dynamics-politics-election

มอง “การเลือกตั้ง” ในประเทศอาเซียน บทเรียนสู่ประเทศไทย

วันนี้เรามีงานวิจัยชิ้นสำคัญ ที่น่าจะเป็นตัวเปรียบเทียบที่ดี ที่จะทำให้เราเห็นภาพของการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอาเซียนของเรา เรามีวิทยากรร่วมรายการที่ทำงานวิจัยเรื่อง “พลวัตรทางการเมืองเรื่องการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยในอาเซียน” วันนี้เราได้รับเกียรติอย่างยิ่งจาก “ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ” รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และหัวหน้าสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้ดำเนินรายการ: ทราบว่าอาจารย์ทำงานวิจัยเรื่องนี้มาแล้วเห็นพลวัตรของการเมือง ในประเด็นเรื่องการเลือกตั้งและประชาธิปไตยใน 3 ประเทศสำคัญ คำว่า “พลวัตรของการเมือง” หมายถึงอะไร ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: แปลมาจากภาษาอังกฤษ คำว่า “Dynamics” ครับ หมายถึงว่า การเลือกตั้งใน 3 ประเทศนี้ที่เป็นเพื่อนบ้านของเราไม่ได้หยุดนิ่งเหมือนที่คนเข้าใจกัน หรือว่างานวิจัยสมัย 20 ปีก่อนมอง ก็คือเป็นการเลือกตั้งที่นำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เราเลยเรียกว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีพลวัตร

ผู้ดำเนินรายการ: เป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่งแล้วก็มีหลาย ๆ รูปแบบผสมกัน

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: คือองค์ความรู้เดิม อันที่ผลิตโดยนักวิชาการเพื่อนบ้านเองหรือนักวิชาการไทย เวลามองการเลือกตั้งในอาเซียน มักจะมองว่ามันเป็นพื้นที่ของชนชั้นนำ และมองว่าเป็นพื้นที่ที่โดนครอบงำอย่างชัดเจน ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมเข้าไปเลือกก็ไม่ได้นำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรมาก อันนี้เป็นมุมมองเดิม ซึ่งงานวิจัยที่ผมทำค้นพบว่ามันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว การเลือกตั้งเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและเกิดความเปลี่ยนแปลงได้จริง

ผู้ดำเนินรายการ: สิ่งที่อาจารย์พบว่ามันไม่ใช่แบบชนชั้นนำที่ครอบงำ หรือประชาชนเป็นแค่เพียงส่วนประกอบไปลงคะแนนเลือกตั้งเท่านั้น อะไรเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่อาจารย์เห็นว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนไปแล้ว ใน 3 ประเทศที่อาจารย์ศึกษา คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีข้อค้นพบอะไรที่บอกว่ามันเปลี่ยนไป ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่คนไทยอาจจะคุ้นหน่อย เพราะว่าเราได้ฟังข่าวเยอะ คือ การเลือกตั้งมาเลเซีย ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อเดือนพฤษภาคม (พ.ศ.2561) ทีนี้ก็คือ งานวิจัยชิ้นนี้ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ก็โชคดีพอดี ที่ว่าผมมีโอกาสไปลงพื้นที่ช่วงที่เขาหาเสียงเลือกตั้งพอดี แล้วก็ช่วงนั้นถ้าไปอยู่ในมาเลเซีย และได้สัมภาษณ์คน เราเห็นบรรยากาศการแข่งขัน คุยกับคนที่เป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ตอนนั้นเรารู้แล้วว่า ฝ่ายค้านจะชนะการเลือกตั้ง

เห็นบรรยากาศ เห็นทุกอย่าง เห็นการปราศรัยหาเสียง เห็นอารมณ์ของผู้คน ทีนี้จากโพลต่าง ๆ ก็ยังบอกว่าพรรครัฐบาลเดิมซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่ได้เอกราช (61 ปี) ไม่เคยแพ้เลือกตั้ง โพลก็ยังบอกว่าชนะเลือกตั้งแน่ หรือสื่อในไทยก็ยังรายงานว่าพรรครัฐบาลคือ พรรคอัมโน ( United Malays National Organisation : UMNO) ของอดีตนายก นาจิบ ราซัค ชนะเลือกตั้งแน่ แต่จากข้อมูลในพื้นที่ที่เราไปทำวิจัย เราเห็นบรรยากาศแล้วว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้น พอผลการเลือกตั้งออกมาก็ปรากฏว่าตรงตามที่เราพบ

ผู้ดำเนินรายการ: ในมาเลเซีย บ่งบอกว่าประชาชนเริ่มเป็นใหญ่ แล้วเสียงประชาชนมีความหมายแล้วอย่างนั้นใช่หรือไม่ ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: ใช่ครับ บวกกับปัจจัยอื่น ๆ คือมี 3-4 ปัจจัยร่วมกัน ที่เราพบในทั้ง 3 ประเทศ คือ หนึ่ง คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการเลือกตั้ง อันนี้ทั้ง 3 ประเทศเลย โดยที่ไม่ได้มีบทบาทเข้ามาเพียงหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น ก็คือนอกจากหย่อนบัตรเลือกตั้ง ยังมาร่วมแคมเปญหาเสียงกับพรรคการเมืองที่เขาชอบ สมมุติว่าเขาชอบพรรคไหน ชอบนโยบายของคนไหน ชอบ ส.ส. คนไหน ที่แนวทางจับใจเขา เขามาช่วยเป็นอาสาสมัครเลย มาช่วยหาเสียงเลือกตั้งให้ โดยไม่ได้คิดสตางค์ คืออยากให้คนนี้ อยากให้นโยบายแบบนี้ได้เข้าสู่สภา อันนั้นเป็นรูปแบบหนึ่ง

อีกอันหนึ่งซึ่งผมคิดว่าสำคัญมาก เราพบว่า มีเยาวชนมาช่วยเป็นอาสาสมัครสังเกตการเลือกตั้ง เพราะว่าการเลือกตั้ง ลำพังบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง บางทีอาจจะไม่เพียงพอ บุคลากรไม่เพียงพอ เพื่อทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ปรากฏว่ามีกลุ่มเยาวชน รวมถึงประชาชนวัยอื่น ๆ ด้วย ก็มาร่วมกันมาอาสาสมัครสังเกตการเลือกตั้งให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม

ผู้ดำเนินรายการ: นี่คือจุดร่วมจุดแรกที่สามประเทศมีเหมือนกัน คือ คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในหลายรูปแบบมากขึ้น ส่วนต่อไปส่วนไหนที่เป็นจุดร่วมสำคัญ ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: ส่วนที่สองก็คือว่า สื่อใหม่ สื่อโซเชียล อินเตอร์เน็ต เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการเลือกตั้ง จนกระทั่งมีผลในการกำหนดผลการเลือกตั้งได้ ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นใหม่ อย่างมาเลเซีย เริ่มพบปรากฏการณ์นี้ ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว คือ พ.ศ.2556 เขาเลือกตั้งทุก 5 ปี ครั้งที่แล้วรัฐบาลเพรียงพร้ำไปเยอะเลย จนเลือกตั้งเสร็จ นายกนาจิบ ถึงกับออกมาพูดบอกว่า นี่เป็น The First Social Media Election ของมาเลเซีย เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทสำคัญ เขารู้ตัวหลังจากนั้นเขาเลยต้องปรับตัว นายกนาจิบ ก็หันมาเล่นทวิตเตอร์ แล้วบอกให้นักการเมือง รัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาลเขา ต้องมาเล่นโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพื่อสื่อสารกับประชาชน

พอมาครั้งนี้ แม้เขาพยายามปรับตัว ปรากฏว่าไม่ทัน ปรากฏว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่ที่ข้อมูลข่าวสารทั้งหลายที่โดนปิดกั้นในสื่อกระแสหลักโดยรัฐบาลของพรรคอัมโน ปรากฏว่าปิดไม่อยู่ ประชาชนก็ใช้ เฟสบุค ทวิตเตอร์ สื่อสารกัน อันนี้ก็เป็นบทบาทที่สำคัญ

หรืออย่าง ฟิลิปปินส์ นี่ชัดเจน ประธานาธิบดี ดูเตร์เต ชนะเลือกตั้งมา ทั้งที่ตอนเลือกตั้งเป็นม้ามืด ตอนแข่งขันกันไม่มีใครคิดว่าเขาชนะ ปรากฏว่าทีมหาเสียงของเขาใช้โซเชียลมีเดียหาเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อเทียบกับผู้สมัครคนอื่น ๆ แล้วก็มีบทความ งานวิจัยเยอะแยะมากมายตอนนี้ วิเคราะห์ว่า เฟสบุค มีส่วนช่วยทำให้ ดูเตร์เต ซึ่งเป็นผู้สมัครม้ามืดชนะเลือกตั้งได้อย่างไร

ผู้ดำเนินรายการ: อันนี้น่าสนใจมาก อินโดนีเซีย ก็ไม่แพ้กันถูกมั้ย ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: อินโดนีเซีย ก็เหมือนกัน คือประธานาธิบดี โจโควี ใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างเชี่ยวชาญ ทีมงานของเขาและตัวเขาเอง คือโซเชียลมีเดีย นำมาซึ่งรูปแบบการหาเสียงใหม่ ๆ ฉะนั้นนักการเมืองและพรรคการเมืองเขาก็จะไม่ได้ไปง้อ ทีวี วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ อีกต่อไป เพราะคนอาจจะดูทีวีน้อยลง หนังสือพิมพ์นี่ไม่ต้องพูดถึง ฉะนั้นเขาก็หันมาหาเสียงทางโซเชียลมีเดียแทน ฝั่งประชาชนเองก็ปรับพฤติกรรมด้วย ในการหาข้อมูลข่าวสาร อยากรู้ว่าพรรคไหนมีนโยบายอย่างไร ตอนนี้ใครเป็นผู้สมัครพรรคไหน เดี๋ยวนี้เวลาตามข่าวก็ตามจากโซเชียลมีเดียเป็นหลัก

ผู้ดำเนินรายการ: มี 2 เรื่องสำคัญ คนรุ่นใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง สื่อใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังมีจุดร่วมอื่น ๆ อีกไหม ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: มีอีกประเด็นที่ร่วมกันก็คือ ปัญหาที่สำคัญ ประเด็นที่กำหนดผลการเลือกตั้งมี 2 ประเด็นใหญ่คือ 1.เรื่องคอร์รัปชัน กับ 2. เรื่องความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำ อธิบายก็คือว่า ใน 3 ประเทศ ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุด ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนสูง ฉะนั้นใครที่หาเสียงแล้วออกนโยบายที่มาแก้ปัญหาตรงนี้โดนใจประชาชนว่าจะลดความเหลื่อมล้ำ ก็จะได้คะแนนนิยมไปเยอะ ดูเตร์เต เขาหาเสียงตรง รวมถึงปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจ เนื่องจากมีการผู้ขาดอำนาจสูงในมะนิลา เรื่องความเหลื่อมล้ำเป็นประเด็นสำคัญในทั้งสามประเทศ ในระดับที่ต่างไป อินโดนีเซีย อาจจะสำคัญรองลงมา แล้วมาเลเซีย ก็สำคัญตามอินโดนีเซียมา ในเรื่องความเหลื่อมล้ำและเรื่องเศรษฐกิจ ฝ่ายที่แพ้การเลือกตั้งในทั้ง 3 ประเทศ คือว่า ถูกมองจากประชาชนว่า ล้มเหลวในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนชั้นล่าง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ผู้ดำเนินรายการ: เรื่องคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ เขาหาเสียงว่าอย่างไรกันบ้าง ? คอร์รัปชันนี่พบมาก และผู้ที่เสนอตัวจะต้องเสนอแนวทางที่จะจัดการคอร์รัปชันให้ได้ใช่หรือไม่ ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: ใช่ และต้องมีภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างสะอาด ไม่มีประวัติด่างพร้อย ฉะนั้นกลายเป็นว่าผู้สมัครหน้าใหม่ก็เลยมีความได้เปรียบตรงนี้ โจโควี เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ตอนมาสมัครเป็นประธานาธิบดี ข้อดีของเขาคือ ไม่มีประวัติด่างพร้อยในเรื่องของคอร์รัปชัน

ผู้ดำเนินรายการ: เพราะไม่ได้มีประสบการณ์พวกนี้ เพราะเข้ามาใหม่ใช่ไหม ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: ใช่ จุดอ่อนคือเรื่องประสบการณ์ แต่กลายเป็นจุดแข็งในด้านกลับ ประชาชนมองว่าเป็นคนหน้าใหม่ ใสสะอาด และคนแบบนี้นี่แหละจะเป็นคนที่มาล้างการเมืองให้มันดีขึ้นได้ เพราะว่าคู่แข่งเขาก็เป็นลูกเขยอดีตนายพลซูฮาร์โต เป็นคนที่พัวพันกับเรื่องคอร์รัปชัน อื้อฉาวเยอะ ในฟิลิปปินส์ก็เช่นกัน ผู้สมัครเดิมก็เป็นตระกูลการเมืองเก่าทั้งนั้น ลูกหลานนักการเมือง คนก็มองว่าเป็นคนหน้าเดิม ๆ และพัวพันกับเรื่องคอร์รัปชัน

ผู้ดำเนินรายการ: แล้วมาเลเซีย ผู้สมัครไม่ใหม่เลย ตรงกันข้าม ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: นี่ยิ่งสำคัญเลย คือพรรครัฐบาลมีปัญหาคอร์รัปชัน อื้อฉาวหลายประเด็นมาก รัฐบาลพรรคอัมโน ของนายกนาจิบ เรื่องยักยอกทรัพย์สินของรัฐไปเป็นของส่วนตัว เป็นหลายหมื่นล้าน อันนี้กลายเป็นประเด็นไปทั่วโลก ปรากฏว่าเหตุการณ์วันเอ็มดีบี ปรากฏว่ารัฐบาลปิดกั้นไม่ให้สื่อรายงานข่าวเรื่องนี้ รวมถึงยังไม่ให้มีการสอบสวนเรื่องนี้ด้วย ทำทุกทางที่จะปิดกั้นเรื่องนี้ ปรากฏในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ข่าวเรื่องนี้เต็มโซเชียลมีเดีย เฟสบุค ทวิตเตอร์ ก็ปิดกั้นไม่อยู่

ทำให้เห็นว่า ยิ่งถ้าบริหารเศรษฐกิจไม่ดี แล้วรัฐบาลถูกมองว่าคอร์รัปชัน ผูกขาดอำนาจ อย่างรัฐบาลอัมโน คะแนนนิยมจะตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว อย่างที่เห็นในการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม ก็คือแพ้เยอะมาก และเป็นการแพ้ครั้งแรกในรอบ 60 ปี

ผู้ดำเนินรายการ: ทีนี้ถามอาจารย์ประเด็นสำคัญก่อนที่จะโยงมาที่การเมืองไทย ถามว่าพรรคการเมืองของทั้ง 3 ประเทศ มีความเป็นสถาบันเพิ่มมากขึ้นไหม หรือยังพบระบบอุปถัมภ์ เครือญาติ พี่น้อง ครอบครัวอยู่ คล้าย ๆ ของเดิม มันเป็นยังไง ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: ยังมีอยู่เยอะครับ ระบบอุปถัมภ์ แต่ว่าถ้าโดยเปรียบเทียบแล้ว มาเลเซียต้องถือว่าดีที่สุด ในแง่ของความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง ก็คือ ฝ่ายพรรคอัมโน คือมาเลเซียเขาเป็นระบบแนวร่วม ฝ่ายค้านกับรัฐบาล จริง ๆ เป็นการร่วมกันของหลายพรรคการเมือง ฝ่ายค้านที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ร่วมกัน 3-4 พรรค หาเสียงร่วมกัน ตรงนี้ความเป็นสถาบันเข้มแข็ง พรรคการเมืองเขามีสาขาพรรค มีนโยบายชัดเจน มีประชาธิปไตยภายในพรรคในการคัดเลือกบุคลากรค่อนข้างดี

อินโดนีเซีย จริง ๆ ก็เคยดีมาก่อน แต่ว่าเขามาเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ซึ่งผมคงไม่ลงไปในรายละเอียด แต่ว่าระบบเลือกตั้งแบบนั้น ซึ่งเราเรียกว่าเป็นระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด ปรากฏไปทำให้เกิดการแข่งขันในพรรคเดียวกันเอง ทุกคนต้องแข่งกันเองแม้แต่ในพรรคเดียวกัน ไม่มีใครชัวร์ว่าจะได้รับเลือกตั้ง มาเป็นที่ 1 เพราะประชาชนมีสิทธิไปเลือกได้ว่าใน Party list ของพรรคนี้ อาจจะเลือกคนที่พรรคจัดไว้เป็นคนที่ 100 ก็ได้ แต่ถ้าประชาชนเลือกเยอะ คนที่ 100 อาจจะแซงคนที่พรรคจัดไว้เป็นอันดับที่ 1 อันนี้เป็นระบบที่ประเทศไทยเราเคยจะนำมาใช้ตอนรัฐธรรมนูญฉบับ อ.บวรศักดิ์ แต่ก็ตกไป

ทีนี้ระบบนี้ ข้อเสียคือ การแข่งขันภายในพรรค ทุกคนต้องแข่งกับคนอื่น แม้กระทั่งคนในพรรคเดียวกัน รวมถึงไปทำให้เน้นที่ชื่อเสียง ตอนนี้ในอินโดนีเซีย ก็เลยเกิดปรากฏการณ์ว่าไปดึงพวก เซเลบ ดารา นักร้อง นักกีฬาที่มีชื่อเสียง มาเป็นนักการเมือง ก็คือทำให้สถาบันพรรคการเมืองอ่อนแอลง แทนที่จะแข่งกันในเรื่องของนโยบาย

ผู้ดำเนินรายการ: ฟิลิปปินส์ เป็นอย่างไรบ้าง ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: ฟิลิปปินส์ พรรคการเมืองอ่อนแอที่สุดโดยเปรียบเทียบ และระบบอุปถัมภ์ยังแน่นหนา เป็นมรดกตกทอดมาจากประวัติศาสตร์ของเขา ตั้งแต่ในสมัยอาณานิคม และระบบเจ้าพ่อ มาเฟีย ยังมีอยู่สูง การใช้อิทธิพลข่มขู่ ต้องถือว่าฟิลิปปินส์นี่แย่ที่สุด ในแง่ความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง

ผู้ดำเนินรายการ: กลับมาที่การเมืองไทย ซึ่งมีปรากฏการณ์ที่ใกล้เคียงกับประเทศไหนอย่างไรบ้าง ทั้งเรื่องของการชูเรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ก็มีหลายพรรคเสนอแนวทางนี้ไว้ รวมถึงประเด็นเรื่องความเป็นพรรคการเมือง เราเป็นสถาบันหรือยัง ระบบอุปถัมภ์หายไปหรือยัง การย้ายพรรคที่อาจารย์บอกว่าสูง ๆ ในฟิลิปปินส์ ของไทยเทียบกันได้หรือเปล่า อาจารย์เปรียบเทียบด้วยโมเดลเดียวกันได้หรือไม่ ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: ได้นะครับ ผมคิดว่าหลายอย่างเราเอามาเป็นบทเรียนได้ สำหรับการเลือกตั้งของไทยครั้งนี้ จริง ๆ น่าจะมีการทำวิจัย น่าจะเห็นอะไรใหม่ ๆ เยอะ

ผู้ดำเนินรายการ: ควรจะวิจัยในประเด็นไหน ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: ผมคิดว่า “โซเชียลมีเดีย” อันนี้จะมีบทบาทเยอะ เพราะการเลือกตั้งของไทยครั้งสุดท้าย ก็คือเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นโซเชียลมีเดีย ยังไม่ได้ใช้เยอะ นักการเมืองเองก็ยังไม่ได้มีใครใช้ เฟสบุค ทวิตเตอร์ เอามาใช้หาเสียงสักเท่าไร แต่ครั้งนี้ผมคิดว่าจะนำมาใช้กันอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก ฉะนั้นเราก็อาจจะมี The first social media election แบบมาเลเซียเหมือนกัน ก็ต้องจับตาดูรูปแบบของการใช้สื่อ มันจะรวมมาถึง ข่าวปลอม Fake news รวมถึงการโจมตี ใส่ร้ายป้ายสีกันทางเฟสบุค อันนี้น่ากลัวต้องคอยจับตา

ผู้ดำเนินรายการ: เราก็เริ่มเห็นผู้นำของรัฐบาล หรือผู้ที่สื่อสารผ่านทางโซเชียลมีเดียเป็นหลัก แล้วคนก็ไปตามอ่าน แล้วมาแชร์ต่อ ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาช่วง 2-3 ปีหลัง ที่ชัดขึ้น โดยเฉพาะผู้นำก็เริ่มเปลี่ยนโฆษกคนใหม่ และนำเอาโซเชียลมีเดียมาใช้มากขึ้น

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: ใช่ครับ เพราะว่าทุกคนก็ปรับตัว ทุกคนก็รู้ว่าประชาชนใช้ช่องทางเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งมันมาโยงกับประเด็นที่สอง ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทอย่างคึกคักกว่าครั้งอื่น ๆ ที่ผ่านมา

ผู้ดำเนินรายการ: ครั้งนี้คึกคักมาก เหตุผลคืออะไร ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: ผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวดเร็วมากขึ้น และข้อมูลข่าวสารโซเชียลมีเดีย คนรุ่นใหม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเยอะมาก ต่อให้เขาไม่สนใจการเมือง แต่ว่าการเมืองมันวิ่งเข้าไปหาเขา บวกกับมีนักการเมืองรุ่นใหม่ ๆ มาลงสมัคร มันก็เป็นสีสันนะครับ เหมือนมาเลเซีย มาเลเซียมีรัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก อายุ 25 เอง เป็นรัฐมนตรีกระทรวงกีฬาและเยาวชน คือคนรุ่นใหม่ก็ลงสมัครรับเลือกตั้งมากขึ้น เนื่องจากมันเป็นกระแสทั่วโลกอันนี้ นักการเมืองอายุน้อยลง ในหลายประเทศ คนอายุ 30-31 ก็เป็นผู้นำประเทศแล้วในยุโรป ฝรั่งเศสก็มีผู้นำอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขา อันนี้ผมคิดว่ามันทำให้คนรุ่นใหม่ด้วยกันเองก็ตื่นตัว พอเห็นว่ามีคนรุ่นใหม่ ๆ นำเสนอนโยบายใหม่ ๆ ที่มันจับต้องได้ มันเชื่อมโยงกับเขาได้ ทำให้ทุกคนตื่นตัว

ผู้ดำเนินรายการ: เราก็เห็น New Dem, New Gen, Next Gen ขยับตัว หรือเอาลูกหลานเดินหาเสียงด้วย เด็ก ๆ ก็สนใจ โซเชียลมีเดีย ก็สนใจมากกว่าคุณพ่อคุณแม่เสียอีก เหล่านี้เป็นต้น

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: ใช่ครับ และจำนวนเยอะด้วย เพราะว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของเรา ที่เรียกว่า First Time Voter ครั้งนี้จะประมาณ 7 ล้านคน ใครได้เสียงคนกลุ่มนี้ไป ได้ไปประมาณ 60 ที่นั่ง

ผู้ดำเนินรายการ: มิน่า เห็นลูกหลานออกมาเต็มไปหมดเลย

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: มันเลยสำคัญ ผมว่าอันนี้ก็จะคล้าย ๆ กับประเทศเพื่อนบ้านเรา ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่กำลังจะเข้ามา

ผู้ดำเนินรายการ: สถาบันพรรคการเมืองของเรา เป็นสถาบันหรือยัง ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: อันนี้อาจจะเป็นประเด็นที่ถดถอยที่สุด เป็นประเด็นที่น่าห่วงที่สุด คือเราย้อนกลับไปเป็นเหมือน ฟิลิปปินส์ คือเราเคยขยับออกมาแล้ว ปฏิรูปแล้วจนดีกว่า คือในช่วงก่อนรัฐธรรมนูญปี 40 พรรคการเมืองไทยเหมือนฟิลิปปินส์ ก็คือ ไม่มีความเป็นสถาบัน ล้มหายตายจากง่าย เลือกตั้งครั้งเดียวก็อาจจะยุบแล้ว เป็นพรรคเฉพาะกิจส่วนใหญ่ เต็มไปด้วยมุ้งการเมือง กลุ่มการเมืองย่อย รวมกันโดยผลประโยชน์เป็นหลัก และใช้ระบบอุปถัมภ์ การซื้อเสียง การดูดตัว ส.ส. เป็นหลัก อันนั้นคือก่อนปี 40 เราเหมือนเป็นคู่แฝดเลยกับฟิลิปปินส์ นักวิชาการเขาเปรียบเทียบอย่างนั้น

พอปฏิรูปรัฐธรรมนูญปี 40 เปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหลายอย่างมาก เปลี่ยนกฎกติกา เปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ดีขึ้น หลังจากนั้นพรรคการเมืองเรามีความเป็นสถาบันมากขึ้น หันมาแข่งที่นโยบายมากขึ้น แต่ครั้งนี้ด้วยกฎกติกา การเลือกตั้งใหม่ มันบีบให้ทุกพรรคต้องแตกลูกแตกหลาน ระบบเลือกตั้งใหม่นี้ โดยตัวมันเองมันทำให้ระบบพรรคการเมืองจะอ่อนแอลงโดยเปรียบเทียบ เราก็เลยเห็นปรากฏการณ์อย่างที่เราเห็น ก็คือว่า มีการแตกพรรคออกมาหลายพรรค หรือ มีการดูดตัว ย้ายพรรค กันมากขึ้น เพราะว่าประชาชนเหลือบัตรเลือกตั้งใบเดียว เลือก ส.ส. เขตเท่านั้น

ผู้ดำเนินรายการ: สุดท้าย ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองที่เป็นทางเลือกสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ประชาชนควรจะมีแนวทางที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปการเมืองอย่างไร ?

อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ: 2 ประเด็นนะครับ การไปเลือก การใช้สิทธิ ผมคิดว่าต้องศึกษานโยบายพรรคให้ดี ชอบพรรคไหนให้เลือกพรรคนั้นเป็นหลัก อย่าไปเลือกที่ตัวบุคคล เลือกที่แนวทางและนโยบายในการพัฒนาประเทศของพรรคนั้น ไม่งั้นเราจะกลับไปสู่ระบบชื่อเสียง อิทธิพล เจ้าของพื้นที่ในเขต ให้เลือกที่พรรคอย่าเลือกที่ตัวบุคคล

อันที่สองก็คือ ผมคิดว่ามีความจำเป็นที่ ไม่ว่าใครชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล ต้องมีการปฏิรูประบบเลือกตั้งใหม่ และระบบพรรคการเมืองใหม่ เพราะว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ พรรคการเมืองมีแต่จะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ประชาชนก็มีบทบาทต้องผลักดันประเด็นนี้ เรื่องการปฏิรูปพรรคการเมือง และระบบเลือกตั้ง

อ้างอิงข้อมูลจาก

รายการ Research Cafe By สกว. วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2561
โครงการวิจัย “พลวัตทางการเมืองเรื่องการเลือกตั้งและประชาธิปไตยในอาเซียน : ศึกษาเปรียบเทียบประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์”
หัวหน้าโครงการ : ประจักษ์ ก้องกีรติ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

00:00
00:00
Empty Playlist