าว ไม่ว่าจะเป็นทั้งความผันผวนของราคาข้าวในตลาด หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชาวนาจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ และหาแนวทางในการปรับตัว เพื่อให้สามารถดำรงอาชีพได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป

 

————————————————————–

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “ทบทวนความรู้และพัฒนาโจทย์เพื่อการปรับตัวของชาวนาไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงการผลิตและการตลาดข้าว”

หัวหน้าโครงการ: สุภา ใยเมือง และคณะ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ธนภัทร ทองสอน
กราฟิก ภาสินี ศิริปิ่น
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ญาณิตา เหลืองคงอยู่
00:00
00:00
Empty Playlist