F902511B-AC0A-4E03-AE7B-757A64AFDA2C

ทุนไทยในทวาย กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่เป็นมิตรกับคนท้องถิ่นเมียนมา

     จังหวัดทวาย แคว้นตะนาวศรี ประเทศพม่า เป็นจังหวัดที่มีคุณลักษณะสำคัญในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำทวาย และเชื่อมต่อกับทะเล มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสูงเหมาะสมแก่การเกษตร การคมนาคม การค้า และด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า เชื่อมโยงกับเส้นทางคมนาคมทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทำให้เมืองทวายถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึก ตามแผนยุทธศาสตร์ของธนาคารพัฒนาเอเชีย นอกจากนี้จังหวัดทวายยังมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีเกาะแก่งและภูเขาที่กั้นพายุมรสุมและมีประชากรอาศัยอยู่ไม่หนาแน่นจึงเหมาะสำหรับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหนัก ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสูง

  รัฐบาลไทยได้ให้ความสนใจกับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายมาโดยตลอด เนื่องจากประเทศไทยอาจได้ประโยชน์มหาศาลจากโครงการดังกล่าว ทั้งผลประโยชน์จากการร่วมทุนและการบริหารโครงการ ร่วมถึงประโยชน์ในความมั่นคงทางพลังงาน จากการวางท่อส่งน้ำมันดิบในเขตอุตสาหกรรม เพื่อส่งน้ำมันจากเรือที่มาจากตะวันออกกลางไปยังนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ที่มีทั้งโรงกลั่นน้ำมัน คลังเก็บน้ำมันปิโตรเลียมและคลังเก็บก๊าซแอลพีจี และเป็นจุดเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา (Yadana) และ  เยตากุน (Yetagun) เข้ามาใช้ผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคกลางบางส่วน รวมถึงอาจมีการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าจากโรงงานไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมทวายเข้ามายังประเทศไทยอีกด้วย

จากการให้สัมปทานพัฒนาโครงการแก่ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) สู่ความเดือดร้อนของชุมชนทวาย

     บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาเป็นผู้รับสัมปทานพัฒนาและบริหารโครงการเมื่อปี 2008 ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลไทยและรัฐบาลทหารเมียนมา โดยสัญญาสัมปทานดังกล่าวมีระยะเวลา 60 ปี สามารถต่ออายุได้ตามแต่ข้อตกลงในอนาคต และสัญญานี้กระทำผ่านบริษัททวายดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดจากการร่วมทุนกันระหว่าง บริษัทอิตาเลียนไทย กับกลุ่มบริษัทแม็กซ์เมียนมาร์ (Max Myanmar Holding Company Limited) บริษัทเอกชนสัญชาติพม่าที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลทหาร โดย บริษัทอิตาเลียนไทย ถือหุ้น 75% และบริษัทแม็กซ์เมียนมาร์ถือหุ้นร้อยละ 25%

ภายหลังการลงนามสัญญา การพัฒนาพื้นที่โครงการโดยบริษัทอิตาเลียนไทยก็ได้ก่อให้เกิดปัญหาจำนวนมากภายในพื้นที่ เช่น เกิดปัญหาการบุกรุกที่ดินของประชาชนโดยไม่มีการแจ้งข้อมูล ไม่ขอคำยินยอมล่วงหน้า และไม่มีการจ่ายค่าชดเชยที่เป็นธรรม เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ ทำให้เกิดการต่อต้านของชุมชนเป็นอย่างมาก จนทำให้โครงการไม่เกิดความคืบหน้า และตามมาด้วยการที่รัฐบาลทหารเมียนมาในขณะนั้น นำโดยพลเอกเต็ง เส่ง มีคำสั่งให้ บริษัทอิตาเลียนไทย ยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในวันที่ 9 มกราคม 2012 และต่อมาบริษัทแม็กซ์เมียนมาร์ก็ได้ถอนตัวจากการเป็นหุ้นส่วนลงทุน โดยมีการวิเคราะห์สาเหตุว่ามาจากกระแสการต่อต้านของประชาชนที่ทำให้มีความเป็นไปได้ยากที่การพัฒนาโครงการจะประสบความสำเร็จ

รัฐบาลไทยและเมียนมายังคงพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลักดันโครงการ แต่ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้โครงการดังกล่าว ยังคงทำให้ไม่เกิดการยอบรับของคนในชุมชน

หลังจากบริษัทอิตาเลียนไทยล้มเหลวในการพัฒนาพื้นที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวาย รัฐบาลไทยและเมียนมาได้มีความพยายามสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาโครงการต่อไป โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Special Economic Zone Management Committee: DSEZ MC) เพื่อรับผิดชอบการดำเนินโครงการแทน บริษัทอิตาเลียนไทย และได้มีการจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle – SPV) ในนามบริษัท ทวาย เอส อี แซด ดีเวล๊อปเมนต์ (Dawei SEZ Development) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2013 โดยสำนักงานพัฒนาความร่วมมือเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นฝ่ายไทย ร่วมกับกรมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของเมียนมา (Foreign Economic Relation Department) ในสัดส่วนร้อยละ 50 เท่า ๆ กัน

บริษัททวาย เอส อี แซด ดีเวล๊อปเมนต์ มีหน้าที่สำคัญในการวางแผนบริหารจัดการการพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายในองค์รวม และยังมีหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักในการชักชวนให้ผู้พัฒนาโครงการต่างๆ เข้ามาลงทุน รวมถึงมีหน้าที่จัดตั้งบริษัทนิติบุคคลย่อยอีก 7 บริษัท เพื่อรองรับภาคการลงทุน 7 ส่วน ได้แก่ ท่าเรือน้ำลึก ถนนเชื่อมต่อ นิคมอุตสาหกรรม พลังงาน แหล่งน้ำ โทรคมนาคม และทางรถไฟเชื่อมต่อ นอกจากนี้บริษัททวาย เอส อี แซด ดีเวล๊อปเมนต์ ยังมีหน้าที่ในการเรียกเก็บเงินจากบริษัทย่อย 7 บริษัทเพื่อนำไปชดเชยเงินลงทุนที่ลงไปแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท ให้แก่ บริษัทอิตาเลียนไทยด้วย

อย่างไรก็ตามความร่วมมือระหว่าง 2 รัฐบาลนี้กลับไม่มีความคืบหน้ามากนัก ทั้งจากสาเหตุเรื่องการเมืองภายในของประเทศไทยในช่วงเวลากลางปี 2013 ซึ่งนำไปสู่การยุบสภาในเดือนธันวาคม ทำให้คณะทำงานด้านนโยบายระดับชาติของไทยขาดความต่อเนื่อง และจากสาเหตุสำคัญในเรื่องของการต่อต้านของภาคประชาสังคมทวาย อันเกิดมาจากปัญหาหลายประการภายใต้โครงการ เช่น ปัญหาจากการที่บริษัทอิตาเลียนไทยไม่จ่ายค่าชดเชยชาวบ้านตามที่ตกลงไว้ นำไปสู่การประท้วงปิดถนนของชุมชนกะเหรี่ยง และชุมชนกาโลนที่ต่อต้านการสร้างเขื่อนในบริเวณหมู่บ้าน เป็นต้น

รัฐบาลทหารไทยยังคงเดินหน้าจับมือญี่ปุ่นร่วมผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวาย กับ การกลับมาของบริษัทอิตาเลียนไทย

      รัฐบาลทหารไทยภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีความพยายามในการขับเคลื่อนโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายในหลายแนวทาง ทั้งการลดความซ้ำซ้อนและเร่งการปฏิบัติงานของคณะกรรมการนโยบายที่เกี่ยวข้องให้มีความคล่องตัวรวดเร็วมากขึ้น และการอนุมัติเงินกู้ 4.5 พันล้านบาทแก่รัฐบาลเมียนมา สำหรับใช้สอยในโครงการพัฒนาถนนสองช่องทางจากบ้านพุน้ำร้อนไปยังเมืองทวาย ที่ปัจจุบันเป็นถนนลูกรัง นอกจากรัฐบาลทหารไทยแล้ว ยังมีรัฐบาลญี่ปุ่นโดยธนาคารเพื่อความร่วมมือแห่งประเทศญี่ปุ่น (JBIC) ลงนามร่วมลงทุนกับบริษัททวาย เอส อี แซด ดีเวล๊อปเมนต์ ร่วมกับรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2015 โดยถือหุ้นเท่ากันในสัดส่วนร้อยละ 33.33 รวมทั้งมีการยื่นข้อเสนอให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคและการเงิน

ในด้านของบริษัทอิตาเลียนไทย หลังจากสิ้นสุดการเป็นผู้ถือสัญญาสัมปทานในการพัฒนาและบริหารโครงการในภาพรวมแล้ว บริษัทอิตาเลียนไทยก็ได้ร่วมทุนกับบริษัทสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด และบริษัท แอล เอ็น จี พลัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ยื่นเสนอแผนพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในพื้นที่ 27 ตารางกิโลเมตร ต่อคณะกรรมการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2014 จนได้รับคัดเลือกให้ทำสัญญาสัมปทานอีกครั้ง เป็นระยะเวลา 50 ปี สามารถขยายเพิ่มได้เป็น 75 ปี โดยมีโครงการพัฒนาหลัก ๆประกอบด้วย ถนนสองเลนความยาว 156 กิโลเมตร จากเขตอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกไปจุดผ่านแดนไทย -เมียนมา บริเวณบ้านพุน้าร้อน นิคมอุตสาหกรรมแรกเริ่มสำหรับอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง โรงงานไฟฟ้าขนาด 460 เมกะวัตต์ ระบบการสื่อสารและอินเตอร์เน็ต ตลอดจนเขตที่พักอาศัย

บทเรียนการพัฒนาที่ขมขื่น สู่ความไม่มั่นใจของรัฐบาลพลเรือนเมียนมา

       รัฐบาลพลเรือนเมียนมาภายใต้การนำของนางอองซาน ซู จี ได้แสดงท่าทีว่าไม่ต้องการเร่งรีบพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวาย แม้ยังคงยืนยันความร่วมมือในการเดินหน้าโครงการอยู่ สังเกตได้จากการที่รัฐบาลเมียนมาขอใช้เวลาทบทวนรายละเอียดในสัญญาการลงทุนที่บริษัทอิตาเลียนไทย ได้ลงนามไว้ก่อนแล้วโดยให้เหตุผลว่ามีความกังวลในประเด็นสิ่งแวดล้อม การจ่ายค่าชดเชย การย้ายที่พักอาศัย ซึ่งรัฐบาลเมียนมาไม่ได้มีการประกาศกรอบเวลาที่แน่ชัดในการทบทวนข้อสัญญาดังกล่าวไว้ด้วย นอกจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนที่กล่าวข้างต้นแล้ว รัฐบาลเมียนมายังมีความไม่มั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างประโยชน์แก่เมียนมาได้มากเท่าที่ควรจะได้รับหรือไม่ เนื่องจากทวายมีระยะทางห่างจากกรุงเนปิดอว์เมืองหลวงของพม่าประมาณ 800 กิโลเมตร ห่างจากกรุงย่างกุ้งซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ประมาณ 600 กิโลเมตร เมียนมาจะได้ประโยชน์จากโครงการอย่างมากก็ต่อเมื่อมีระบบขนส่งที่เชื่อมทวายต่อกับส่วนอื่นๆ ของประเทศพม่า

ผลประโยชน์จากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายอาจตกอยู่กับทุนไทยและประเทศไทยมากกว่าประเทศเมียนมา จากผลประโยชน์ด้านการเข้าไปลงทุนและบริหารโครงการ ตลอดจนผลประโยชน์ทางความมั่นคงด้านพลังงานดังที่กล่าวข้างต้น นอกจากนี้เมียนมาอาจไม่ได้รับประโยชน์จากการจ้างงานที่มากขึ้นเท่าไทย เนื่องจากเมียนมาต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะจะตกเป็นของคนไทยและต่างชาติ ส่วนคนเมียนมาและคนท้องถิ่นจะได้ทำงานประเภทใช้แรงงาน

ในขณะที่ไม่มีความชัดเจนว่าคนท้องถิ่นทวายจะได้รับผลประโยชน์ใดจากโครงการเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึก แต่ผลกระทบด้านลบเกิดขึ้นชัดเจนและเกิดขึ้นทันทีที่เริ่มมีการดำเนินโครงการในพื้นที่ เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานในบางหมู่บ้าน ประชาชนเริ่มสูญเสียพื้นที่ทำกิน ป่าไม้ถูกทำลาย แหล่งทำการประมงอาจถูกปนเปื้อนด้วยมลพิษจากอุตสาหกรรมต่างๆ ภาคประชาสังคมทวายยังคงต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชนของตัวเองต่อไป

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “บทบาทของภาคประชาสังคมพม่าภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2010 กรณีศึกษา โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้าลึกทวาย ประเทศพม่า”

คณะผู้วิจัย : วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย, ทิพย์อักษร มันปาติ และอารีวัณย์ สมบุญวัฒนกุล
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟิก อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ และ ณภัทร ศรีประเสริฐ
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ศศิธร อ่อนละมูล
00:00
00:00
Empty Playlist