web_01

การยอมรับและตัดสินใจเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

เป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันว่า อัตราส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยค่อนข้างจะอยู่ในในระดับต่ำ* เนื่องจากเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ายังเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย และมีข้อจำกัดทางด้านต่างๆ ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคยังไม่ตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งข้อจำกัดและปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง สามารถติดตามได้จากบทความนี้

*ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา แม้จะเริ่มมีการใช้รถไฟฟ้าในประเทศไทย แต่จำนวนยังอยู่ในระดับหลักสิบ โดยมีจำนวน 26 คัน 36 คัน 50 คัน 54 คัน และ 82 คัน ตั้งแต่ปี 2556-2560 ตามลำดับ

การยอมรับและตัดสินใจเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค (Consumer choices) จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของผู้บริโภค สามารถแบ่งออกได้เป็น “ปัจจัยภายใน (Internal Factors)” ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกิดจากยานยนต์ไฟฟ้า เช่น ราคาซื้อ ราคาแบตเตอรี่ ระยะทางการขับเคลื่อน ระยะเวลาที่ใช้ในการอัดประจุไฟฟ้า เป็นต้น และ “ปัจจัยภายนอก (External Factors)” ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่ได้เกิดจากยานยนต์ไฟฟ้าโดยตรง ได้แก่ ราคาเชื้อเพลิง สถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ระยะทางในการเดินทาง มาตรการส่งเสริมของ ภาครัฐ และลักษณะส่วนบุคคลของผู้บริโภค (เช่น เพศ อายุ รายได้ เป็นต้น)

โครงการประเมินมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ต่อการยอมรับของผู้บริโภคและประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคขนส่ง จึงเกิดขึ้นเพื่อศึกษาและวิเคราะห์พฤติกรรมการยอมรับยานยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคในงานศึกษานี้จะอาศัยข้อมูลทั้งทุติยภูมิ ที่เก็บรวบรวมได้จากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งจากในและต่างประเทศ รวมถึงข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างของผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กลุ่มตัวอย่างและปัจจัยการยอมรับการเลือกยานยนต์ไฟฟ้า

แบบจำลองโลจิต **(Logit model) ได้นำมาใช้เป็นกรอบ เพื่อศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการยอมรับและตัดสินใจเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคอันประกอบด้วยปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก โดยใช้ ข้อมูลปฐมภูมิจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 463 รายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่าร้อยละ 70 มีอายุอยู่ในช่วง 30-60 ปี และร้อย ละกว่า 80 ของกลุ่มผู้บริโภคตัวอย่างอยู่ในวัยทำงานและมีรายได้มากกว่า 25,000 บาทขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้สะท้อนถึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อยานยนต์ไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี โดยมีเพียงร้อยละ 3.7 ของตัวอย่างทั้งหมดที่มี ยานยนต์ไฟฟ้า และมีสัดส่วนของผู้ที่กำลังสนใจยานยนต์ไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 61 ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า “ปัจจัยสนับสนุน” ที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจยานยนต์ไฟฟ้า 3 อันดับแรก ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง มีประสิทธิภาพเครื่องยนต์สูง และเป็นเทคโนโลยีใหม่

**แบบจำลองโลจิต (Logit model) ตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดของทฤษฎีอรรถประโยชน์ (Utility theory) ที่สามารถอธิบายพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละรายในการเลือกบริโภคสินค้าใด ๆ  เพื่อก่อให้เกิดระดับอรรถประโยชน์สูงสุด  แบบจำลองนี้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างความพอใจ (Preference) ของผู้บริโภคต่อปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นตัวกำหนดความเป็นไปได้ในการตัดสินใจเลือกซื้อหรือไม่ซื้อของผู้บริโภค หลังจากประมาณการแบบจำลองด้วยวิธี Logit แล้ว ค่าสัมประสิทธิ์ที่ได้ยังไม่สามารถตีความได้โดยตรง และต้องนำมาคำนวณหาค่าผลกระทบส่วนเพิ่ม (Marginal effects) เพื่อพิจาณาว่าหากตัวแปร อิสระเปลี่ยนแปลงไปจะส่งผลกระทบต่อความน่าจะเป็นหรือโอกาสที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจเลือกซื้อยานยนต์ ไฟฟ้าอย่างไร

ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกและตัดสินใจใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค

ปัจจัยสนับสนุน

“ปัจจัยสนับสนุน” ที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจยานยนต์ไฟฟ้า 3 อันดับแรก ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง มีประสิทธิภาพเครื่องยนต์สูง และเป็นเทคโนโลยีใหม่ ในขณะที่การส่งเสริมจากภาครัฐเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าในเกณฑ์ต่ำ สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการของรัฐในปัจจุบันอาจยังมีน้อยและยังไม่แพร่หลายในมุมของผู้บริโภค และอาจต้องการมาตรการเชิงรุกที่มากขึ้นทั้งจากภาครัฐและ/หรือค่ายรถยนต์ผู้ผลิตเพิ่มเติม ทั้งนี้ มาตรการส่งเสริมภาครัฐที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด ได้แก่ การได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี รองลงมา คือ การให้เงินอุดหนุน การช่วยเหลือด้านสินเชื่ออื่นๆ การอุดหนุนด้านพลังงานและมาตรการจูงใจที่มิใช่ตัวเงิน เช่น ที่จอดรถพิเศษโดยเฉพาะ ยานยนต์ไฟฟ้า ช่องทางวิ่งพิเศษ ตามลำดับ

ปัจจัยถ่วงดุล

ในขณะที่ “ปัจจัยถ่วงดุล” ที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจยานยนต์ไฟฟ้า ของผู้บริโภค 3 อันดับแรก ได้แก่ ราคาที่สูงเกินไป สถานีอัดประจุไฟมีน้อย และค่าดูแลรักษาที่สูง นอกจากนั้น ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าการรับรู้เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคเป็นการรับรู้เพียงผิวเผิน ผู้บริโภคสามารถแยกประเภทของยานยนต์ไฟฟ้าได้เพียงร้อยละ 32.1 เท่านั้น ผู้บริโภคกว่าร้อยละ 78.2 เห็นว่าระยะเวลาในการประจุไฟที่สถานีไม่ควรเกิน 20 นาที โดยกว่าร้อยละ 52.4 เห็นว่าระยะทางที่วิ่งได้ ต่อหนึ่งรอบการประจุควรอยู่ที่ระหว่าง 200-400 กิโลเมตร และร้อยละ 65.2 เห็นว่าสถานีอัดประจุไฟฟ้า ไม่ควรอยู่ไกลมากนักและควรอยู่ในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร

ผลสำรวจแสดงว่าผู้บริโภคมีความต้องการสถานีชาร์จไฟฟ้าตามจุดต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้นอยู่กับ ลักษณะการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน โดยตำแหน่งที่ถูกเลือกมากที่สุดคือ การตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าตาม ปั้มน้ำมันคิดเป็นร้อยละ 25 รองลงมา ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ และสถานที่ทำงาน คิดเป็น ร้อยละ 22 และ 21 ตามลำดับ

นอกจากนั้น ผู้บริโภคร้อยละกว่า 65 ของกลุ่มตัวอย่าง สนใจเข้าร่วมโครงการแปลงยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปเป็นยานยนต์ไฟฟ้า โดยร้อยละ 49 ของผู้บริโภคมีความเต็มใจที่จะจ่ายสูงสุดเพียงไม่เกิน 200,000 บาท นอกจากค่าใช้จ่ายที่ใช้แปลงยานยนต์แล้ว ผู้บริโภคยังมีความไม่มั่นใจต่อปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ มาตรฐานการแปลงเครื่องยนต์ เทคโนโลยีที่ใช้ในการแปลง และมาตรฐานความปลอดภัย

ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

“ปัจจัยภายใน” ที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้า ของผู้บริโภคมากที่สุด คือ ราคายานยนต์ไฟฟ้า รองลงมาคือ การบำรุงรักษา และระยะเวลาที่ใช้ประจุไฟฟ้า สำหรับ “ปัจจัยภายนอก” ที่มีผลกระทบสูงสุดสามอันดับแรกได้แก่ จำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้า อะไหล่ ทดแทน และราคาค่าไฟสำหรับอัดประจุไฟฟ้า ผลจากการประมาณแบบจำลองเศรษฐมิติพบว่า “อัตราการยอมรับ (Adoption rate)” ยานยนต์ ไฟฟ้าของผู้บริโภคอยู่ที่ร้อยละ 60 โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าแบ่งตาม “ปัจจัยภายใน” ได้แก่ ราคายานยนต์ไฟฟ้า ค่ายรถยนต์ที่ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า สมรรถนะเครื่องยนต์/ความเร็วความเร่งของรถ ระยะเวลาที่ใช้ประจุไฟฟ้าและการบำรุงรักษาและดูแลอื่น ๆ สำหรับ “ปัจจัยภายนอก” ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ บริการหลังการขายและการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ นอกจากนี้ “ลักษณะของผู้บริโภค” ได้แก่ ระดับการศึกษาและรายได้ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่านโยบายอุดหนุนด้านสิทธิประโยชน์ ต่าง ๆ ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้ออย่างมีนัยยะสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคเห็นว่ารัฐบาลไทยยังไม่มีมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มใช้อย่างจริงจัง แม้จะมีแผนขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานฯ ระหว่าง ปี พ.ศ. 2559 – 2579 แต่การส่งเสริมมุ่งเน้นไปที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก โดยไม่ได้มีการกำหนดมาตรการสนับสนุนทางด้านอุปสงค์ของผู้บริโภคอย่างชัดเจน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การประเมินมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ต่อการยอมรับของผู้บริโภคและประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคขนส่ง”

หัวหน้าโครงการ : ภูรี สิรสุนทร
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง คณพศ ภูวบริรักษ์
กราฟิก ณปภัช เสโนฤทธิ์
00:00
00:00
Empty Playlist