development-and-temperament-of-early-childhood-2

ลูกเราเป็นเด็กเลี้ยงยากหรือไม่ และจะมีวิธีรับมืออย่างไร ?

การพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นองค์รวมทั้งพื้นฐานทางอารมณ์และพฤติกรรมนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็ก เมื่อเด็กเจริญเติบโตมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากกิจกรรมต่าง ๆ จะช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาทางอารมณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้นตามลำดับ มีการพัฒนาเป็นพื้นฐานของบุคลิกภาพ ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิด พฤติกรรม การกระทำ และยังมีผลต่อการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกด้วย มีการศึกษาพบว่าเด็กที่มีพื้นฐานอารมณ์เลี้ยงยาก จะส่งผลทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้และจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสม ส่งผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา สังคม และพัฒนาการด้านอื่น ๆ ในเวลาต่อมา เช่น สมาธิสั้น ซน ก้าวร้าว เป็นต้น

โครงการวิจัย “สถานการณ์ปัญหาสภาวะสุขภาพ พัฒนาการ และพื้นฐานอารมณ์ของเด็กปฐมวัย” ได้ทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาพื้นฐานทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย เพื่อหาสาเหตุของปัญหา ปัจจัยที่มีผลกระทบกับพฤติกรรมของเด็ก รวมถึงแนวทางในการแก้ปัญหาและการปรับพฤติกรรมเด็ก นำมาสู่การพัฒนาเป็น “คู่มือสำหรับผู้ดูแลครอบครัวและเด็กปฐมวัยเพื่อการสร้างเสริมพื้นฐานอารมณ์เด็กเลี้ยงยากช่วงปฐมวัย (อายุ 1-5 ปี)” เพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการและพื้นฐานทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย แนวทางการตอบสนองและการจัดการกับพฤติกรรมของเด็ก รวมถึงการเสริมสร้างพื้นฐานอารมณ์ในเด็กเลี้ยงยากได้อย่างเหมาะสม

เด็กเลี้ยงยากและการตอบสนอง

จากลักษณะเด็กที่มีพื้นฐานอารมณ์เลี้ยงยาก สามารถจัดแบ่งกลุ่มตามปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ดังนี้

ซน

สามารถอธิบายลักษณะได้ ดังนี้ ซน วิ่ง ปีนป่าย เด็กทำกิจกรรมเคลื่อนไหวตลอดเวลา หรือบางทีดูวุ่นวายตลอดเวลา อยู่นิ่งได้ไม่นาน อยู่เฉย ๆ ไม่เป็น และอาจทำให้ของเสียหาย และเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อย ๆ เมื่อพาออกไปนอกบ้าน หรือในบางกรณีอาจจะชอบรื้อของใช้ภายในบ้านออกมาเล่นและการเล่นก็ทำให้ของเสียหายบ่อย ๆ ธรรมชาติของเด็กปฐมวัยมีพลังของการเรียนรู้ สนใจกระตือรือร้น สมาธิหรือความสนใจในแต่ละเรื่องในระยะเวลาไม่นาน พ่อแม่ต้องยอมรับด้วยว่าภารกิจหลักของเด็กคือ การเล่น ด้วยพลังหรือแรงขับเคลื่อนของความต้องการที่อยากรู้อยากเห็น ทำให้เด็กหยุดได้ไม่นาน แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจของการเลี้ยงดูที่จะมีผลทำให้เด็กไม่นิ่ง พบว่าถ้ามีการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมมากเกินไป เช่น การกระตุ้นจากภาพและเสียงจากโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ รวมถึงการเลี้ยงดู เด็กที่เร่งรีบและทำกิจกรรมหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น รับประทานอาหารพร้อมกับแต่งตัวไปด้วย สิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูดังกล่าวก็มีผลทำให้เด็กไม่นิ่ง สนใจทำกิจกรรมได้ไม่นาน เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน

แนวทางการตอบสนอง พ่อแม่ ผู้ปกรอง ควรจัดกิจกรรมเล่นกับเด็ก ทั้งในด้านการออกกำลังกาย อย่างการวิ่ง กระโดด ปั่นจักรยาน รวมถึงการเล่นเกมที่ต้องมีกติกาที่ชัดเจน เพื่อช่วยฝึกการควบคุมตัวเอง หรือหากิจกรรมฝึกสมาธิ เช่น การหยอดลูกปัดใส่ในขวดปากแคบ การเขียนตามเส้นประ ต่อจิกซอร์ หรือกิจกรรมฝึกทักษะ เช่น การเล่าเรื่อง อาจจะเป็นเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน นิทาน มีการถามตอบ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกระบวนการคิด วิเคราะห์แก้ปัญหาได้ โดยควรจะเริ่มจากกิจกรรมที่ง่าย ๆ สนุกสนาน พ่อแม่ควรสังเกตการตอบสนองของเด็ก ให้คำชมหรือหาของที่เด็กชอบมาเป็นแรงจูงใจ การเล่นที่ดีในเด็กปฐมวัยไม่ควรเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพราะจะทำให้เด็กสนใจสิ่งแวดล้อมและมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างน้อยลง พ่อแม่ ผู้ปกครอง จะต้องปรับรูปแบบการเลี้ยงดูให้มีจังหวะที่ช้าลง ลดความรีบเร่งใน ชีวิตประจำวัน ฝึกให้เด็กทำกิจกรรมให้เสร็จทีละอย่าง รวมทั้งสอนให้รู้จักการรอเวลาและจังหวะ

ดื้อ ไม่เชื่อฟัง

การแสดงออกของลูกจะสัมพันธ์กับพัฒนาการของลูก พบว่าเด็กในช่วงวัย 3-5 ปี จะเป็นวัยที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น พัฒนาการทั้งทางร่างกายและทางภาษาก็ก้าวหน้าไปมาก เด็กมักอยากรู้อยากเห็น อยากทดลองทำอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อทดสอบพลังของตน และสังเกตว่าผลจะออกมาอย่างไร ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทราบถึงความควรไม่ควรในบทบาทของเขา พฤติกรรมของเด็กจะมีความรุนแรงมากน้อยขึ้นกับพื้นฐานอารมณ์ของเด็ก เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานอารมณ์แตกต่างกัน ซึ่งเป็นปัจจัยทางชีวภาพที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และพื้นฐานอารมณ์นี้จะติดตัวคนเราตลอดชีวิตโดยอาจจะเปลี่ยนแปลงได้บ้างตามการเลี้ยงดู ซึ่งในเรื่องการเลี้ยงดูนั้นพบว่าเด็กที่ถูกตามใจมากตั้งแต่เล็ก มักจะมีปฏิกิริยารุนแรงกว่าเด็กที่ถูกฝึกวินัย พ่อแม่คนไทยส่วนใหญ่มีรูปแบบการเลี้ยงลูกแบบผสม คือตามใจ ยอม และเมื่อทนไม่ไหวถึงค่อยใช้กฎหรือการบังคับต่าง ๆ การเลี้ยงดูแบบนี้จะทำให้เด็กเกิดความไม่แน่ใจว่าสิ่งไหนทำได้หรือทำไม่ได้กันแน่ เด็กรู้สึกคับข้องใจเพราะไม่ได้ดังใจเหมือนที่เคยได้มาจนเคยชิน เพราะกฎกติกาในบ้านเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เมื่อคำพูดของพ่อแม่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ แทนที่เด็กจะเชื่อฟัง ก็กลับดื้อและไม่เชื่อฟัง

แนวทางการตอบสนอง เมื่อเด็กดื้อ ไม่เชื่อฟัง พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องจริงจัง มีความเด็ดขาดในการบอก ที่ไม่ใช่การตีเด็ก แต่เป็นการทำให้เด็กเรียนรู้และเห็นความสำคัญของการเชื่อฟังคำสั่ง ในการเลี้ยงดูเด็ก ต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเด็ก เน้นการมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ใช้เหตุผลในการตัดสินใจว่าสิ่งใดควรทำไม่ควรทำ เป็นตัวแบบที่ดีให้กับเด็ก

หงุดหงิด เอาแต่ใจตัวเอง

พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นต้นแบบที่สำคัญของเด็ก บ่อยครั้งที่เด็กมีพฤติกรรมเลียนแบบจากบุคคลใกล้ชิด สภาวะแวดล้อม เสียง ภาพ ล้วนมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และการเลียนแบบพฤติกรรม ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครองต้องสังเกตพฤติกรรมเด็ก เด็กแต่ละคนร้องไห้ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน เช่น ร้องเมื่อไม่พอใจ เมื่อถูกขัดใจ ต้องการเรียกร้องความสนใจ หรือร้องเล่น ๆ ดังนั้นจึงควรหาสาเหตุให้ได้ก่อน เพื่อจะได้แก้ปัญหาอย่างถูกต้อง อีกทั้งควรมีความชัดเจน จริงจัง ในการฝึกวินัยให้กับเด็ก

แนวทางการตอบสนอง พ่อแม่/ผู้ปกครองต้องเป็นตัวอย่าง  มีการควบคุมสติและอารมณ์เป็นอย่างดี ควรให้คำชมเชยเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ดี ช่วยเด็กในการเข้าใจอารมณ์และความต้องการของตนเอง โดยพูดคุยกับเด็กด้วยคำที่เข้าใจได้ง่าย มีความสม่ำเสมอในการฝึกวินัย

ปัญหาการกิน กินยาก เลือกกิน

การกินอาหารเป็นเรื่องยุ่งยาก เด็กมักปฏิเสธอาหาร กินไม่ตรงเวลา ซึ่งอาจส่งผลต่อการรับสารอาหารไม่เพียงพอ เช่น เด็กไม่ยอมกินผัก หรือกินอาหารน้อยมาก ๆ ทำให้พ่อแม่/ผู้ปกครองกังวลและพยายามหาอาหารเสริมสำหรับเด็ก หาของกินอย่างอื่นทดแทน เช่น ขนม

แนวทางการตอบสนอง การสร้างทัศนคติและความรู้สึกดี ๆ เกี่ยวกับการกิน ปล่อยให้เด็กได้มีโอกาสช่วยเหลือตัวเองในการกินถึงแม้จะหก เลอะบ้าง ต่อมาเด็กก็จะทำได้ดีมากขึ้น ผู้ปกครองควรจัดที่นั่งรับประทานอาหารให้เหมาะสม ไม่มีสิ่งของอื่นมาเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น โทรทัศน์ หรือของเล่น ให้คำชมเชยเมื่อเด็กทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ การตักอาหาร ควรตักให้ทีละน้อย ให้ลูกมีกำลังใจในว่าเขาจะทานอาหารได้หมด ระหว่างทานอาหาร ควรให้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย พูดคุยกัน ไม่กดดันเด็กด้วยคำพูด เช่น กินเร็ว ๆ สิลูก อย่าทำหกนะ และควรส่งเสริมให้เด็กได้ลองกินอาหารที่หลากหลาย การบังคับให้เด็กกินจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกต่อต้าน ควรฝึกวินัยการทานอาหารให้กับเด็ก ควรให้ความสำคัญกับกฎ กติกา บนโต๊ะอาหาร ทานอาหารให้เป็นเวลา กำหนดเวลาอาหารแต่ละมื้ออย่างชัดเจน ถ้าถึงเวลาแล้วเด็กไม่ยอมกิน ก็เก็บโต๊ะอาหาร จากนั้นมื้อถัดไปพอเด็กหิวก็จะกินอาหารได้เองโดยพ่อแม่/ผู้ปกครองไม่ต้องเคี่ยวเข็ญ ฝึกให้เด็กกินผัก เล่านิทานเกี่ยวกับประโยชน์ของผัก เริ่มให้เด็กกินผักที่ไม่มีกลิ่นฉุน ไม่ขม ไม่แข็ง ปรุงอาหารโดยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ สร้างสรรค์เมนูที่หลากหลายและครบห้าหมู่

ปัญหาการนอน

ก่อนอื่นพ่อแม่/ผู้ปกครองต้องหาสาเหตุของพฤติกรรมการไม่ยอมนอนก่อนว่ามาจากอะไร เช่น การมีกิจกรรมการเล่นก่อนนอน การนอนตื่นสาย เด็กรอพ่อแม่/ผู้ปกครองกลับบ้านจึงนอนดึก เด็กไม่ง่วงนอนเพราะนอนกลางวันมากเกินไป

เทคนิคการช่วยให้เด็กหลับง่าย 1) ความสุขสบายของร่างกายก็มีผลต่อการผ่อนคลาย ควรให้เด็กอิ่ม อาบน้ำ ก่อนเข้านอน 2) การเล่านิทาน หรือเปิดเสียงเพลงเบา ๆ กล่อมให้เด็กฟังก่อนนอนจนเด็กเคลิ้มหลับ ต้องระวังไม่ให้นิทานหรือเสียงเพลงกระตุ้นให้เด็กสนุกสนานจนเกินไป 3) กรณีที่พ่อแม่/ผู้ปกครองกลับดึก เด็กไม่ยอมนอนเพราะรอพ่อหรือแม่กลับบ้าน การโทรศัพท์มาคุยกับเด็กเพื่อให้เด็กได้รับรู้และเข้าใจว่าพ่อแม่/ผู้ปกครองก็จะกลับมา เด็กไม่ต้องกลัวหรือกังวล หรือการหาของแทนตัวพ่อแม่/ผู้ปกครองมาไว้ใกล้ๆ เด็กเมื่อยามเด็กเข้านอนจะช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจและผ่อนคลายเมื่อเข้านอนได้ 4) ไม่ควรให้เด็กดื่มน้ำชา ชาเขียว น้ำอัดลม ช็อคโกแลต เพราะมีคาเฟอีน รวมทั้งอาหารที่มีน้ำตาล ให้พลังงานมาก จะทำให้เด็กนอนหลับยาก 5) ในช่วงกลางวันควรให้เด็กมีกิจกรรมกีฬาให้เด็กได้ใช้พลัง  แต่ทั้งนี้ไม่ควรให้เด็กเล่นหรือทำกิจกรรมก่อนนอนจนเหนื่อยเพราะอาจทำให้เด็กนอนหลับยากมากยิ่งขึ้น 6) เด็กบางคนเริ่มฝันและอาจตกใจตื่น ร้องไห้ พ่อแม่/ผู้ปกครองควรกอดและปลอบเด็ก เพื่อเด็กสงบและนอนต่อได้ ไม่ควรแก้ปัญหาการนอนหลับยาก โดยการยอมให้เด็กดูดนมขวดก่อนนอน หรือให้เด็กดูโทรทัศน์ก่อนนอน เพราะจะเกินผลเสียต่อเด็ก

 

กล่าวโดยสรุป รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดที่สามารถหล่อหลอมให้เด็กเป็นผู้ที่มี ความสามารถในการปรับตัว มีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม มีความสามารถในการกำกับตนเอง มี พัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีคือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ เนื่องจากการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ พ่อแม่จะแสดงความรัก ความเอาใจใส่และให้ความอบอุ่นต่อเด็ก สนใจ พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น และ สนับสนุนให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ของครอบครัว ให้ความเสมอภาค อนุญาตให้มีอิสระตามวุฒิภาวะของเด็ก แต่ก็จะกำหนดขอบเขตพฤติกรรมของเด็ก กำหนดให้เด็กเชื่อฟังและปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้ด้วยความมีเหตุมีผล ยอมรับในสิทธิซึ่งกันและกัน ให้การชี้แนะอย่างมีเหตุผล อธิบายถึงเหตุผลของการเรียกร้องให้ปฏิบัติตามคำสั่ง รวมไปถึงการลงโทษ พ่อแม่/ผู้ปกครองจะใช้อำนาจ เมื่อจำเป็น และมีเหตุผลในการใช้อำนาจที่นำไปสู่พัฒนาการที่ดีของเด็ก โดยรูปแบบหนึ่งที่สามารถช่วย ส่งเสริมให้การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คือ การเป็นแบบอย่างที่ดีของพ่อแม่/ ผู้ปกครอง เด็กจะเลียนแบบการแสดงออกต่าง ๆ ของพ่อแม่/ผู้ปกครอง หรือผู้เลี้ยงดูมากกว่าจะทำตาม คำสั่งสอนด้วยวาจา ดังนั้น สิ่งใดที่พ่อแม่/ผู้ปกครองอบรมสั่งสอน พ่อแม่/ผู้ปกครองก็ต้องปฏิบัติให้เด็กเห็นเป็นแบบอย่างเช่นกัน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “คู่มือสำหรับผู้ดูแลครอบครัวและเด็กปฐมวัยเพื่อการสร้างเสริมพื้นฐานอารมณ์เด็กเลี้ยงยากช่วงปฐมวัย (อายุ 1-5 ปี)”

หัวหน้าโครงการ : พนิดา ศิริอำพันธ์กุล
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง นพรดา คำชื่นวงศ์
กราฟิก ชนกนันท์  สราภิรมย์
00:00
00:00
Empty Playlist