RC20374_00

“ภัยแล้ง” กับการปรับตัวของเกษตรกรและความช่วยเหลือจากภาครัฐ

ฤดูฝนที่เพิ่งผ่านพ้นไป แม้หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นช่วงที่มีปริมาณฝนตกชุกต่อเนื่องและส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าในภาคการเกษตรของไทยเรา โดยเฉพาะเกษตรกรที่ทำนานั้น กลับกำลังเผชิญอยู่กับปัญหาภัยแล้งที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น และดูเหมือนว่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆในอนาคต การแก้ปัญหาในปัจจุบันของเกษตรกรทำนาเหล่านั้นเป็นอย่างไรและทางออกในการเผชิญหน้ากับภัยแล้งควรเป็นเช่นไร วันนี้มาร่วมหาคำตอบกันจากงานวิจัย “การปรับตัวต่อภาวะภัยแล้งของเกษตรกรทำนาในพื้นที่ชลประทาน พร้อมประเมินโครงการบูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง”

 

งานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการศึกษาสภาพการทำนาโดยเฉพาะพื้นที่ทำนาในเขตชลประทานภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของปริมาณน้ำฝนมากที่สุด พร้อมประเมินความเสียหายจากภัยแล้งในการผลิตข้าว การปรับตัวของเกษตรกรทำนา รวมถึงประเมินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเพื่อนำมาสู่ข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหาในอนาคต

 

ภัยแล้งกับเกษตรกรทำนาในพื้นที่ชลประทาน

ในช่วง พ.ศ. 2543-2559 ถึงแม้ประเทศไทยจะมีแนวโน้มปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคกลางที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีเพิ่มสูงขึ้น แต่ในช่วงสิบปีหลัง (พ.ศ. 2550 – 2559) กลับพบว่าสถานการณ์น้ำฝนมีลักษณะความแปรปรวนที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งปริมาณน้ำฝนที่ตกต่อปี จำนวนวันที่ฝนตก และรูปแบบการกระจายของฝนที่ตก โดยพบว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั่วประเทศนั้นมีแนวโน้มลดลง ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีของภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือนั้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ

การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนที่ตก การเลื่อนของฝนไปตกในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้มากขึ้น และแนวโน้มของการลดลงของจำนวนวันที่ฝนตกในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ส่งผลต่อปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่เขื่อน จากข้อมูลปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ พบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง (ยกเว้นปี 2554 ที่เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่) ซึ่งการที่น้ำในเขื่อนลดลงนั้นก็ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการทำเกษตรกรรมในพื้นที่เขตชลประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังที่ใช้น้ำของกรมชลประทานมากที่สุดในช่วงฤดูแล้ง ดังนั้น เมื่อน้ำในเขื่อนลดลงก็ย่อมส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่รับประโยชน์โดยตรงจากเขื่อนขนาดใหญ่เหล่านี้

งานวิจัยเรื่อง การปรับตัวต่อภาวะภัยแล้งของเกษตรกรทำนาในพื้นที่ชลประทาน พร้อมประเมินโครงการบูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง มุ่งศึกษาพื้นที่ที่มีการทำนาในเขตชลประทานภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งสามปีติดต่อกัน (2557 – 2559) และเป็นพื้นที่ที่มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว งานวิจัยได้ศึกษากลุ่มเกษตรกรทำนาในพื้นที่ชลประทาน 8 จังหวัด ได้แก่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร ตาก นครสวรรค์ ชัยนาท ขอนแก่น และนครราชสีมา

 

ปัจจัยการผลิตข้าว

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักเกษตรกรชาวนาให้มากขึ้นกันหน่อย หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องแบกภาระต้นทุนอะไรบ้าง จากการศึกษานี้พบว่า ต้นทุนหรือปัจจัยการผลิตข้าวที่เกษตรกรชาวนาต้องแบกรับนั้นประกอบไปด้วย ค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งมีทั้งที่เป็นบาท/ไร่ และผลผลิต/ไร่ โดยเมื่อคิดค่าเช่า/ไร่เป็นตัวเงินทั้งหมด พบว่าค่าเช่าเฉลี่ย/ไร่ของการทำนาปีอยู่ที่ 895.87 บาท/ไร่ การทำนาปรังครั้งที่หนึ่ง เท่ากับ 831.15 บาท/ไร่ ต่อมาคือค่าเมล็ดพันธุ์ พบว่าครัวเรือนตัวอย่างหันมาปลูกข้าวหอมมากกว่าข้าวขาวในการปลูกข้าวฤดูฝน ซึ่งในช่วงภาวะภัยแล้งที่ผ่านมาทำให้พวกเขาได้รายได้หลักจากการทำนาปีมากกว่านาปรัง พวกเขาจึงเลือกปลูกข้าวพันธุ์ดีหรือข้าวพันธุ์ที่จะเก็บไว้บริโภคเอง ทั้งนี้ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้มีทั้งที่เป็นของเกษตรกรเองและที่ซื้อมา โดยค่าเมล็ดพันธุ์เฉลี่ยของการทำข้าวนาปีเท่ากับ 474.40 บาท/ไร่ และของการทำข้าวนาปรังครั้งที่หนึ่ง เท่ากับ 487.19 บาท/ไร่ ส่วนค่าปุ๋ย เฉลี่ยอยู่ที่ 569.51 บาท/ไร่ สำหรับการทำข้าวนาปี และ 574.15 บาท/ไร่ สำหรับการทำข้าวนาปรังครั้งที่หนึ่ง ค่าสารเคมี เฉลี่ยอยู่ที่ 163.18 บาท/ไร่ สำหรับการทำข้าวนาปี และ 191.65 บาท/ไร่ สำหรับการทำข้าวนาปรังครั้งที่หนึ่ง ส่วนค่าจ้างแรงงานนั้นประกอบไปด้วยเครื่องจักรและคน เฉลี่ยรวมอยู่ที่ 895.32 บาท/ไร่ ในการทำข้าวนาปี และ 836.57 บาท/ไร่ ในการทำข้าวนาปรังครั้งที่หนึ่ง ค่าน้ำมัน เฉลี่ยอยู่ที่ 183.51 บาท/ไร่ ในการทำข้าวนาปี และ 247.57 บาท/ไร่ ในการทำข้าวนาปรังครั้งที่หนึ่ง และค่าดอกเบี้ยเงินลงทุน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นร้อยละ 7 สำหรับการทำข้าวนาปีและข้าวนาปรังครั้งที่หนึ่ง เท่ากับ 74.24 บาท/ไร่ 73.93 บาท/ไร่ ตามลำดับ

รวมแล้วพบว่าค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวเฉลี่ยของการทำข้าวนาปีเท่ากับ 3,256.03 บาท/ไร่ และการทำข้าวนาปรังครั้งหนึ่ง เท่ากับ 3,242.21 บาท/ไร่ ซึ่งการใช้และการปรับเปลี่ยนการใช้ปัจจัยการผลิตในการปลูกข้าว ทั้งข้าวนาปีและข้าวนาปรังครั้งที่หนึ่ง สามารถสะท้อนการปรับตัวของเกษตรกรต่อภัยแล้งที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตข้าว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเมล็ดพันธุ์ หรือเลือกที่จะไม่ใช้จ่ายในบางด้าน เป็นต้น

 

ผลกระทบและการปรับตัวของเกษตรกรทำนา

ภัยแล้ง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการทำนาที่สำคัญ 2 ประการคือ จำนวนพื้นที่ทำนาลดลง และปริมาณผลผลิตต่อไร่ลดลง ซึ่งจากการศึกษาภัยแล้งปี 2558/59 ภัยแล้งได้ส่งผลให้พื้นที่ทำนาปรังครั้งที่หนึ่งลดลงถึงร้อยละ 89.5 มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย 3,889 บาท/ไร่ และพื้นที่ข้าวนาปีได้รับความเสียหายจากน้ำไม่พอ ร้อยละ 70.8 มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย 1,753.19 บาท/ไร่

เมื่อประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในการทำนา เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งไม่ได้หาแหล่งน้ำในการทำนาเพิ่ม เกษตรกรบางส่วนจะสูบน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่สาธารณะ ส่วนการปรับตัวของเกษตรกรทำนาในช่วงหน้าแล้งนั้นพบว่า ในการปลูกข้าวนาปรังจะใช้วิธีหยุดปลูกข้าว และจะเลี้ยงสัตว์ หรือปลูกพืชชนิดอื่นแทน ซึ่งแตกต่างจากการปรับตัวในการปลูกข้าวนาปีที่ส่วนใหญ่จะมีการปรับการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว โดยมีทั้งแบบที่คิดว่าถ้าปลูกข้าวได้ครั้งเดียวคือ ข้าวนาปี ก็ขอปลูกข้าวพันธุ์ที่ดี กับอีกแบบที่คิดว่าถ้าปลูกข้าวได้ครั้งเดียวก็จะปลูกข้าวพันธุ์ที่ชอบบริโภค เช่น ข้าวเหนียว

จากผลกระทบดังกล่าวพบว่า มีเกษตรกรทำนาจำนวนร้อยละ 66.3 ตระหนักได้ถึงความรุนแรงของภัยแล้งที่เกิดขึ้น ซึ่งร้อยละ 27.4 ของผู้ที่ตระหนักนี้ไม่ปรับตัวต่อภัยแล้ง โดยมีสาเหตุมาจากการที่พวกเขาไม่มีความรู้ในการปลูกพืชทดแทน และไม่มีความรู้เรื่องตลาดของพืชทดแทนที่เพียงพอ


 

ความช่วยเหลือผ่านโครงการบูรณาการมาตรการความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง

จากโครงการบูรณาการมาตรการความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/59 ผ่านการสร้างรายได้ด้วยการปลูกพืชทดแทนข้าวนาปรัง การเลี้ยงสัตว์ และการทำประมง โดยทำการประเมินจากรายได้ของครัวเรือนที่ทำกิจกรรมนั้นๆ เปรียบเทียบกับงบประมาณต่อหัวที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรม ผลการประเมินพบว่า ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง กล่าวคือ รายได้ของครัวเรือนที่เข้าร่วมสูงกว่างบประมาณที่ใช้ไป การเลี้ยงสัตว์เล็กและประมงทุกชนิดสามารถลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ในช่วงที่ไม่ทำนาปรังได้ แต่ยังมีข้อกังวลในเรื่องความเหมาะสมของพื้นที่ที่เป็นที่นากับการปลูกพืชชนิดอื่น โดยเฉพาะข้าวโพดหรือถั่วต่างๆ รวมถึงการตลาดที่ทำให้รายได้ต่อไร่น้อยกว่าช่วงที่ปลูกข้าวนาปรัง

 

 

แนวทางการจัดการในอนาคต งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะในสามด้านหลัก คือ

ข้อเสนอแนะด้านการลดต้นทุนการผลิตข้าว เนื่องจากค่าเช่าที่นาและค่าเครื่องจักรนั้นเพิ่มสูงขึ้นประมาณร้อยละ 80 และ 60 ตามลำดับ ดังนั้นจึงต้องทบทวนมาตรการเรื่องที่นาและค่าเครื่องจักรใหม่ นอกจากนี้ การมีมาตรการ “โครงการธงฟ้า” ก็สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตข้าวได้โดยเฉพาะปุ๋ยในโครงการ และการหาวิธีปลูกข้าวนาปรังที่ใช้น้ำน้อย (เช่น วิธีการแกล้งข้าว) เข้ามาช่วยแก้ปัญหา

ด้านการปรับตัวของเกษตรกรต่อภัยแล้ง ที่เห็นได้ชัดคือ การปรับใช้พันธุ์ข้าวตามสูตรที่เหมาะสม การสร้างความตระหนักในเรื่องฝนแล้งเพื่อให้เกษตรกรได้ตัดสินใจในการปรับตัว เช่น การเลื่อนเวลาการปลูกข้าว ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลในการหลีกเลี่ยงความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ รวมถึงการสร้างเวที “เกษตรกรพบผู้ซื้อก่อนการผลิต” เพื่อสร้างเสริมความรู้ในเรื่องตลาดพืชทดแทนข้าวนาปรังให้กับเกษตรกร

ข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับโครงการบูรณาการฯ ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องความเหมาะสมของดินกับพืชที่นำมาปลูกทดแทนและตลาดรับซื้อ ซึ่งต้องให้กรมพัฒนาที่ดิน ศูนย์วิจัยพืชไร่ และพาณิชย์จังหวัดเข้ามาช่วยเหลือและให้ความรู้แก่เกษตรกร ในการดำเนินโครงการบูรณาการฯ ถึงแม้ว่าจะประสบความสำเร็จ แต่พบว่าส่วนใหญ่พื้นที่เดียวกันมักจะได้รับสัตว์หรือผักชนิดเดียวกันจากโครงการฯ จึงทำให้เวลาที่ครัวเรือนนำไปขาย ไม่สามารถตั้งราคาที่สูงได้ ดังนั้นโครงการฯ จึงอาจบริหารจัดการให้แต่ละพื้นที่ได้รับสัตว์และผักที่มีความหลากหลายมากขึ้น

 

————————————————————–

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การปรับตัวต่อภาวะภัยแล้งของเกษตรกรทำนาในพื้นที่ชลประทาน พร้อมประเมินโครงการบูรณาการช่วยเหลือเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง”

หัวหน้าโครงการ: มาฆะสิริ เชาวกุล
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
กราฟิก ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ญาณิตา เหลืองคงอยู่
00:00
00:00
Empty Playlist