Cover_nologo (6)

สร้างเกษตรอัจฉริยะ ก้าวสู่เวทีโลก

การขับเคลื่อนและยกระดับเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทประเทศไทย 4.0 นี้ อุตสาหกรรมที่ควรได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นรากฐานหนึ่งของประเทศไทยที่มีความเข้มแข็งมาก คืออุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ แต่ในการสนับสนุนนี้ ควรจะสนับสนุนอย่างไรบ้าง สนับสนุนงานวิจัยเรื่องอะไรบ้าง เราจะมีวิธีการหาเส้นทางในการแบ่งขั้นตอนการดำเนินการอย่างไร เชิญทุกท่านร่วมกันหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้จากบทความนี้

จุดเริ่มแนวคิด

เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) คือ การบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่นำสิ่งมีชีวิต หรือชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต หรือผลิตผลของสิ่งมีชีวิต มาสร้างประโยชน์ต่อมนุษย์ โดยการผลิตผลิตภัณฑ์หรือพัฒนากระบวนการผลิตทางชีวภาพของสินค้าหรือบริการทางด้านต่างๆ เช่น ด้านการเกษตร ด้านอาหาร ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านทางการแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและมีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีชีวภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพราะมีวัตถุดิบที่มีปริมาณและความหลากหลาย มีความสามารถในการแปรรูปและการพัฒนาในหลายๆด้าน นอกจากนี้ประเทศไทยยัง เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก

การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพจึงเป็นส่วนสำคัญที่เป็นกลไกขับเคลื่อน เศรษฐกิจของชาติ และเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทยทั้งในฐานะผู้ผลิตอาหาร ผลิตภัณฑ์ทาง การเกษตร และเทคโนโลยีการผลิตพืชและสัตว์ที่สำคัญของโลก คณะวิจัยจึงรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อจัดทำกรอบและทิศทางของการวิจัย ซึ่งจะทำให้การทำวิจัยด้านอุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศ มีความชัดเจนยิ่งขึ้นและเพื่อให้ได้ผลิตผลงานวิจัยได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

กรอบการสร้างแนวคิด

1. รวบรวมและศึกษาข้อมูลด้านต่างๆ เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางและกรอบการสนับสนุนงานวิจัย โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 กรอบการสนับสนุนการวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัย แห่งชาติ (วช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงปี พ.ศ. 2555-2559 และนำข้อมูลดังกล่าวมาเป็นพื้นฐานทางข้อมูลที่ใช้กำหนดแนวทาง นอกจากนี้ยังมีในส่วนของการรวบรวมข้อมูลของภาคอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แก่ อุตสาหกรรมน้ำตาล อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และข้อมูลของกลุ่มวิจัยต่างๆ
2. จัดประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้ได้ทิศทางและกรอบการสนับสนุนงานวิจัย ตลอดจนรูปแบบ
และกลไกการร่วมมือของส่วนต่างๆ

ข้อค้นพบ

• กลุ่มอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ได้รับความร่วมมือจาก 5 บริษัท ได้แก่ บริษัทน้ำตาล
มิตรผล จำกัด, บริษัท คริสตอลลา จำกัด, บริษัท น้ำตาลเอราวัณ จำกัด, บริษัท เอกรัฐพัฒนา จำกัด และบริษัท อุตสาหกรรมโคราช จำกัด โดยทั้ง 5 บริษัท ได้เสนอการแบ่งกิจกรรมการทำงานของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน กล่าวคือ ต้นน้ำหมายถึง ภาคการผลิตทาง การเกษตร คือการผลิตอ้อยโรงงานของเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ครอบคลุมกระบวนการต่างๆ ในภาคการเกษตร รวมทั้งปัจจัยการผลิตภาคการเกษตรและการขนส่งอ้อยโรงงานจากไร่สู่โรงงานน้ำตาล ส่วนกลางน้ำ หมายถึง การรับอ้อยโรงงานและแปรรูปอ้อยโรงงานของโรงงานน้ำตาลเพื่อให้ได้น้ำตาล ผลิตภัณฑ์น้ำตาลและผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลอื่นๆ ปลายน้ำหมายถึง เทคโนโลยีและความก้าวหน้าในการผลิตและผลิตภัณฑ์ในอนาคตของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดยมีรายละเอียด ดังนี้


– ต้นน้ำ(Upstream)
1. การจัดการในไร่อ้อย ควรให้มีการจัดการในไร่อย่างเหมาะสมในแต่ละพื้นที่เพาะปลูก
เนื่องจากในแต่ละพื้นที่เพาะปลูกมีความแตกต่างทั้งเรื่องของขนาด สภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศ ความสมบูรณ์ของดิน ปริมาณน้ำ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการในไร่อ้อย การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมจะทำให้การจัดการในไร่อ้อยมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
2. การควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบอ้อย แบ่งออกเป็น 4 ข้อ คือ 2.1 แก้ไขปัญหาการ
ปนเปื้อนของ ดิน หิน ทราย ของวัตถุดิบอ้อย 2.2 การปรับปรุงพันธุ์อ้อยควรมีการปรับปรุงพันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตดีเหมาะสมกับการ ปลูกอ้อยของไทยอย่างแท้จริง 2.3 นวัตกรรมด้านการบริหารจัดการไร่อ้อย (Modern Farming) โดยการเพิ่มการใช้รถตัดอ้อยเพื่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวอ้อยที่นำส่ง และการเพิ่มทักษะด้านการตัดอ้อยให้แก่ชาวไร่และการออกแบบรถตัดอ้อยให้เหมาะสมกับสภาพการปลูกอ้อยของประเทศไทย เช่น ระยะห่างระหว่างร่องและความกว้างของรถตัดอ้อยซึ่งมีส่วนช่วยในการลดการสูญเสียของผลผลิตและเป็นการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

– กลางน้ำ (Midstream)
1. การควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ร่วม(Co-product)ในกระบวนการผลิตน้ำตาล นอกจากจะได้น้ำ
ตาลเป็นผลิตภัณฑ์หลักแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตเดียวกัน เช่น โมลาสหรือกากน้ำตาล, ชานอ้อยฯลฯ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมได้ มีแนวคิดให้มีการศึกษาวิจัยในด้านการรักษาคุณภาพของวัตถุดิบที่นำไปใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมชนิดต่างๆและการควบคุมคุณภาพของกระบวนการผลิตน้ำตาลซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเป็น Co-product
2. การวิจัยด้านกระบวนการผลิตน้ำตาล เช่น Sucrose balance หรือการวิเคราะห์ปริมาณซูโครสที่ผลิตได้
3. กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ (Process Efficiency) ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตซึ่งรวมถึง
ความทันสมัยของเทคโนโลยีและเครื่องจักรของแต่ละโรงงาน มีแนวคิดให้มีการศึกษาต้นแบบกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในระดับก่อนการผลิตเชิงพาณิชย์ เนื่องจากปัจจุบันการผลิต ก่อนการผลิตเชิงพาณิชย์สามารถผลิตได้สูงสุดปริมาณ 500 ลิตร ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าที่ต้องการปริมาณ 100,000 ลิตร โดยก่อนหน้านี้มีการศึกษาต้นทุนการผลิตพบว่ามีมูลค่าสูงถึง 800 ล้านยูโร หากสามารถผลิตต้นแบบกระบวนการผลิตได้จริงจะครอบคลุมถึงการผลิตผลิตภัณฑ์อื่น ที่ได้จากกระบวนการหมัก เช่น การผลิตแอลกอฮอล์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในแต่ละโรงงานเพื่อทำให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

– ปลายน้ำ (Downstream)
1. ด้านการวิจัยและพัฒนา มีแนวคิดร่วมกันให้มีการสนับสนุนในด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
รวมถึงการขยายส่วนการผลิต (scale-up) จนถึงก่อนการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และประเมินความเป็นไปได้ในการผลิตเชิงพาณิชย์
2. การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ทั้งด้านพลังงาน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากการเผาชานอ้อย การผลิตก๊าซชีวภาพหรือไบโอแก๊สจากชานอ้อยและพัฒนาเป็นก๊าซซีเอ็นจี(Compressed Natural Gas: CNG) และด้านกระบวนการหมัก โดยให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่อยอด เช่น การสังเคราะห์พอลิแลคติกแอซิด (Polylactic Acid: PLA) จากกรดแลคติก (Lactic acid) การผลิตพอลิเมอร์ชีวภาพ เช่นพอลิบิวทิลี ซัคซิเนต (Polybutylene succinate: PBS) โดยใช้กรดซัคซินิค(Succinic Acid) เป็นสารตั้งต้นในการผลิต รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีในการผลิตน้ำตาลที่ได้จากการย่อยสลายเซลลูโลสจากชานอ้อย
3. การทดสอบทางคลินิกสำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยมีแนวคิดร่วมกันให้มีการสนับสนุนงานวิจัย
ด้านการทดสอบทางคลินิกสำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ที่มีมาตรฐาน ที่มีขั้นตอนการวิเคราะห์และการทดสอบที่ชัดเจน
4. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อการใช้ประโยชน์ในอนาคต คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความเป็นไปได้ในอนาคต
• กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ได้รับความร่วมมือจาก 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีด
มิลล์ จำกัด, บริษัท ทีอาร์เอฟ อาหารสัตว์ จำกัด, บริษัท พนัสโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน), บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) โดยทั้ง 5 บริษัท ได้เสนอการแบ่งกิจกรรมของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ตามแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ปี 2575 ออกเป็น 3 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน กล่าวคือ

– ยุทธศาสตร์ที่ 1 การผลิตอาหารสัตว์ที่มีความปลอดภัย
1. การผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ประสบปัญหาเรื่องวัตถุดิบไม่
เพียงพอต่อความต้องการ จึงมีแนวคิดร่วมกันโดยให้มีการพัฒนาเมล็ดพันธุ์และศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่เพาะปลูกของถั่วเหลือง รวมถึงการศึกษาแหล่งวัตถุดิบสำรองในกรณีเกิดปัญหาด้านการนำเข้าจากต่างประเทศ
2. มาตรฐานการผลิตพันธุ์พืชอาหารสัตว์ โดยมีแนวคิดมุ่งเน้นให้ส่งเสริมมาตรฐานการผลิตพันธุ์พืช ใน
ประเทศไทยและ พัฒนาการผลิตที่มีประสิทธิภาพโดยมุ่งเน้นการลดพื้นที่ป่าและการผลิตพันธุ์พืชเศรษฐกิจในปริมาณเพิ่มขึ้น โดยพัฒนาการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

– ยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตอาหารสัตว์เพื่อตอบสนองความมั่นคงของห่วงโซ่อาหาร
1. การผลิตและการพัฒนาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ประสบปัญหาเรื่อง
วัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงมีแนวคิดร่วมกันโดยให้มีการพัฒนาเมล็ดพันธุ์และศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่เพาะปลูกของถั่วเหลือง รวมถึงการศึกษาแหล่งวัตถุดิบสำรองในกรณีเกิดปัญหาด้านการนำเข้าจากต่างประเทศ
2. การจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ วัตถุดิบเมื่อนำเข้ามาจัดเก็บเพื่อรอการใช้งานหากมีระบบการ
จัดการวัตถุดิบที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจทำให้คุณภาพของวัตถุดิบลดลงได้ เช่น การผลิตอาหารสัตว์ประสบปัญหาเรื่องการ ระบายความร้อนไม่เพียงพอในระบบที่จัดเก็บข้าวโพดทำให้เกิดเชื้อราขึ้น จึงมีแนวคิดเสนอร่วมกันให้มีการศึกษาวิธีการเก็บรักษาเพื่อให้คงคุณภาพและลดการสูญเสียวัตถุดิบในระหว่างการจัดเก็บ
3. การเติมสารเสริมในอาหารสัตว์ เช่น สารช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของสัตว์ มีแนวคิดเสนอ
ร่วมกันให้มีการศึกษาการเติมสารอื่นเพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์น้ำรวมถึงสารกันเสีย ที่สกัดได้จากธรรมชาติโดยคำนึงถึงแหล่งของวัตถุดิบที่เพียงพอกับความต้องการและผ่านการทดสอบความเป็นพิษ และศึกษากระบวนการผลิตกรดไขมันให้มีต้นทุนต่ำ เช่น กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก และ กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก ซึ่งเป็นสารเสริมสำคัญที่ใช้ในอาหารสัตว์น้ำและอาหารสัตว์บก
4. เทคโนโลยีลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว เช่น ในช่วงเวลาที่ผลิตข้าวโพดเป็นช่วงที่มีความชื้นสูง
ทำให้ได้ข้าวโพดที่มีคุณภาพต่ำและเกิดการสูญเสียในระหว่างการเก็บเกี่ยว จึงมีแนวคิดเสนอร่วมกันให้มีการศึกษาเทคโนโลยีในการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเพื่อคงคุณภาพและลดการสูญเสียดังกล่าว
5. กระบวนการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งคือการพัฒนากระบวนการผลิตโดยใช้วัตถุดิบในประเทศไทยและ
ระบบการผลิตที่มีความแม่นยำสูงที่ส่งผลต่อการเพิ่มผลผลิต การผลิตที่ต่อเนื่องและเป็นรอบ สามารถเร่งรอบการผลิต ประหยัดพลังงานและมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

– ยุทธศาสตร์ที่ 3 การผลิตอาหารสัตว์อย่างยั่งยืน
1. ระบบสืบค้นย้อนกลับ เนื่องจากพบว่ามีการปลูกถั่วเหลืองในเขตพื้นที่ป่าทำให้อาจเกิดผลกระทบทางจากธรรมชาติในอนาคต จึงมีแนวคิดเสนอร่วมกันให้ศึกษาระบบสืบค้นย้อนกลับเพื่อ ทราบว่าวัตถุดิบมาจากแหล่งใด ส่งผลกระทบทางธรรมชาติหรือไม่

สรุปผลที่ได้

ผลจากการระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมของกลุ่มอุตสาหกรรมและนักวิจัย ทำให้โครงการนี้ได้กรอบวิจัยและทิศทางในการสนับสนุนงานวิจัยของอุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพในเบื้องต้น ดังนี้ 1. เกษตรอัจฉริยะสำหรับการผลิตน้ำตาลจากอ้อยและอาหารสัตว์ 2. เกษตรแบบแม่นยำสูง ที่เป็นรูปแบบการเกษตรใหม่ที่ใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการจัดการข้อมูลมาใช้ในแปลง เพื่อบริหารจัดการพื้นที่แปลงให้มีความเหมาะสมและแม่นยำมากขึ้น 3. พอลิเมอร์ชีวภาพและวัสดุชีวภาพจากผลิตผลและของเสียจากการเกษตร 4. เทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตสำหรับผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร และ 5. การวิจัยเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และเทคโนโลยีนวัตกรรมของอุตสาหกรรมเกษตรต่างๆ

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การพัฒนากรอบและทิศทางการวิจัยของอุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพภายใต้บริบทประเทศไทย 4.0(s-curve)”

หัวหน้าโครงการ : กฤษณา ตรีศีลวัฒนกุล
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไพรินทร์ ตันติวิชยานนท์
กราฟิก ไพรินทร์ ตันติวิชยานนท์
00:00
00:00
Empty Playlist