web_01

แนวทางพัฒนาและแก้ไขปัญหา อุปสรรคด้านความร่วมมือระหว่างองค์กร ในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาการค้ามนุษย์

เนื่องมาจากปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน และมีความจำเป็นต้องเร่งแก้ไข ซึ่งการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีองค์กรในกระบวนการยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลัก รองลงมาคือหน่วยงานภาคประชาสังคม โดยองค์กรในกระบวนการยุติธรรมมีหน่วยงานหลัก ทั้ง 5 หน่วยงาน ได้แก่ ศาลอาญาแผนกคดีค้ามนุษย์ (สำนักงานศาลยุติธรรม) ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ระหว่างประเทศ (สำนักงานอัยการสูงสุด) กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) กองต่อต้านการค้ามนุษย์ (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) และศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ แต่การดำเนินการขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาการค้ามนุษย์ยังคงมีปัญหาอยู่มากที่ควรแก้ไขและพัฒนาเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ปัญหาการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต้นเหตุของปัญหาต่างๆ

ผลการศึกษา พบว่ามีปัญหาด้านความร่วมมือในหลายประเด็น โดยปัญหาทั้งหมดเกี่ยวข้องกับองค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาการค้ามนุษย์ โดยปัญหาหลักคือปัญหาการประสานความร่วมมือกันทั้งสิ้นจนนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ตามมา โดยแยกเป็น 3 ช่วง คือ ก่อนดำเนินคดี (1) ปัญหาการประสานความร่วมมือระหว่างองค์กร ได้แก่ ปัญหาการกรอกข้อมูลลงในระบบฐานข้อมูลด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และประสิทธิภาพในการทำสำนวนและการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ (2) ประสิทธิภาพในการทำสำนวนและการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ (3) ความระมัดระวังในความปลอดภัยของผู้เสียหายและความยากลำบากในการช่วยเหลือผู้เสียหาย (4) ปัญหาการกรอกข้อมูลลงสาระบบในส่วนของศาล ขณะดำเนินคดี ส่วนมากเป็นปัญหาการประสานความร่วมมือระหว่างองค์กร ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาความล่าช้าในดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ปัญหาการจับกุมผู้ต้องหาเพื่อส่งเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี ปัญหาความล่าช้าในการทำงานของพนักงานสอบสวน ปัญหาการดำเนินการขอค่าใช้จ่ายจากกองทุนเพื่อใช้ในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ปัญหาการพิจารณาคดีค้ามนุษย์ด้วยระบบไต่สวน และหลังดำเนินคดี ปัญหาความล่าช้าในการรอสำเนาคำพิพากษา ปัญหาการบังคับคดีภายหลังมีคำพิพากษา

แนวทางพัฒนา และแก้ไขปัญหา อุปสรรคด้านความร่วมมือระหว่าง

จากปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้ได้เสนอแนวทางพัฒนา และแก้ไขปัญหา อุปสรรคด้านความร่วมมือระหว่างองค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาการค้ามนุษย์ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • การบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาการค้ามนุษย์ควรจะมีการประชุม ปรึกษาหารือแบบบูรณาการร่วมกัน มิใช่ต่างคนต่างทำ ควรมีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์โดยตรง ให้สามารถดำเนินงานด้านแผนต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นแผนงาน แผนเงิน และแผนคน ยกตัวอย่างหน่วยงานกลางที่รัฐได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามเกี่ยวกับการประมง ถือ เป็นตัวอย่างการบริหารจัดการที่ดี หน่วยงานนี้เรียกว่า “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามชายฝั่ง” ถ้าหากนำรูปแบบนี้ไปปรับใช้กับการใช้แรงงานภาคอื่นๆ จะช่วยให้การป้องกันและปราบปรามการค้า มนุษย์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปด้วยความราบรื่น ปฏิบัติงานไปในทิศทางเดียวกัน ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะมีการควบคุมสั่งการจากผู้บังคับบัญชาคนเดียวกัน ใช้แผนและนโยบายเดียวกัน และต้องเร่งร่วมมือในการหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการส่งสำนวนล่าช้า แนวทางการบูรณาการด้านความร่วมมือ การขอความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามหมายจับให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • การสร้างความเชี่ยวชาญให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติมีความสามารถ ความเชี่ยวชาญ เพื่อนำไปสู่การประสานงานด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิธีการใหม่ๆ ในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ตลอดจนการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นด้านความก้าวหน้าในอาชีพ ค่าตอบแทนที่เหมาะสม จำนวนบุคลากรที่เพียงพอต่อการทำงาน งบประมาณที่เหมาะสม การเสริมสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยในการทำงาน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านการค้ามนุษย์ เพราะปัจจัยการลาออกหรือโยกย้ายจะมีน้อยลง และนำไปสู่การผลักดันการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้ได้ผลดียิ่งขึ้น
  • การจัดอบรมให้ความรู้ ซึ่งเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องได้รับการพัฒนาสร้างองค์ความรู้ หากเจ้าหน้าที่มีองค์ความรู้ที่ตรงกันจะทำให้การประสานงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้าใจถึงปัญหาและดำเนินการให้ถูกต้อง เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับประโยชน์จากกฎหมายและแหล่งความช่วยเหลืออย่างเต็มที่โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับทัศนคติของผู้ปฏิบัติงาน
  • การปรับเปลี่ยนทัศนคติของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ ที่มีต่อผู้เสียหายหรือเหยื่อในคดีค้ามนุษย์ เพราะการที่จะทำให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์สัมฤทธิ์ผลได้นั้น นอกจากจะต้องมีการประสานความร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้ว ยังต้องได้รับความร่วมมือจากเหยื่อหรือผู้เสียหายด้วย หากเจ้าหน้าที่มีทัศนคติในทางลบกับเหยื่อหรือผู้เสียหาย ความร่วมมือจากบุคคลเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้ยากจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติของเจ้าหน้าเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากที่สุด
  • สร้างมาตรฐานในการคัดแยกเหยื่อ ด้วยการจัดหาบุคลากรและสถานที่ในการคัดแยกเหยื่อ การจะคัดแยกเหยื่อให้มีประสิทธิภาพได้จะต้องประกอบด้วยบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการคัดแยกเหยื่อ สถานที่ที่เหมาะสม และการคัดแยกเหยื่อนั้น ไม่สามารถปฏิบัติโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องได้รับ ความร่วมมือจากหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องมีความเข้าใจในการคัดแยกเหยื่อที่ตรงกัน
  • ปรับปรุงวิธีการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการบันทึกคำพยาน ปรับปรุงวิธีการบันทึกถ้อยคำพยานโดยสามารถนำการบันทึกเสียงและภาพมาใช้ได้ จะทำให้กระบวนการพิจารณาคดีรวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถสอบปากคำพยานในคดีที่มีเหยื่อหรือพยานเป็นจำนวนมากๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว และคำเบิกความมีความถูกต้อง แม่นยำสูง โดยนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาช่วยเหมือนการพิจารณาคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
  • การปรับปรุง สนับสนุนค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างดำเนินคดี ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จะได้รับความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายที่จำเป็นจาก “กองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์” แต่ความช่วยเหลือที่รัฐจัดให้ยังไม่ครบถ้วนในประเด็นของคำว่า “ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น” เช่น การสนับสนุนค่าเดินทางที่ตรงกับความเป็นจริง ค่าขาดรายได้ เป็นต้น ดังนั้นรัฐควรปรับปรุง สนับสนุนค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างดำเนินคดีที่นอกเหนือไปจากสิ่งจำเป็นต่างๆ ที่ได้รับจากกองทุนเพื่อการ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องค่าเดินทางและค่าขาดรายได้ด้วย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะต้องมาตกลงร่วมกัน
  • การจัดหาวิธีการเยียวยาที่เหมาะสมกับผู้เสียหาย การเยียวยานั้นมีทั้งการเยียวยาในขณะดำเนินคดีและภายหลังดำเนินคดี การเยียวยาที่เหมาะสมแก่เหยื่อ จะต้องอาศัยความร่วมมือกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโปรแกรมที่เหมาะสม โดยอาจจะต้องอาศัยประสบการณ์ขององค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร (NGO) ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขฟื้นฟูผู้เสียหายมาร่วมในการจัดโปรแกรมด้วย และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หน่วยงานของรัฐจะต้องร่วมกันคิดหาวิธีการเยียวยาให้ ผู้เสียหายหรือเหยื่อได้รับการชดเชยค่าเสียหายตามคำพิพากษาได้อย่างเป็นรูปธรรม มิใช่ได้แต่ “คำพิพากษา”
  • การพัฒนากระบวนการค้นหาพยานหลักฐาน การทำคดีค้ามนุษย์ เมื่อกระบวนการไปสู่ชั้นศาลมักจะยกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ หรือในขณะจับกุมคิดว่าเป็นการค้ามนุษย์แต่เมื่อเข้าสู่ชั้นพิจารณาคดีกลับกลายเป็นไม่ใช่การค้ามนุษย์ เป็นต้น ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้จะเกิดได้น้อยหากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวน จับกุม มีการวางแผนสืบสวนล่วงหน้า มีการเฝ้าระวังที่เรียกว่า “การสืบแช่” เพื่อนำไปสู่การได้พยานหลักฐานที่สมบูรณ์ และมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์คอยให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูล เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับเหยื่อจากการค้ามนุษย์มากกว่า นอกจากนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากอัยการและศาลในการใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างถูกต้องเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถนำเครื่องมือพิเศษ เช่น การดักฟัง การขอตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน การใช้สายลับ เป็นต้น มาใช้เป็นพยานหลักฐานที่ถูกต้องได้

การจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์ให้ได้ผลและมีประสิทธิภาพนั้น นอกจากต้องอาศัยความร่วมมือขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์แล้วเป็นสำคัญ องค์กรเหล่านี้ยังต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ดีและมีการถ่วงดุลซึ่งกันและกันอีกด้วย และควรมีองค์กรที่เป็นกลางเข้ามาเป็นตัวเชื่อมความร่วมมือและตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจให้อยู่ภายในขอบเขต เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ

แนวทางพัฒนาและแก้ไขปัญหา สู่ข้อเสนอแนะทางนโยบาย

เนื่องจากมีคนไทยจำนวนไม่น้อยยังมีความเชื่อว่าการได้ไปทำงานต่างประเทศหรือการละทิ้งถิ่นฐานเพื่อไปแสวงหาโอกาสในการทำงานที่จะทำให้ชีวิตของตนเองและครอบครัวดีขึ้น ซึ่งมีทั้งที่ ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ และบางรายตกเป็นเหยื่อในการค้ามนุษย์อีกด้วย ภาครัฐจึงควรปรับปรุงนโยบายต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไข ด้วยการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ กลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้หญิง เด็ก รวมถึง ประชาชนให้รู้เท่าทันผู้กระทำผิด รวมถึงทำให้ผู้กระทำผิดเห็นว่าการกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ใน ประเทศไทยมีอัตราโทษสูง จะถูกดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว รุนแรง เพื่อให้เห็นว่ามีความเสี่ยงสูง ผลกำไรที่ได้ไม่คุ้มค่ากับการกระทำผิด ที่สำคัญการสร้างความร่วมมือภาคประชาชน ประชาชนในพื้นที่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลพื้นที่กันเอง และคอยแจ้งเบาะแสให้แก่เจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ต้องลงพื้นที่ อย่างสม่ำเสมอ ทำความสัมพันธ์กับประชาชน

ในด้านการบริหารควรจัดตั้งหน่วยงานกลาง จัดตั้งหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ในการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณในภาพรวมของ กระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงทำหน้าที่กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และเร่งรัดประเมินผลการปฏิบัติงานของระบบย่อยในกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์และแผนงบประมาณ รวมถึงพัฒนาศูนย์กลางทางด้านสารสนเทศกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติในภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ รัฐควรให้ความสำคัญกับผู้เสียหายในกรณีที่จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากการตกเป็น เหยื่อจากการค้ามนุษย์ภายหลังมีคำพิพากษา โดยการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด จากการค้ามนุษย์ให้เข้าสู่กองทุนเพื่อชดใช้ค่าเสียหายจากการค้ามนุษย์แทนที่จะตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อที่เมื่อมีการบังคับคดีตามคำพิพากษา ผู้เสียหายจะได้ขอรับค่าเสียหายได้จากกองทุนนี้ได้ ตลอดจนการประเมินผลและสร้างตัวชี้วัด เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและ ปราบปรามการค้ามนุษย์ได้มีการปฏิบัติตามระบบและกลไกในการทำงานแล้ว ควรที่จะต้องมีการประเมินผลการทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ การติดตามความคืบหน้าจะต้องเคร่งครัด การลงโทษเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดจะต้องมีประสิทธิภาพ

สำคัญที่สุดการที่จะทำให้แนวคิดในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานหลัก ทั้ง 5 หน่วยงาน ได้แก่ ศาลอาญาแผนกคดีค้ามนุษย์ (สำนักงานศาลยุติธรรม) ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ระหว่างประเทศ (สำนักงานอัยการสูงสุด) กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) กองต่อต้านการค้ามนุษย์ (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) และศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) จะต้องเป็นองค์กรหลักในการกำหนดแผนงาน นโยบาย และปฏิบัติงานร่วมกันเพื่อผลักดันให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการ “ปัญหา อุปสรรค ด้านความร่วมมือขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม กับการจัดการปัญหาการค้ามนุษย์”

หัวหน้าโครงการ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยะพร ตันณีกุล
สนับสนุนโดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ตรวจภาษาและความถูกต้อง สุดารัตน์ จิตเพียรธรรม
00:00
00:00
Empty Playlist