RE cafe-5-06

อุปสงค์ อุปทาน ข้าวไทย

“ข้าว” เป็นอาหารหลักของคนไทยและเป็นอาหารที่นิยมบริโภคในหลายประเทศ จากความต้องการข้าวที่มีมากและเป็นหนึ่งในผลผลิตหลักทางการเกษตรที่สร้างรายได้ในไทย จึงทำให้เกิดการวิเคราะห์ว่าแนวโน้มในช่วง 15 ปีข้างหน้า “คนไทยจะมีความต้องการบริโภคข้าวมากน้อยเพียงไร และปัจจัยหลักในการเลือกซื้อจะขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง” เพื่อใช้ในการคาดคะเนปริมาณข้าวที่ต้องการในอนาคตสำหรับนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายการผลิตให้ตอบโจทย์การบริโภคภายในประเทศ อีกประเด็นหนึ่งที่น่าจับตามอง คือ “สถานการณ์การส่งออกข้าวหอมมะลิไทย” ที่สร้าง GDP นับหมื่นล้านให้กับประเทศ แต่กลับกำลังเผชิญแนวโน้มการส่งออกลดลงเกือบครึ่ง จึงต้องเร่งหาที่มาของปัญหาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์โดยด่วน

คนไทยมีแนวโน้มซื้อข้าวมาหุงลดลง 2 ปัจจัยสำคัญเลือกซื้อคือราคาและคุณภาพข้าว 

จากงานวิจัย “อุปสงค์การบริโภคข้าวของไทย” โดย พิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ (ปี 2556) ชี้ว่า ในช่วงปี 2554 คนไทยมีแนวโน้มการบริโภคข้าวต่อหัวลดลงจาก 101 กิโลกรัมต่อปีเหลือ 90 กิโลกรัมต่อปี (วัดจากจำนวนการบริโภคในครัวเรือน) โดยจากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติและผลจากการสำรวจภาคสนาม ทำให้ได้ผลคาดคะเนความต้องการในอนาคตช่วง 15 ปี (2556 – 2570) ว่า หากแนวโน้มราคาข้าวใประเทศลดลง ปริมาณการบริโภคข้าวในประเทศจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไม่มาก โดยมีปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อแตกต่างกันออกไป คือ ผู้บริโภคข้าวขาวจะให้ความสำคัญกับราคามากกว่า ในขณะที่ผู้บริโภคข้าวหอมมะลิจะให้ความสำคัญกับคุณภาพของข้าว (ลักษณะทางกายภาพ) มากกว่า ดังนั้นแล้วเมื่อนำมาประกอบรวมกับข้อมูลแนวโน้มปริมาณการบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูปที่มากขึ้น นักวิจัยจึงเสนอแนะให้มีการปรับปรุงพันธุ์ในการปลูกให้ได้ผลผลิตสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งการบริโภคข้าวและข้าวแปรรูป รวมถึงมีราคาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ตอบโจทย์แนวโน้มในการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

Thai Jasmine Rice” ชื่อดัง แต่กลับส่งออกได้ลดลง ต้องเร่งหาทางออก

จากงานวิจัย “โครงสร้างการผลิตและตลาดข้าวหอมมะลิไทย” โดย อรวรรณ ศรีโสมพันธ์ (ปี 2557) ทำให้พบว่าผลผลิตข้าวหอมมะลิไทย มีการส่งออกประมาณร้อยละ 60.51 ของผลผลิตในตลาด ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีรายได้นับหมื่นล้านบาทต่อปีจากการจำหน่าย แต่ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ปริมาณการส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยกลับมีแนวโน้มลดลง สาเหตุสำคัญมาจากการที่ราคาข้าวหอมมะลิไทยสูงกว่าข้าวหอมจากประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม หรืออินเดีย ในขณะที่ประเทศเหล่านี้สามารถพัฒนาคุณภาพข้าวได้ใกล้เคียงกับของไทย และยังมีผู้ส่งออกรายใหม่มาเพิ่มอย่างกัมพูชาและเมียนมา

อีกสองปัจจัยสำคัญที่เข้ามาสร้างผลกระทบในเรื่องนี้ ปัจจัยแรกคือผลจากการรับจำนำข้าวซึ่งเป็นนโยบายของรัฐในช่วงนั้น ทำให้คุณภาพของข้าวหอมลดลง ต่างประเทศจึงขาดความเชื่อมั่นในการจัดการคุณภาพข้าวของรัฐบาล โดยสัดส่วนในการลดลงคือจากเคยส่งออกได้ 3.07 ล้านตันในปี 2551 ลดลงเหลือเพียง 1.92 ล้านต้นในปี 2556 อย่างไรก็ตามจากปัญหาดังกล่าวจึงทำให้ผู้ส่งออกบางรายเริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ระบบเกษตรแบบพันธะสัญญาเพื่อควบคุณคุณภาพการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ (แต่ยังมีการทำในลักษณะนี้ไม่มากนัก) อีกปัจจัยหนึ่งคือการส่งเสริมการผลิตข้าวในระบบการจัดการคุณภาพ (GAP) ที่ไม่สำเร็จ ทำให้เกษตรกรปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ (โดยเฉพาะในระยะปรับเปลี่ยนจากเคมีสู่อินทรีย์) หันมาปลูกข้าวแบบทั่วไปเพื่อจำหน่ายในโครงการรับจำนำแทน เพื่อลดความยุ่งยากในการปลูกแต่ยังได้ราคาเท่ากับเกษตรกรทั่วไปที่ใส่ใจเรื่องการจัดการคุณภาพ

จากการศึกษาจึงไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ การลดต้นทุนในการปลูกและการดูแลแต่เพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพโดยนำงานวิจัยเข้ามาหนุนเสริม รักษาฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ และสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยการยกระดับรายได้ของครัวเรือนให้สูงขึ้นผ่านการส่งเสริมอาชีพ

 อ้างอิงข้อมูลจาก

“โครงการอุปสงค์การบริโภคข้าวไทย”

  • หัวหน้าโครงการ : รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
  • สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

“โครงสร้างการผลิตและการตลาดข้าวหอมมะลิไทย (Production Structure and Marketing of Thai Jasmine Rice

  • หัวหน้าโครงการ : ผศ.ดร.อรวรรณ ศรีโสมพันธ์ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
00:00
00:00
Empty Playlist