RC20243-1.1

พลวัตของภูมิปัญญาและภาพสะท้อนจากวรรณกรรมอินเดีย: บทเรียนเพื่อการพัฒนาสังคมไทย

“วรรณกรรมอินเดีย” เป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่ทรงอิทธิพลของโลก ซึ่งถือได้ว่าเป็นรากฐานของอารยธรรมที่มีอิทธิพลต่อประเทศไทย อาจกล่าวได้ว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นเคยกับวรรณกรรมอินเดียเป็นอย่างดี เนื่องจากวรรณกรรมอินเดียส่วนหนึ่งได้ถูกบรรจุไว้ในหนังสือเรียนของไทย เช่น รามเกียรติ์ หรือ พระเวสสันดร เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมอินเดียไม่ได้มีเพียงเรื่องราวที่เราคุ้นหู คุ้นตา หรือรู้จักผ่านหนังสือเรียนเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลากหลายเรื่องราวที่น่าสนใจและทรงคุณค่าแก่การศึกษา ซึ่งบทความฉบับนี้จะนำท่านผู้อ่านไปรู้จักและเข้าใจวรรณกรรมอินเดียมากขึ้นอีกขั้น โดยข้อค้นพบส่วนหนึ่งจากการศึกษาวรรณกรรมอินเดีย พบว่า วรรณกรรมอินเดียมากมายได้สะท้อนถึงภูมิปัญญาและแนวคิดของอินเดียอย่างชัดเจน ซึ่งประเด็นสำคัญและน่าสนใจนั่นก็คือ ภูมิปัญญาดังกล่าวมีการถ่ายทอดอย่างเป็นพลวัต (Dynamic) ภูมิปัญญาอินเดียไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่เป็นของเก่าหรือเป็นเพียงอดีตที่หยุดนิ่ง แต่เป็นภูมิปัญญาที่มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นกระบวนการ มีการยอมรับและปรับแต่งให้เข้ากับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

“ภูมิปัญญา” คือสิ่งที่มนุษย์ได้เรียนรู้จากความคิด การอบรม การสั่งสอน และการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษโดยรุ่นสู่รุ่น สิ่งเหล่านี้มักถูกค้นพบในวรรณกรรมหลากหลายเรื่องของอินเดีย แต่สิ่งที่พิเศษนั่นก็คือภูมิปัญญาเหล่านี้มีพลวัตและมีความร่วมสมัย วรรณกรรมอินเดียที่บทความฉบับนี้ได้หยิบยกขึ้นมาศึกษา ได้แก่ (1) วรรณกรรมด้านอัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญ (2) วรรณกรรมเกี่ยวกับคำสอนในศาสนาซิกข์ ในส่วนของการอุปมาอุปไมยสรรพสัตว์เปรียบเทียบพฤติกรรมของมนุษย์ หรือที่เรียกว่าคุรุบานี  (3) การ์ตูนเรื่องราววีรบุรุษและวีรสตรีอินเดีย แม้ว่าอัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญและคำสอนของศาสนาจะเป็นประเด็นที่ถูกศึกษาแล้วอย่างเป็นวงกว้าง แต่ประเด็นส่วนใหญ่มักอยู่ในขอบข่ายเชิงสังคมและการเมืองเท่านั้น ซึ่งข้อค้นพบที่บทความพยายามนำเสนอจากวรรณกรรมทั้งสาม คือวรรณกรรมดังกล่าวได้สะท้อนในเรื่องของภูมิปัญญาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ หรือมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติที่ผูกโยงกับคุณค่าของความเป็นคนดี หรือการเป็นบุคคลต้นแบบ

ภูมิปัญญาและแนวคิดที่วรรณกรรมอินเดียถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนที่สุด นั่นก็คือ “คุณสมบัติของการเป็นบุคคลต้นแบบ” ข้อสังเกตสำคัญคือ วรรณกรรมอินเดียพยายามที่จะกำหนดคุณค่าของคำว่าคนต้นแบบ โดยคุณค่าดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอด สั่งสอน ฝังลึกอยู่ในความคิดและวิถีชีวิตของคนอินเดียจนเกิดเป็นภูมิปัญญา โดยคุณสมบัติบุคคลต้นแบบอินเดียที่ถูกสะท้อนออกมาจากวรรณกรรมทั้งสามเรื่อง พบว่า บุคคลต้นแบบจะต้องมีศาสนาเป็นเครื่องจำกัดแนวทางในการดำเนินชีวิต  ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าหรือมนุษย์ ล้วนแล้วแต่ยึดโยงผ่านหลักคำสอนทางศาสนาเป็นพื้นฐานทั้งสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่อินเดียให้ความสำคัญ โดยบุคคลต้นแบบจะเน้นในเรื่องของคนดี การดำเนินชีวิตที่ดี โดยวรรณกรรมอินเดียให้หลักคิดที่ว่า เมื่อเป็นคนดีแล้วนั้นจะมีแนวคิดในการใช้ชีวิตและกระบวนการคิดที่ดีไปด้วย ซึ่งวรรณกรรมอินเดียได้ชี้ให้เห็นว่าพื้นฐานครอบครัวหรือพ่อแม่ คือสิ่งสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม โดยจะเป็นเหมือนภูมิคุ้มกันหรือวัคซีนให้มนุษย์คิดดี  ทำดี และอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างดี อีกหนึ่งข้อค้นพบจากวรรณกรรมอินเดียทั้งสามเรื่อง คือ บุคคลต้นแบบอินเดียส่วนใหญ่เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสามารถและอัจฉริยภาพ โดยวรรณกรรมอินเดียได้ชี้ว่าบุคคลเหล่านี้สามารถพัฒนาตัวเองผ่านความรู้ทางโลกและทางธรรมให้มีความกล้าหาญ กล้าคิด กล้าทำ และกล้าตัดสินใจทำสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยบุคคลต้นแบบจะกระทำสิ่งเหล่านั้นด้วยความเสียสละเพื่อส่วนรวมและไม่หวังสิ่งตอบแทน ซึ่งภูมิปัญญาที่มักพบจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้ คือ ความมุ่งมั่น ความแน่วแน่ ความตั้งใจ และการยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้อง โดยยึดหลักสันติวิธีและอหิงสาเป็นแนวทาง

คำถามสำคัญคือภูมิปัญญาและแนวคิดจากวรรณกรรมเหล่านี้ถูกสะท้อนลงไปในสังคมอินเดียมากน้อยเพียงใด? อาจกล่าวได้ว่าสังคมอินเดียเป็นสังคมที่มีความแตกต่างและหลากหลายเป็นอย่างมาก แต่ก็เป็นสังคมที่ยึดโยงกับศาสนาอย่างลึกซึ้ง ภูมิปัญญาที่ได้ถูกกล่าวไปข้างต้นก็มีความเกี่ยวโยงกับศาสนาอย่างมีนัยสำคัญ จึงกล่าวได้ว่าแนวคิดและภูมิปัญญาเหล่านี้ฝังลึกอยู่ในจิตใจของคนอินเดียอยู่แล้วผ่านหลักคำสอนทางศาสนา กล่าวอีกแง่หนึ่ง คือศาสนาเปรียบเหมือนกับวิถีชีวิตของชาวอินเดีย ขนานอยู่ในทุก ๆ ช่วงชีวิต และคงอยู่อย่างนั้นเสมอมา เพราะฉะนั้นด้วยสภาพสังคมที่มีความแตกต่างและหลากหลายของอินเดีย หากปราศจากแนวคิดและภูมิปัญญาดังกล่าวในสังคมแล้ว ย่อมไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ จะเห็นได้ชัดในกรณีของระบบชนชั้นวรรณะของอินเดียซึ่งถือว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญ ในปัจจุบันแม้ว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่สามารถขจัดออกจากสังคมอินเดียได้อย่างสิ้นเชิง แต่จะเห็นว่าแนวทางการต่อสู้และการปฏิบัติด้วยสันติวิธีและอหิงสาที่ผ่านมาได้ค่อย ๆ ผ่อนคลายความตึงเครียดของปัญหาจากระบบชนชั้นลงได้ ในอีกแง่หนึ่งก็ต้องยอมรับว่าแนวคิดและภูมิปัญญาตามที่กล่าวมาไม่ได้ถูกยึดถือกันโดยสมบูรณ์ แต่การมีแนวทางดังกล่าวได้ช่วยพยุงและขับเคลื่อนสังคมอินเดียที่มีความหลากหลายให้ยอมรับซึ่งกันและกันและสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ

แนวคิดและภูมิปัญญาของอินเดียมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นพลวัตเนื่องจากสังคมอินเดียให้คุณค่าและความสำคัญต่อแนวคิดและภูมิปัญญาอย่างเป็นระบบแบบแผน ชัดเจน และต่อเนื่อง อย่างที่กล่าวไปข้างต้น สังคมอินเดียมีแนวคิดและภูมิปัญญา หลักในการให้คุณค่าและเทิดทูนต่อบุคคลต้นแบบหรือคนดีของสังคม ในสังคมอินเดียมีการปลูกฝังและถ่ายทอดเรื่องราวของบุคคลสำคัญที่เป็นต้นแบบอย่างเป็นรูปธรรมผ่านระบบการศึกษา โดยกำหนดในหลักสูตรวิชาเรียน นอกจากนี้ ในการศึกษาระดับสูงก็ยังมีสถาบันวิจัยที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับบุคคลสำคัญต้นแบบอย่างต่อเนื่องและเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ว่าจะเป็น Mahatma Gandhi หรือ Dr. Ambedkar นักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้เปลี่ยนแปลงสังคมอินเดีย ดังนั้น อัตชีวประวัติของบุคคลที่สร้างประโยชน์และคุณงามความดีต่ออินเดียจะไม่ถูกลืมไปจากสังคม จะมีการสืบทอด เล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นเสมอ ประวัติศาสตร์จึงไม่ขาดตอน ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับมาที่สังคมไทย จะพบว่า สังคมไทยก็มีบุคคลต้นแบบมากมาย แต่ไม่ได้ให้คุณค่าหรือมีการถ่ายทอดคุณูปการของบุคคลเหล่านั้นมากเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังไม่มีการถ่ายทอดคุณงามความดีเหล่านั้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ได้บรรจุในหลักสูตรการเรียนอย่างเป็นรูปธรรม หรือนำมาสู่วิถีชีวิต และที่สำคัญอาจกล่าวได้ว่า เมื่อนึกถึงบุคคลต้นแบบในสังคมไทย เราจะมองภาพไม่ค่อยชัดนัก โดยในสังคมไทย เราจะมีสูตรสำเร็จว่าคนดีต้องเป็นอย่างไร แต่สูตรสำเร็จนั้นไม่ใช่บุคคลจริง ๆ ซึ่งแตกต่างกับอินเดียตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น คือ บุคคลต้นแบบของอินเดียคือ คนธรรมดาที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ เป็นบุคคลที่เรียนรู้ได้ สัมผัสได้ แม้แต่เทพเจ้าของอินเดียเอง ก็เป็นเสมือนภาพสะท้อนของตัวมนุษย์ มีทั้งด้านดีและร้าย ซึ่งไม่ได้สูงเกินว่าที่มนุษย์จะสัมผัสไม่ได้ ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าวรรณกรรมของอินเดียสามารถเข้าถึงและใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของคนในสังคม วรรณกรรมอินเดียสะท้อนให้เห็นว่าปุถุชนคนธรรมดาย่อมเป็นคนดีได้ ย่อมพบกับความสำเร็จได้หากปฏิบัติตามแนวทางที่ดี

นอกจากอินเดียจะมีแนวทางในการรักษาแนวคิดและภูมิปัญญาในสังคมอย่างมีแบบแผนและต่อเนื่องผ่านระบบการศึกษาและสถาบันเฉพาะแล้ว ในปัจจุบันอินเดียมีการถ่ายทอดเรื่องราวของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาออกมาในรูปแบบใหม่ อินเดียเองเป็นประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของสื่อและภาพยนตร์ จึงได้มีการดึงวรรณกรรมและหลักคำสอน อัตชีวประวัติบุคคลสำคัญ หรือไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเทพเจ้าของตนไปทำในรูปแบบของอนิเมชั่น ให้มีความน่าสนใจและเข้าถึงง่าย ซึ่งอินเดียทำได้ดีและมีเพียงไม่กี่ชาติเท่านั้นที่ดึงเอาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และคำสอนต่าง ๆ ออกมานำเสนอในรูปแบบดังกล่าว

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “พลวัตของภูมิปัญญาและภาพสะท้อนจากวรรณกรรมอินเดีย: บทเรียนเพื่อการพัฒนาสังคมไทย”

หัวหน้าโครงการ : โสภนา ศรีจำปา

สนับสนุนโดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เรียบเรียง เปรมยุดา ธรรมพัชรากร
กราฟิก ณปภัช เสโนฤทธิ์
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน จินตนา ธรรมวงษ์
00:00
00:00
Empty Playlist