RC20296

การสืบทอดวัฒนธรรมทางศาสนาอิสลามในภาคใต้ตอนล่างของไทย

เอกสารส่วนใหญ่ฉบับมลายูได้อธิบายถึงการเข้ามาของศาสนาอิสลาม ต่อมาได้มีการเผยแพร่ของอิสลามอย่างกว้างขวาง และรวดเร็ว ทุกชนชั้นในเมืองปัตตานีหันมานับถืออิสลาม ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 และมีความเจริญรุ่งเรืองระหว่างพุทธศตวรรษที่ 22 – 23 ด้านการศึกษาศาสนาอิสลามในปัตตานีเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของการสอนด้านศาสนาของเมืองปัตตานี

โครงการวิจัยการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมพหุวัฒนธรรมจากตํานานท้องถิ่นภาคใต้ จึงเกิดขึ้นเพื่อศึกษาพัฒนาการสังคมพหุวัฒนธรรมในท้องถิ่นภาคใต้ จากตำนานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้และเพื่อวิเคราะห์คุณค่าการดำรงสังคมพหุวัฒนธรรมในสังคมท้องถิ่นภาคใต้ที่สะท้อนผ่านตำนานท้องถิ่น

การเผยแผ่อารยธรรมอิสลามในแหลมมลายูและเมืองปาตานี

การเผยแผ่อารยธรรมอิสลามในแหลมมลายูและเมืองปาตานี ชุมชนอุลามาอฺ มีส่วนสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะ คำสอนอิสลามผ่านหนังสือ ตำรา และข้อเขียนด้านศาสนาต่าง ๆ  ล้วนสอดคล้องกับบทบาทของปัตตานี ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของอารยธรรมอิสลามปลายของพุทธศตวรรษที่ 23 และตลอดพุทธศตวรรษที่ 24 ขณะที่ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 มีการเผยแผ่หนังสือเกี่ยวกับอิสลามอย่างแพร่หลายในแหลมมลายู

สถาบันการศึกษาปอเนาะ ได้รับคำสอนอิสลามจากอุลามาอฺปัตตานี ซึ่งรับอิทธิพลความคิดเกี่ยวกับชาตินิยมอิสลาม และวางอยู่บนแนวคิดการปฏิรูปอิสลามตามแบบนักคิดอิสลามระดับโลกที่สำคัญ คือ Syed Jamaluddin al-afghani และ Syeikh Muhammad Abdul แนวคิดเหล่านี้โน้มเอียงไปหาคำสอนที่ว่า ซา ลาฟิยยะห์ ที่เน้นหนักของการนำสังคมอิสลามกลับไปสู่หลักการของอัลกุรอานและอัซซุนนะฮ์

ความคิดการปฏิรูปอิสลามส่งอิทธิพลต่อสังคมอิสลามในกรุงเทพ ฯ โดยที่กลุ่มบุคคลที่ยอมรับแนวความคิดนี้จะถูกเรียกว่า “คณะเก่า” ผู้นำของกลุ่มปฏิรูปอิสลาม คือ หะยี ซัมซุดดิน มุสตาฟา หรือแช่ม พรมยงค์ ซึ่งเคยศึกษาที่กรุงไคโร ประเทศอิยิปต์ และได้รับแนวความคิดการปฏิรูปอิสลามของ Syeikh Muhammad Abdul ความคิดของการปฏิรูปอิสลาม เชื่อว่าเป็นจุดกำเนิดของการต่อสู้ของชาวมลายู เพราะผู้นับถือศาสนาอิสลามในสยามและมลายู มีเชื้อสายมลายู และได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเผยแผ่หลักการอิสลามที่แท้จริงในดินแดนมลายู

วัฒนธรรมด้านการศึกษาของอิสลามในปาตานี

วัฒนธรรมการศึกษาของอิสลามในปาตานีเกิดขึ้นในยุคของต้นราชวงศ์ศรวังสา มีการสอนศาสนาทั้งในวังเจ้าเมือง และสามัญชนที่รับศาสนาอิสลาม การสอนศาสนาจึงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการรับศาสนาของคนในเมืองปัตตานี จากเอกสาร เซอญาระห์มลายู (Sejarah Melayu) ราวพุทธศตวรรษที่ 22  ได้เขียนตำนานประวัติขึ้นในกลุ่มปราชญ์ราชสำนัก การสอนศาสนาจึงเป็นแบบตะวันออกกลาง โดยการถ่ายทอดผ่านมุสลิมที่เข้ามาในเมืองปาตานี ต่อมาการศึกษาดังกล่าวจึงรู้จักกันว่า “ปอเนาะ” ประวัติความเป็นมาของการศึกษาในรูปแบบปอเนาะ เริ่มขึ้นพร้อมกับการเข้ามาของอิสลามในดินแดนมลายูและแพร่หลายพร้อมกับการศึกษาอิสลาม

ปัตตานี ถือว่าเป็นศูนย์กลางของการเผยแผ่อิสลามที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการศึกษาพบว่าสถาบันการศึกษาปอเนาะที่เกิดขึ้นครั้งแรกที่ปัตตานีเป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียง-ใต้เช่นกัน บรรดาอุลามาอฺของปัตตานีส่วนใหญ่ผ่านการศึกษาจากสถาบันปอเนาะ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 มีนักวิชาการและนักเผยแผ่อิสลามหลายคนเกิดขึ้นในมลายู เช่น Syeikh Syafavddin al-Abbasi,Syeikh Muhammad Said Barsisa และ Syeikh Gombak abdul Mubin หลังจากนั้นได้มีนักเผยแผ่อิสลามแห่งปัตตานีเกิดขึ้น เช่น Syeikh Faqih al-Fatani Syeikh Abdul Jalil al-Fatani  และอีกหลายคนในต้นศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นสมัยของ Along Yunus (ค.ศ. 1726 – 1727) ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ให้ความสำคัญกับอิสลามเป็นอย่างมาก  ปัตตานีได้กลายเป็นศูนย์กลางของอิสลามแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด

ปัตตานียังเป็นศูนย์กลางของวรรณคดีมลายูอิสลาม เนื่องจากการสอน หนังสือและตำราของอุลามาอฺที่มีชื่อเสียงทำให้เป็นที่รู้จักในภูมิภาคอื่นด้วย อุลามาอฺปัตตานีส่วนหนึ่งได้รับอนุญาตให้สอนในมัสยิดอัลหะรอม ที่กรุงมักกะฮ์ ปัตตานีจึงได้รับการขนานนามว่าเป็นกระจกเงาของกรุงมักกะฮ์ เนื่องจากเป็นที่ยอมรับของนักศึกษามุสลิมที่มาจากศรีลังกา พม่า กัมพูชา เวียดนาม บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมลายูทั้งหมด รวมทั้งปอเนาะต่าง ๆ ในปัตตานีซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของผู้คน ได้แก่ ปอเนาะดาลอ ปอเนาะบูมิง (Bermin) ปอเนาะกอตอ ปอเนาะกรือเซะ และปอเนาะตะโละมาเนาะ เป็นต้น

“ปอเนาะ” สถาบันการศึกษาที่มีความสำคัญในการเผยแผ่อิสลาม

ต่อมา ปอเนาะได้ปรับตัวจากแบบเก่าไปสู่รูปแบบใหม่ โดยแบ่งชั้นตามความรู้ของแต่ละคน มีหลักสูตรและระยะเวลาการศึกษาที่แน่นอน แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิม ได้แก่ (1) ที่ตั้งของปอเนาะจะอยู่ห่างจากตัวเมืองและอยู่ในที่ดินของโต๊ะเองหรือของโต๊ะครู และอีกส่วนหนึ่งเป็นของชาวบ้านที่มอบให้แก่โต๊ะครูเพื่อสร้างปอเนาะ (2) ที่พำนักของนักศึกษาที่เรียกว่าปอเนาะ ส่วนใหญ่นักศึกษาจะเป็นผู้สร้างเอง นักศึกษาจึงมีสิทธิขายต่อหรือบริจาคหลังจากที่จบการศึกษา (3) ศูนย์กลางของปอเนาะคือสุเหร่าซึ่งโต๊ะครูใช้เป็นที่สอนนักศึกษาหรือใช้เป็นที่สอนชาวบ้าน  (4) โต๊ะครูรับผิดชอบกิจกรรมทั้งหมดในปอเนาะรวมทั้งประสานกับชาวบ้านและบรรดาผู้ปกครองของนักศึกษา (5) โต๊ะครูจะไม่เก็บค่าศึกษาเล่าเรียนจากนักศึกษา ดังนั้น ค่าใช้จ่ายรายวันของโต๊ะครูมาจากทรัพย์สินส่วนตัว ชาวบ้านส่วนใหญ่จะร่วมกันบริจาคทรัพย์สินเงินทองและซะกาตฟิตเราะห์ ให้แก่ โต๊ะครู นักศึกษาปอเนาะในปัตตานีจะถูกเรียกว่า “โต๊ะปาเก”  ส่วนผู้สอนจะถูกเรียกว่า “โต๊ะครู” ซึ่งส่วนใหญ่เคยไปประกอบพิธีฮัจญ์หรือเคยอาศัยอยู่และศึกษาที่กรุงมักกะฮ์

ปอเนาะเป็นสถาบันการศึกษาอิสลามที่ให้ความสำคัญทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านอิบาดะห์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของการศรัทธา (2) ด้านตับลีฆ เพื่อเผยแผ่วิชาความรู้ศาสนาและ (3) ด้านอามัล เพื่อปฏิบัติตามหลักคำสอนของอิสลาม ด้วยเหตุนี้เมื่อนักศึกษาจบการศึกษาไปแล้วก็จะกลับไปยังชุมชนของตนเอง และได้กลายเป็นผู้นำของสังคมตนเองในที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของอิสลาม

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2459 เป็นต้นมา รัฐได้ปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาของปอเนาะ เพื่อให้ปอเนาะเปิดสอนภาควิชาสามัญ รวมทั้งภาษาไทย ความพยายามดังกล่าวได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากผู้นำปอเนาะ และสร้างความไม่พอใจให้แก่สังคมอิสลามปัตตานี นอกจากนี้ ปอเนาะในปัตตานี ถูกเชื่อมโยงว่าเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ความคิดชาตินิยมมลายูต่อต้านรัฐบาล ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2514 รัฐจึงได้ควบคุมระบบการศึกษาดังกล่าว ปอเนาะ ที่ไม่ได้รับอนุญาตจะไม่สามารถเปิดสอนได้อีกต่อไป ปอเนาะส่วนใหญ่ได้แปรสภาพเป็นโรงเรียนเอกชน โดยโต๊ะครูหรือครูใหญ่ต้องจบมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นอย่างต่ำ รวมทั้งมีนโยบายห้ามใช้ตัวอักษรยาวีและรูมี

ปอเนาะในรูปแบบของโรงเรียนมีการแบ่งระดับการศึกษาดังต่อไปนี้ (1) ระดับอิบตีดาอียะห์ ระยะเวลาการศึกษาทั้งหมด 6 ปี การเริ่มเรียนในระดับนี้จะมีขึ้นหลังจากจบ โรงเรียนตาดีกา อยู่ในความรับผิดชอบของมัสยิดต่าง ๆ (2) ระดับมูตาวัซซีเดาะห์ ระยะเวลาการศึกษา 3 ปี เป็นการศึกษาระดับกลาง (3) ระดับซานาวียะห์ การศึกษาระดับสูงสุดของปอเนาะมีระยะเวลาการศึกษาทั้งหมด 3 ปี

อาจกล่าวได้ว่า ตำนานท้องถิ่นภาคใต้มีส่วนที่สะท้อนภาพของการดำรงความเป็นพหุวัฒนธรรมจากประวัติศาสตร์จนปัจจุบันที่ทำให้สังคมภาคใต้มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  การที่ลักษณะสังคมพหุวัฒนธรรมในภาคใต้ทั้งด้านชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นเป็นทุนทางสังคมที่ทำให้วิถีชีวิตผู้คนในภาคใต้ยอมรับความแตกต่างหลากหลายของผู้คนในแต่ละวัฒนธรรม ขณะเดียวกันยังแสดงให้เห็นประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างกันของกลุ่มคนบนพื้นฐานการเคารพและยอมรับความแตกต่าง

อ้างอิงข้อมูลจาก  

โครงการวิจัยการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมพหุวัฒนธรรมจากตํานานท้องถิ่นภาคใต้      

หัวหน้าโครงการ : รองศาสตราจารย์ไข่มุก อุทยาวลี และรองศาสตราจารย์บรรจง ฟ้ารุ่งสาง
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง : คณพศ ภูวบริรักษ์                                                                                                
กราฟิก : ณปภัช เสโนฤทธิ์                                       
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน : กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย
00:00
00:00
Empty Playlist