cross-border-trade-thailand-myanmar

พลวัตการค้าชายแดนไทย-เมียนม่าร์

ไทยและเมียนมาร์ มีพรมแดนติดกันยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร ประชาชนของทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์กันในทุกมิติ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตั้งแต่ก่อนที่แนวคิดเรื่องรัฐชาติและเขตแดนจะปรากฏขึ้นในยุคอาณานิคม ในเชิงเศรษฐกิจประเทศเมียนมาร์นับเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย โดยไทยเป็นคู่ค้าที่มีปริมาณการค้ากับเมียนมาร์สูงเป็นอันดับสองรองจากประเทศจีน นอกจากนั้นธนาคารโลกยังคาดการณ์ว่าในหนึ่งถึงสองปีข้างหน้าเมียนมาร์จะมีอัตราการเติบโตของ GDP สูงที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเมียนมาร์เป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับไทย

ในส่วนรูปแบบของการค้าระหว่างสองประเทศนั้น ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ยุคจารีตจนถึงยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริบททางการเมืองของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปของการค้าชายแดนระหว่างไทยและเมียนมาร์ งานวิจัย “พลวัตของการค้าชายแดนนอกระบบ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก” ได้แบ่งช่วงเวลาตามบริบททางการเมืองออกเป็น 6 ช่วงสำคัญดังนี้

การค้ายุคจารีต

ในยุคจารีต รัฐไม่ได้มีอาณาเขตที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของศูนย์อำนาจ ซึ่งมักจะมีการแข่งขันกันเพื่อที่จะมีบทบาทสำคัญในพื้นที่ที่เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ โดยการทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดน ทรัพยากร และประชากร สำหรับในประเทศไทยมีสมมติฐานว่าบริเวณพื้นที่แม่สอดเป็นชุมชนการค้าทางบกจากดินแดนในภาคพื้นทวีปหลายดินแดนด้วยกัน คือ จากยูนนาน รัฐฉาน และภาคเหนือของประเทศไทยในปัจจุบัน เพื่อที่จะไปสู่เมืองท่าที่อ่าวเมาะตะมะ บริเวณเมืองเมาะละแหม่งของเมียนมาร์ในปัจจุบัน

การค้ายุคอาณานิคม (ค.ศ. 1824 – ค.ศ. 1948)

ในยุคอาณานิคมที่เมียนมาร์ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ การค้าของไทยและเมียนมาร์ในขณะนั้นอยู่ภายใต้ข้อตกลงระหว่างอังกฤษและไทย โดยในปี ค.ศ. 1887 ได้ทำหนังสือแลกเปลี่ยนข้อตกลงทางการค้าที่เรียกว่า ข้อตกลงเทววงศ์-ซาเตา ตามข้อตกลงฉบับนี้ไทยและเมียนมาร์จะไม่เก็บภาษีทางการค้าระหว่างกัน ยกเว้นเกลือและรายการที่ไทยเก็บภาษีภายในเท่านั้น ต่อมาอังกฤษพบว่ามีสินค้าจากไทยผ่านเข้ามายังเมียนมาร์เป็นจำนวนมาก จึงได้ขอยกเลิกสัญญาดังกล่าว ซึ่งภายหลังอังกฤษได้ตั้งด่านศุลกากรขึ้นและเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเฉพาะ 4 รายการ คือ บุหรี่ ไม้ขีดไฟ น้ำตาลสัคคารีน และสินค้าที่มีส่วนประกอบของไหม สินค้านอกเหนือจากนั้นไม่ต้องเสียภาษี

ต่อมาไทยมีการเพิ่มอัตราภาษีไม้ขีดไฟ ทำให้มีผู้นำเข้าไม้ขีดไฟจากเมียนมาร์เข้ามาจำหน่ายบริเวณชายแดนเป็นจำนวนมากในราคาที่ถูกกว่า เพราะไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า และเมื่อทางรถไฟสายเหนือเปิดให้บริการ พบว่าสินค้าจากชายแดนถูกกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น กระทรวงการคลังจึงได้ตั้งด่านศุลกากรขึ้นที่แม่สอด นับแต่นั้นเป็นต้นมา การค้าชายแดนทางบกระหว่างไทยกับเมียนมาร์จึงมีข้อผูกพันต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติศุลกากร

การค้ายุคหลังอาณานิคม (ค.ศ. 1948 – ค.ศ. 1962)

ตั้งแต่ก่อนที่เมียนมาร์จะได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี ค.ศ. 1948 เมียนมาร์ต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายใน เริ่มตั้งแต่พรรคคอมมิวนิสต์ของเมียนมาร์ที่จับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล ตามด้วยกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ต่อสู้เพื่อสิทธิในการปกครองตนเอง โดยมีองค์กรหลักคือ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ที่ได้ยึดครองพื้นที่ชายแดนที่ยาวกว่าร้อยกิโลเมตรระหว่างไทย-เมียนมาร์ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1958 กลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมาร์ เช่น ไทใหญ่ และมอญ ก็เริ่มจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล เพื่อสิทธิในการปกครองตนเอง นอกจากนั้นยังมีกองกำลังจีนที่ถอยร่นเข้ามาในดินแดนเมียนมาร์บริเวณรัฐฉานตอนใต้ เนื่องจากการสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน

อาจกล่าวได้ว่าหลังจากเมียนมาร์ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี ค.ศ. 1948 เป็นต้นมา รัฐบาลเมียนมาร์เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างหนัก เนื่องจากได้รับความเสียหายจากสงคราม และต้องใช้งบประมาณกว่าร้อยละ 20 ในแต่ละปีเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ โดยในช่วงแรกนายกรัฐมนตรี อู นุ พยายามดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม มีการยึดกิจการที่เคยเป็นของต่างชาติ โดยเฉพาะชาวอังกฤษและสก๊อตมาเป็นของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลเมียนมาร์ไม่สามารถควบคุม บริหารจัดการการเก็บภาษี หรือบังคับใช้กฎหมายศุลกากรในพื้นที่บริเวณชายแดนระหว่างไทย-เมียนมาร์ได้ อีกทั้งการสู้รบยังทำให้เครือข่ายการกระจายสินค้าภายในเกิดความยากลำบาก การค้าชายแดนในช่วงนี้จึงเป็นการค้านอกระบบ

การค้ายุคตลาดมืดเบ่งบาน (ค.ศ. 1962 – ค.ศ. 1988)

ในปี ค.ศ. 1962 เกิดการรัฐประหารในประเทศเมียนมาร์ ผู้นำในการรัฐประหาร คือนายพลเนวิน ได้ประกาศใช้นโยบาย สังคมนิยมวิถีเมียนมาร์ มีการยึดธุรกิจของเอกชนกลับมาเป็นของรัฐอีกครั้ง ธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ร้านค้าปลีก ถูกยึดมาบริหารโดยรัฐบาล ซึ่งผู้บริหารส่วนใหญ่เป็นทหาร การส่งทหารที่ไม่มีความชำนาญในการบริหารกิจการไปบริหารธุรกิจ ส่งผลให้ในท้ายที่สุดกิจการของรัฐบาลขาดประสิทธิภาพ นอกจากนั้นมีการเนรเทศชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน อินเดีย และปากีสถานออกจากประเทศ ก่อให้เกิดปัญหากับระบบการกระจายสินค้าภายในประเทศ รวมถึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนจากต่างชาติด้วย

เมื่อขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ รัฐจึงไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบปฐมภูมิและอะไหล่เครื่องจักรในการผลิตภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง การขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดตลาดมืดขึ้นทั่วประเทศ มีการลักลอบนำเข้าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างผิดกฎหมาย ในช่วงเวลานี้อำเภอแม่สอดได้กลายมาเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางการค้าระหว่างไทยและเมียนมาร์ และกลุ่ม KNU ได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือพื้นที่บริเวณนั้น โดยเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากการเก็บภาษีและค่าผ่านทาง รวมถึงค่าจ้างในการคุ้มครองสินค้าที่ขนจากชายแดนไทยผ่านเข้าไปยังเมืองต่าง ๆ ในเมียนมาร์ และบางส่วนยังเป็นผู้ค้าเองด้วย ประกอบกับการที่ไทยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างทางหลวงแผ่นดิน เส้นทางตาก-แม่สอด ทำให้การคมนาคมสะดวก ส่งผลให้การค้านอกระบบและตลาดมืดมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

การค้ายุคยื้อแย่งผลประโยชน์ (ค.ศ. 1988 – ค.ศ. 2012)

ในปี ค.ศ. 1988 เมียนมาร์เกิดเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย “8888” กองทัพเมียนมาร์ใช้กำลังเข้าปราบปราม ส่งผลให้นายพลเนวิน ต้องยอมลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีกลุ่มนายทหาร SLORC เข้ามาบริหารประเทศต่อ โดย SLORC ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจหลายประการ ส่งผลให้บรรยากาศการค้าและการลงทุนในประเทศดีขึ้น SLORC ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น SPDC ประสบความสำเร็จในการควบคุมพื้นที่บางส่วนจากความช่วยเหลือของกะเหรี่ยงพุทธ DKBA ที่แยกตัวออกมาจากกลุ่ม KNU ที่ผู้นำนับถือศาสนาคริสต์ ส่งผลให้รัฐบาลเมียนมาร์สามารถควบคุมพื้นที่บางส่วนที่แต่เดิมควบคุมโดย KNU ได้สำเร็จ และสามารถตั้งสำนักงานการค้าชายแดนที่เมียวดี ทำให้การค้าชายแดนระหว่างเมียนมาร์และไทยถูกกฎหมายได้สำเร็จโดยเปิดด่านศุลกากรอย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ. 1996 ต่อมากลุ่ม DKBA ได้ยินยอมแปรสภาพตนเองภายใต้โครงสร้างใหม่เป็น BGF กลุ่ม BGF จึงกลายเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีอิทธิพลและได้รับผลประโยชน์ในการค้าชายแดนนอกระบบระหว่างไทยและเมียนมาร์แทนที่กลุ่ม KNU นับตั้งแต่นั้นจนกระทั่งปัจจุบัน

การค้ายุคปฏิรูป (ค.ศ. 2012 – ปัจจุบัน)

นับจากปี ค.ศ. 2012 นโยบายทางเศรษฐกิจของเมียนมาร์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มีการออกกฎหมายใหม่และยกเลิกกฎหมายเก่าหลายฉบับ เช่น กฎหมายการลงทุนของต่างชาติ กฎหมายต่อต้านการคอรัปชัน การยกเลิกบัญชีสินค้าห้ามนำเข้า การปฏิรูประบบธนาคาร อนุญาตให้ธนาคารเอกชนสามารถทำธุรกรรมต่างประเทศได้ ส่วนกระบวนการสันติภาพมีความคืบหน้าเช่นเดียวกัน มีการเจรจาหยุดยิงกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่าง ๆ โดยรัฐบาลได้มอบสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจบางประการให้กับกลุ่มที่ลงนามในสัญญาหยุดยิง นโยบายที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ส่งผลโดยตรงกับการค้าชายแดนทั้งในและนอกระบบ

สำหรับประเทศไทยภายหลังการรัฐประหารปี ค.ศ. 2014 ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ได้มีการกล่าวถึงแนวคิดผลักดันนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค กฎหมาย และข้อยกเว้น เช่น การปรับปรุง พ.ร.บ. ศุลกากร และการสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาร์แห่งที่สอง เพื่อช่วยลดความหนาแน่นจากการใช้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาร์แห่งแรก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเอื้อให้การค้าชายแดนนอกระบบสามารถเข้าสู่การค้าในระบบได้ดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถควบคุมการค้าชายแดนได้อย่างทั่วถึง แม้รัฐบาลเมียนมาร์จะมีความพยายามในการควบคุมพื้นที่ชายแดนและประสบความสำเร็จในการคุมพื้นที่บางส่วน จนส่งผลให้การค้าชายแดนเข้าสู่ในระบบได้ ในขณะเดียวกันการค้าชายแดนนอกระบบก็ยังคงดำเนินต่อไปด้วยเหตุและปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความไม่พร้อมและไม่เพียงพอของจำนวนเจ้าหน้าที่ ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องมือ รวมถึงกฎระเบียบของทางเมียนมาร์ที่นำมาบังคับใช้ได้ยากในทางปฏิบัติ และยังมีการผูกขาดทางการค้าให้กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย รวมถึงปัญหาทางการเมืองและผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างรัฐบาลเมียนมาร์ กลุ่ม BGF และกองกำลังชาติพันธุ์ที่จัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การค้านอกระบบยังคงดำเนินอยู่ต่อไป

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “พลวัตของการค้าชายแดนนอกระบบ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก”

หัวหน้าโครงการ : อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

00:00
00:00
Empty Playlist