RC20240-1.1

Democracy in a nutshell: เจาะลึกการช่วงชิงความหมายของประชาธิปไตยของนักวิชาการฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาผ่านวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2557

ในช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2557 เป็นช่วงระหว่างการเกิดรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. นำโดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ไปจนถึงช่วงการเกิดรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในปัจจุบัน

กว่า 8 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางการเมืองนั้นยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น มีคนหลากหลายกลุ่มที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมือง รวมทั้งนักวิชาการก็เช่นกัน พวกเขามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความคิดความอ่านทางการเมืองเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามนักวิชาการทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่ได้มีหลักคิดไปในทางเดียวกันเท่าไรนัก บ่อยครั้งจึงเกิดความขัดแย้งระหว่างหมู่นักวิชาการกันเอง โดยเฉพาะการหาความหมายและการผลิตซ้ำวาทกรรมทางการเมืองที่มีมาอย่างยาวนาน

“ประชาธิปไตย”

บ่อยครั้งที่คำว่า “ประชาธิปไตย” จะถูกพูดถึงโดยนักวิชาการทางการเมือง โดยแต่ละท่านก็มีนิยามของประชาธิปไตยที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว อย่างไรก็ตาม ก็มีบางครั้งที่คำว่า “ประชาธิปไตย” ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับฝ่ายที่ตัวเองเป็นพวกด้วย ซึ่งนั้นทำให้การเมืองนั้นมีความคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา เพราะในวงการของนักวิชาการทางการเมืองในยุคนั้น ก็มีการแบ่งฝ่ายเป็น 2 ฝ่ายตามขั้วของความขัดแย้งทางการเมือง และเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้นผ่านการแสดงตนด้วยสีเสื้อ ซึ่งก็คือ “เสื้อเหลือง” และ “เสื้อแดง” ในยุคนั้นนั่นเอง

ดังนั้นแล้วการศึกษาหานิยามของประชาธิปไตยของนักวิชาการที่มีจุดยืนที่ต่างกันเหล่านี้จะทำให้เราได้เห็นฐานคิด ของพวกเขาได้ชัดเจนขึ้น และนอกจากนี้ยังจะได้เห็นวลีที่ใช้เคลื่อนไหวทางการเมืองเช่น “ระบอบทักษิณ” หรือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นต้น วลีเหล่านี้ได้ถูกใช้ในหน้าการเมืองอย่างแพร่หลายในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเราก็จะสามารถทำความเข้าใจฐานคิดของนักวิชาการผ่านวาทกรรมทั้งหลายเหล่านี้ได้เช่นกัน

การนิยาม “ประชาธิปไตย” ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2557

ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ผ่านวิกฤตการณ์ทางการเมืองอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่มีการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา แล้วก็มีนักวิชาการ และบุคคลที่มีส่วนการเกี่ยวข้องกับการเมืองมากมาย ได้ให้นิยาม “ประชาธิปไตย” มานับตั้งแต่นั้น ในช่วง พ.ศ. 2475 รัฐบาลคณะราษฎรก็ยังไม่สามารถใช้คำว่า “ระบอบประชาธิปไตย” ได้อย่างเป็นทางการเช่นกัน เพราะความหมายของประชาธิปไตยนั้นยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าที่ควร การเป็นประชาธิปไตยอาจหมายถึงระบอบที่ใช้ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐก็เป็นได้ คณะราษฎรจึงให้ความสำคัญกับตัวบทกฎหมาย หรือ “รัฐธรรมนูญ” และได้เรียกระบอบใหม่นี้ว่า “ระบอบรัฐธรรมนูญ” ซึ่งก็ยังไม่ใช้คำว่า ”ประชาธิปไตย” ในยุคนั้น

ปรีดี พนมยงค์ ได้ให้ความหมายของประชาธิปไตยในแง่ของอำนาจอธิปไตย หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองประเทศ โดยที่ประชาชนมีความรู้ที่เพียงพอ และใช้อำนาจอธิปไตยของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรีดีมีความต้องการที่จะนิยาม “ประชาธิปไตย” เพื่อต่อสู้กับกลุ่มคนที่เถลิงอำนาจในช่วงเวลาต่าง ๆ นอกจากนี้ การสร้าง “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” ก็เป็นหนึ่งในการต่อสู้ในการนิยามความหมายของ “ประชาธิปไตย” เช่นกัน ซึ่งก็แสดงถึงความขัดแย้งกันระหว่างสำนักพระราชวังและรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงครามในยุคนั้น

กุหลาบ สายประดิษฐ์ได้เน้นย้ำความสำคัญของราษฎรในระบอบประชาธิปไตย และยังให้ความสำคัญกับการมี “พรรคฝ่ายค้าน” ในระบอบอีกด้วย กุหลาบมองว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นกลไกในระบอบประชาธิปไตยที่ทำให้การบริหารรัฐกิจได้รับความเห็นชอบจากประชาชน

ในช่วงปีพ.ศ. 2507 – 2508 ได้ถือกำเนิด “ประชาธิปไตยแบบไทย” ขึ้นซึ่งแสดงให้เห็นถึงฐานคิดของชนชั้นกลางที่มองภาพการเมืองไทยในช่วง 30 ปีหลังจากปฏิวัติ พ.ศ. 2475 วาทกรรมนี้เกิดขึ้นจากการมองว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นไม่เหมาะกับสังคมไทย ปัญหาที่มีอยู่มากในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งการซื้อเสียง การซื้อตัวผู้สมัคร ส.ส. แสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ไร้ซึ่งอุดมการณ์ ซึ่งก็จะนำไปสู่การรัฐประหารในที่สุด กลุ่มชนชั้นกลางในยุคนั้นจึงมองว่ารัฐสภานั้นเป็นปัญหา และควรลดบทบาทลง

และในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า ประชาธิปไตยนั้นจำต้อง “พึ่งพระบารมี” ในการสร้างความมั่นคง ความสงบสุขให้กลับคืนสู่เมืองไทย พระมหากษัตริย์จึงมีความสำคัญกับระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง

จะเห็นได้ว่านิยามของประชาธิปไตยในแต่ละยุคสมัยนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อย อย่างไรก็ตามนิยามทั้งหมดที่ผ่านมาก็ได้สร้างผลพวงมาถึงปัจจุบัน โดยในช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2557 ก็ได้เกิดความขัดแย้งของกลุ่มที่การเมือง 2 ฝ่าย คือเสื้อเหลือง และเสื้อแดง โดยพวกเขาก็ต่างมีนิยามของประชาธิปไตยที่ต่างกัน ดังนี้

การนิยาม “ประชาธิปไตย” ของนักวิชาการที่สนับสนุน “คนเสื้อเหลือง”

          “นักการเมืองไร้ศีลธรรม” “นักการเมืองไร้คุณภาพ” ”ขาดความรู้ความสามารถ” “พรรคการเมืองเลว” “ประชาชนยังไม่พร้อมสำหรับระบอบประชาธิปไตย” ไปจนถึง “ระบอบทักษิณ” เป็นวาทกรรมที่ถูกผลิตซ้ำจากกลุ่มคนเสื้อเหลือง พวกเขามองว่าประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในยุคที่ผ่านมา (ซึ่งก็คือรัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม และมันได้สร้างผลเสียต่อบ้านเมือง เพื่อเข้าใจฐานคิดของกลุ่มคนเสื้อเหลือง การศึกษาพื้นฐานความคิดของนักวิชาการฝ่ายเสื้อเหลืองอย่าง ธีรยุทธ บุญมี และ ชัยอนันต์ สมุทวณิช จะทำให้เห็นจุดยืนทางการเมืองและภาพของประชาธิปไตยที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองต้องการให้เป็น

ธีรยุทธ บุญมี ได้วิพากษ์ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” โดยมองถึงวงจรอุบาทว์ของ “ทหารกำกับ” หรือทหารที่มีอำนาจทางการเมืองและก่อให้เกิดการรัฐประหารหลายครั้งในประเทศไทย และเขามองว่าพรรคการเมืองที่มีเหล่าทหารกำกับอยู่นั้น อาจทำให้ประชาธิปไตยนั้นไปไม่รอด จึงมีความพยายามที่จะเชื่อมโยงอำนาจอธิปไตยของประชาชนกับพระมหากษัตริย์  เพื่อสร้างประชาธิปไตยเสรีนิยมในประเทศไทย ให้เกิดขึ้นในไทยได้ ธีรยุทธมองว่ากลุ่มเสรีนิยมในไทยนั้นควรจะ “พึ่งพาบารมี” เพื่อต่อกลอนกับฝ่ายทหารให้ได้ ฐานคิดของธีรยุทธจึงเป็นการปราศจากคอร์รัปชัน ปราศจากรัฐประหาร และเผด็จการ อย่างไรก็ตามธีรยุทธก็ได้ให้ความสำคัญของการถ่วงดุลอำนาจมากกว่าการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยนี้ และมองว่ารัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรก็มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน และมีความร้ายแรงเสียยิ่งกว่าเผด็จการ ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ศรัทธาในพรรคฝ่ายค้านด้วยเช่นกัน ความเชื่อมั่นในตัวนักการเมืองของธีรยุทธจึงแทบไม่มีเลย ดังนั้นและพระมหากษัตริย์จึงมีความสำคัญต่อการเมืองไทยเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ชัยอนันต์ สมุทวณิช นักวิชาการผู้มีบทบาทอย่างโดดเด่นในการชี้นำความหมายของประชาธิปไตยแก่ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (พธม.) และ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (กปปส.) ก็ได้มองว่า“ประชาธิปไตยแบบ เลือกตั้ง” นั้นเป็นปัญหาของสังคมไทย ทั้งการซื้อเสียง นโยบายประชานิยม เป็นต้น

จะเห็นได้ว่านิยามของประชาธิปไตยในแบบของคนเสื้อเหลืองจะเน้นการถ่วงดุลย์อำนาจของประชาชนโดยเชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ มากกว่าความเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้ง ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาคอร์รัปชันและการรัฐประหารในเวลาต่อมา จึงอาจเรียกกลุ่มคนเสื้อเหลืองได้ว่าเป็น “พวกเสรีนิยมนิยมเจ้า” (royalist liberalism) สร้างกลุ่ม “คนดี” และผลักความเลวร้ายต่าง ๆ นานาให้กับรัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จนก่อให้เกิดวาทกรรม “ระบอบทักษิณ” ที่ใช้กันจนถึงปัจจุบัน

การนิยาม “ประชาธิปไตย” ของนักวิชาการที่สนับสนุน “คนเสื้อแดง”

มีนักวิชาการจำนวนมากในฝ่ายสนับสนุน “คนเสื้อแดง” ที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น นิธิ เอียวศรีวงศ์ เกษียร เตชะพีระ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ เป็นต้น โดยนักวิชาการกลุ่มนี้จะเน้นไปที่ ความเสมอภาค ซึ่งทุกคนควรได้รับความเป็นธรรมและความยุติธรรมจากรัฐ โดยที่รัฐมีหน้าที่ในการค้ำประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน พวกเขา เห็นความสำคัญของการเคลื่อนไหวทาง สังคมแนวใหม่ (new social movements) เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้แก่ชาวบ้าน รวมทั้งสร้าง ความรู้ เพื่อให้ความชอบธรรมแก่ “การเมืองบนท้องถนน” อีกด้วย พวกเขาได้รับรู้สภาวะของ คนชายขอบ คนจน  คนด้อยโอกาส ไร้สิทธิไร้เสียง และนั่นเองคือที่ซึ่งประชาธิปไตยจะต้องเข้ามาปรับเปลี่ยนให้ผู้คนเหล่านี้สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยมองว่า ประชาธิปไตยจำต้องปราศจาก การผูกขาดอำนาจของกองทัพและการรัฐประหาร รวมทั้งต่อต้าน “อำนาจนอกระบบ” รูปแบบอื่นๆ อีกด้วย

อย่างไรก็ตามก็ยังมีความขัดแย้งกันเองในฐานความคิดในหมู่นักวิชาการในฝ่ายเดียวกัน โดยเกษียร เตชะพีระ เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญในการนิยามประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง เขามองว่า ประชาธิปไตยนั้น เป็นคำที่ล่องลอย (free-floating signifier) จึงสามารถถูกนิยามได้ในสนามของภาษา (semantic field) จนคำว่า “ประชาธิปไตย” มีหลายความหมาย ซึ่งในทัศนะของเกษียร มองว่าประชาธิปไตยสำหรับเขาคือ ปรากฎการณ์ข้ามวัฒนธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นก็ทำให้การตีความประชาธิปไตยสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล มองว่า “ประชาธิปไตยไทยอาจมีแบบแผนแบบตะวันตก หากแต่ สังคมไทยล้มเหลวในการรวมกลุ่มในทางการเมือง”

ในขณะที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับอำนาจและอิสรภาพของประชาชน และ สมาทานแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนและเน้นภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งเกษียรไม่ได้สมาทานแนวคิดดังกล่าว และทั้งหมดทั้งมวล ทำให้แนวคิดของประชาธิปไตยสำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก นอกจากนี้พวกเขาได้มองว่ากลุ่ม “คนเดือนตุลา” ก็แบ่งเป็นสองฝ่ายโดยมีจุดยืนต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเส้นแบ่งที่นำมาซึ่งความขัดแย้งของกลุ่มที่ฝักใฝ่ทั้งฝ่ายเสื้อเหลือง และเสื้อแดง

อย่างไรก็ตาม ในแนวคิดที่ต่างกัน สิ่งที่เหมือนกันของนักวิชาการฝ่ายเสื้อแดงคือการ ต่อต้าน อำมาตยาธิปไตย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ได้มองภาพของฐานคิดของคนเสื้อเหลืองเป็นเช่นนั้น ซึ่งพวกเขาใช้ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ คือการ ใช้อำนาจตุลาการมาทำลาย กระบวนการประชาธิปไตย บิดเบือนหลักการของคณะราษฎรที่เสนอประชาธิปไตยแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ใช้ระบบคนดีที่ไม่ถูกตรวจสอบ การมีประชาธิปไตยโดยไร้การเลือกตั้งถือเป็นฐานคิดที่ผิดมหันต์ พวกเขามองว่า คนเสื้อแดงคือ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่กำลังต่อสู้กับ  “ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตย” ที่ทำให้ประชาธิปไตยบิดเบี้ยว

จะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตทางการเมือง “นักวิชาการที่ สนับสนุนคนเสื้อแดง” นิยามความหมาย “ประชาธิปไตย” ด้วยจุดประสงค์ทางการเมืองที่ หลากหลาย เช่น เพื่อสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งดำเนินนโยบายที่ประชาชนได้ประโยชน์ การนำไปสู่ “ประชาธิปไตยที่กินได้” หรือเพียงแค่เพื่อโจมตี “คนเสื้อเหลือง” ก็ตาม พวกเขามีจุดเน้นในนิยามของประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เป็นไปในทางเดียวกันคือ “ประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน” และ “ประชาธิปไตยนั้นต้องมีการเลือกตั้ง”

เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมจึงเห็นได้ชัดว่า การนิยาม “ประชาธิปไตย” และการเคลื่อนไหว ทางการเมืองของนักวิชาการที่สัมพันธ์กับความหมายของ “ประชาธิปไตย” ที่ถูกสร้างหรือ และผลิตซ้ำโดยนักวิชาการทั้งหลาย แม้ว่าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งและความบาดหมาง ในวงวิชาการและในสังคมไทยตลอด 8 ปีที่ผ่านมา แต่ผลงานของนักวิชาการเหล่านี้ก็ยังมีคุณค่าทางวิชาการอยู่เสมอ เพราะช่วยทำให้เห็น “ความจริง” หรือคำอธิบายจากจุดยืนหรือมุมมอง ที่ผ่านการตริตรองและการเลือกสรรของนักวิชาการแต่ละคนมาแล้วทั้งสิ้น

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “นักวิชาการไทยกับการต่อสู้ช่วงชิงความหมาย “ประชาธิปไตย” ในภาวะวิกฤตทางการเมือง (พ.ศ.2548-2557)”

หัวหน้าโครงการ : สายชล สัตยานุรักษ์

สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง & กราฟิก ทีมงาน Research Cafe
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน จินตนา ธรรมวงษ์
00:00
00:00
Empty Playlist