eastern-economic-corridor-and-inequality

EEC – ลดหรือเพิ่มความเหลื่อมล้ำ?

การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) เป็นนโยบายสำคัญของประเทศในฐานะที่เป็นโครงการนำร่อง Thailand 4.0 เป็นกลไกยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยี และเป็นประตูการค้า การท่องเที่ยว ตลอดจนเป็นประตูบริการทางการแพทย์ที่สำคัญของประเทศไทยสู่ประชาคมอาเซียน EEC มีศักยภาพที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันการพัฒนา EEC อาจเป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาที่ไม่สมดุลของประเทศไทยได้ด้วยเช่นกัน

การพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เป็นโครงการที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อสนับสนุนแผนพัฒนาตามกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) และกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ 4.0 ซึ่งระเบียงเศรษฐกิจ EEC นั้นประกอบไปด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง มีพื้นที่รวมกัน 13,266 ตารางกิโลเมตร มีนิคมอุตสาหกรรม 19 แห่ง และท่าเรือน้ำลึก 2 แห่ง (แหลมฉบัง และมาบตาพุด) ในปัจจุบันรัฐบาลได้กำหนดให้มีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการในพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ แบบไร้รอยต่อ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้วยการลดต้นทุนการขนส่ง

หากพิจารณาตำแหน่งที่ตั้งของประเทศไทย ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บนแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน-อินโดจีน (China-Indochina Economic Corridor) พบว่าไทยมีศักยภาพในการผลักดัน EEC โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมเข้ากับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนทางด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะสามารถใช้ EEC เป็นฐานการผลิตสินค้าในหลาย ๆ อุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม อีกทั้งนักลงทุนยังสามารถกระจายสินค้าไปสู่ตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ผ่านการเชื่อมเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานการผลิตระหว่างไทยกับจีนได้อีกด้วย ดังนั้น EEC อาจเป็นโครงการที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจการลงทุนที่สำคัญของประเทศไทยได้ในอนาคต

บทเรียนจากระเบียงเศรษฐกิจ EWEC และ SEC

ก่อนหน้าการเกิดขึ้นของ EEC การพัฒนาภายใต้แผนพัฒนา GMS นั้น มีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) ซึ่งครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ ตาก มหาสารคาม สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) ครอบคลุม 11 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง นครนายก จันทบุรี ตราด ราชบุรี นครปฐม และกาญจนบุรี โดยรัฐบาลได้มีโครงการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงแก้ไขพิธีการศุลกากรในพื้นที่เพื่อลดต้นทุนในการขนส่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตามกลับพบว่าที่ผ่านมานโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ EWEC และ SEC ไม่ได้ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดเหล่านี้อย่างชัดเจน แต่กลับปรากฎภาพปัญหาของการพัฒนาที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะเมืองศูนย์กลาง เมืองอุตสาหกรรม กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล อันมีสาเหตุมาจากแนวคิดการพัฒนาและกระจายความเจริญจากเมืองศูนย์กลาง จังหวัดศูนย์กลางต่าง ๆ เช่น พิษณุโลก ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และนครปฐม มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดสูงกว่าจังหวัดอื่นบนระเบียงหลาย 10 เท่า

การพัฒนาที่เหลื่อมล้ำนี้ ยังส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน ทั้งแรงงานไร้ทักษะและแรงงานทักษะเข้าสู่จังหวัดศูนย์กลาง จนจังหวัดที่ไม่ใช่ศูนย์กลางขาดแคลนแรงงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแรงงานทักษะที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาสู่เศรษฐกิจ 3.0 และ 4.0 ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้จังหวัดส่วนใหญ่บนระเบียงมีลักษณะโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังคงเป็นเมืองเกษตรกรรมหรือเศรษฐกิจ 1.0 ในขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ ยังเป็นกิจการที่อาศัยแรงงานในการผลิตแบบเข้มข้น เป็นการผลิตในระดับ 2.0 หรือ 2.5 จึงมีโอกาสน้อยที่จังหวัดเหล่านี้จะสามารถก้าวสู่เศรษฐกิจ 4.0 ได้ มีเพียงบางจังหวัดที่เป็นจังหวัดศูนย์กลาง เช่น ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ภาคอุตสาหกรรมในระดับเศรษฐกิจ 3.0 และผู้ประกอบการมีการปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ที่จะสามารถก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาลได้ไม่ยากนัก

ระวัง! EEC สร้างความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา

แม้ว่าการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ EEC จะมีความจำเป็นในปัจจุบัน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย ให้มีอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงเพื่อเป็นการรับประโยชน์จากโครงการเชื่อมต่อ Belt and road initiative ของรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตาม การพัฒนา EEC อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะซ้ำเติมปัญหาในระเบียงเศรษฐกิจ EWEC และ SEC ให้ย่ำแย่ลงกว่าเดิม จากการที่ EEC ซึ่งมีความพร้อมในทุกด้านและมีการใช้กฎหมายพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน จะดึงดูดนักลงทุนที่มีศักยภาพจำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ EEC และทำให้ระเบียง EWEC และ SEC หมดความโดดเด่นลง ส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจ 4.0 โดยเฉพาะจังหวัดที่ไม่ใช้ศูนย์กลาง เป็นไปได้ยากลำบากขึ้น ในขณะที่จังหวัดศูนย์กลางยังพอมีศักยภาพในการพัฒนาตามนโยบาย 4.0 ได้ อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำถ่างออกมากขึ้น

หากจะลดความเหลื่อมล้ำของการพัฒนา จะต้องมีโครงการพัฒนาจังหวัดที่ไม่ใช่ศูนย์กลางอย่างเป็นรูปธรรม สร้างแรงงานทักษะรองรับเศรษฐกิจ 4.0 และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา และความไม่มีประสิทธิภาพในการยกระดับเศรษฐกิจบนระเบียง EWEC และ SEC ในภาพรวมนั้น มาจากการที่รัฐบาลไม่มีนโยบายในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดที่ไม่ใช่ศูนย์กลางอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเพียงพอ ทำให้เอกชนเข้ามาลงทุนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น รัฐบาลจึงควรจะต้องมีการขยายความร่วมมือภาคเอกชนและส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เหล่านี้ให้มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำลง และสร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ บนระเบียง EWEC และ SEC ก็ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำเช่นกัน เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่รวมถึงแรงงานทักษะมักอพยพเข้าสู่เมืองศูนย์กลาง ทำให้เมืองรองอื่น ๆ ขาดศักยภาพในการพัฒนา รัฐบาลจึงควรเร่งสร้างแรงงานทักษะหรือลดข้อกีดกันแรงงานข้ามชาติลง เพื่อดึงแรงงานทักษะจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในจังหวัดเหล่านี้ให้มากขึ้น ตลอดจนจะต้องมีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 4.0 และการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความพร้อมสู่เศรษฐกิจ 4.0 ในพื้นที่เหล่านี้

EEC เปรียบเสมือนจรวดที่จะพาประเทศไทยก้าวพ้นประเทศรายได้ปานกลาง และพาไทยสู่ยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง แต่จรวดนี้อาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา และความไม่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจได้ รัฐบาลจึงต้องมีนโยบายอื่นควบคู่เพื่อให้ประเทศไทยทุกจังหวัดสามารถโตไปพร้อม ๆ กัน

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การย้ายถิ่นของแรงงานบนระเบียง EWEC-SEC : สถานการณ์ เส้นทาง แนวโน้ม และผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม”

หัวหน้าโครงการ : เรณู สุขารมณ์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟิก ณัฐวิมล อชินีทองคำ
00:00
00:00
Empty Playlist