RC20330-1

ยีนในแม่โค สัมพันธ์กับคุณภาพน้ำนมอย่างไร?

‘คุณภาพน้ำนม’ นับเป็นจุดมุ่งหมายหลักที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญมากกว่าปริมาณน้ำนมที่ได้รับ แม้ว่าจากเดิมที่เราเริ่มต้นโดยเน้นการพัฒนาให้มีปริมาณน้ำนมสูงขึ้นในแต่ละปี แต่ ณ ปัจจุบันนี้ที่การแข่งขันของโลกเปลี่ยนไป เป้าหมายของผู้บริโภคก็ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากกว่าการสนใจที่ปริมาณเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเราต้องขับเคลื่อนในเรื่องคุณภาพของน้ำนมให้ดีไปถึงระดับพรีเมี่ยมให้ได้ ซึ่งตัวเลขที่ได้มาจากทั่วประเทศไทยในแต่ละพื้นที่ก็ไม่พบความแตกต่างในปริมาณน้ำนมที่ได้ สิ่งที่น่าสนใจกลับพบว่าคุณภาพต่างหากที่มีความแตกต่างกัน โดยทั้งพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง นั้นมีคุณภาพน้ำนมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน สิ่งที่ตามมาก็คือผลตอบแทนของเกษตรกร คือ เงิน ซึ่งเป็นรายได้ที่ได้รับก็แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งนี่ก็เป็นโจทย์สำคัญในการพัฒนาน้ำนมโคของไทย

นอกจากในเรื่องประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมแล้ว ในปัจจุบันการคัดทิ้งของวัวที่เกิดขึ้นในบ้านเรานั้น ส่วนใหญ่แล้วปัญหาหลักไม่ได้เกิดจากการที่โคนมตัวนั้นให้ผลผลิตน้ำนมลดลง แต่กลับกลายเป็นว่ามาจากการที่โคนมตัวนั้นผสมไม่ติด ที่ผ่านมาส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรผสมไม่ติดหลายครั้งโดยไม่รู้สาเหตุก็คัดทิ้งออกไป ซึ่งจากการศึกษานี้ก็จะชี้ให้เห็นว่าการคัดทิ้งโคนมที่มีประสิทธิภาพหรือสามารถทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าวัวตัวนั้นสมควรคัดทิ้งนั้นมีตัวชี้วัดที่ชี้ให้เห็นได้คือ สัดส่วนไขมันในน้ำนมและโปรตีนในน้ำนมที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยมันเชื่อมโยงไปถึงการใช้พลังงานของวัว แน่นอนว่าถ้าหากวัวมีพลังงานไม่สมดุลมันก็ส่งผลให้ร่างกายไม่พร้อมที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงในเรื่องของการปฏิสนธิ

โคนมลูกผสมไทยโฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน

โคนมลูกผสมโฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยนถือได้ว่าเป็นพันธุ์โคนมลูกผสมที่คนไทยเลี้ยงเยอะมากที่สุดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ย้อนกลับไปสัก 50 ปีก่อน บ้านเราเริ่มธุรกิจการเลี้ยงโคนมตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จากการที่ท่านได้ทรงพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรที่ประเทศเดนมาร์กและพบว่าโคนมน่าจะเป็นอาชีพให้กับเกษตรกรไทยได้ หลังจากนั้นเจ้าชายเฟเดอลิกซ์ของเดนมาร์กได้ถวายวัวนมชุดแรกให้กับประเทศไทยเรา ในตอนนั้นวัวนมที่ได้รับมาเป็นวัวนมพันธุ์แท้ 100% ปัญหาที่ตามมาก็คือว่าพอเราเลี้ยงไปได้ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ มันก็ให้ผลผลิตดี แต่หลังจากนั้นวัวจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับ ภูมิอากาศ การเลี้ยง และอาหาร ของประเทศไทยได้ นำมาซึ่งการคัดทิ้งออกจากฟาร์ม ต่อมาการวิจัยของกรมปศุสัตว์ที่ไปคิดค้นว่าจะทำอย่างไรให้สายพันธุ์นี้เลี้ยงอยู่ในประเทศไทยได้อย่างยาวนาน โดยค้นพบว่าแทนที่เราจะเลี้ยงพันธุ์แท้ เราก็เอาวัวนมนี้ไปผสมข้ามกับวัวที่เป็นพื้นเมืองของบ้านเรา ซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่นก็คือ การปรับตัวได้ดีทั้งในสภาพอากาศและอาหาร จนกลายเป็น ‘โคนมลูกผสมไทยโฮลส์ไตน์’ มาถึงทุกวันนี้

ซึ่งน้ำนมที่ได้จากโคนมลูกผสมชนิดนี้ก็มีลักษณะเหมือนกับโคพันธุ์แท้ทุกประการ สิ่งเดียวที่แตกต่างกันก็คือปริมาณที่มากน้อยไม่เท่ากัน แน่นอนว่าวัวพันธุ์โฮลสไตน์ที่เป็นวัวพันธุ์แท้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตหนาวในประเทศยุโรป เพราะฉะนั้นจะมีความโดดเด่นในปริมาณน้ำนมที่มีสูงมาก แต่พอประเทศไทยสร้างเป็นโคนมลูกผสมไทยโฮลส์ไตน์ เราจะได้ความโดดเด่นในเรื่องของการปรับตัว แต่ในเรื่องของน้ำนมก็จะลดลงมาเล็กน้อย

ศึกษาอะไรจากโคนม

ในการศึกษาครั้งนี้ได้เข้าไปขอเก็บน้ำนมบางส่วนจากเกษตรกรที่เค้ารีดน้ำนมอยู่แล้วทุกวันไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วมีการศึกษา 2 ส่วน การแสดงออกอันที่ 1 จะดูว่าปริมาณไขมันในน้ำนมและโปรตีนในน้ำนมมีมากน้อยขนาดไหน ยีนมีความสัมพันธ์กันไหม ซึ่งเราเรียกว่า ‘การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างยีนและลักษณะที่แสดงออก’ โดยจะแสดงออกมาเป็นรูปแบบของค่าทางสถิติ ซึ่งถ้าความสัมพันธ์มันค่อนข้างสูงเราก็จะคัดวัวตัวนั้นเก็บไว้ แต่ถ้าความสัมพันธ์มันต่ำแสดงว่าก็ไม่ควรจะคัดวัวตัวนี้ไว้  ในอีกส่วนหนึ่งเราจะเจาะจงรายตัวโดยการวัดค่าทางสถิติที่เรียกว่า ‘ค่าการผสมพันธุ์’ โดยเป็นการเช็คเลือดของวัวตัวนั้นด้วยว่ามันมียีนอะไรที่ไปควบคุมการแสดงออกหรือสัมพันธ์กับการแสดงออกไขมันและโปรตีนในน้ำนมบ้าง ซึ่งมันจะแสดงออกมาให้เห็นว่าวัวแต่ละตัวนั้นจะมีการแสดงของยีนซึ่งผลิตไขมันและโปรตีนในน้ำนมไม่เท่ากัน ซึ่งตัวเลขนี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่าถ้ามีค่ามากก็แสดงว่าวัวตัวนี้มีสัดส่วนไขมันและโปรตีนในน้ำนมดี แต่ถ้าติดลบสัดส่วนไขมันและโปรตีนในน้ำนมก็ไม่ดีเราก็ไม่คัดเก็บไว้ ดังนั้นการศึกษาจึงมองใน 2 ส่วนคือทั้งห้องปฏิบัติการและทางสถิติรายตัว

ยีนเกี่ยวอะไร

ยีนนั้นสามารถแสดงออกได้ในทุกลักษณะไม่เฉพาะในโคนม มนุษย์ของเราก็เช่นเดียวกัน ผมสีดำ ตาสีน้ำตาล นี่ก็เป็นผลมาจากการแสดงออกของยีน ยีนเป็นตัวควบคุมในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดรวมถึงโคนมก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นยีนก็เป็นตัวกำหนดตัวหนึ่งว่าโคแต่ละตัวจะให้นมมากน้อยแตกต่างกันเท่าไหร่หรือคุณภาพนมจะดีมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร และจากงานวิจัยที่ได้ทำการศึกษาใน  เราก็พบว่าเราสามารถแยกออกเป็น 2 ส่วน โดยจะให้เส้นตรงเป็นเส้นแบ่งก็คือ 2.0 ถ้าหากสัดส่วนตรงนี้มันต่ำกว่า 2.0 จะแสดงให้เห็นว่าโคนมตัวนี้มันจะเกิด ‘ภาวะกรดในกระเพาะ (Acidosis)’ แต่ถ้าหากค่าดังกล่าวสูงเกิน 2.0 นั่นแสดงให้เห็นว่าเกิด ‘สมดุลพลังงานเป็นลบ’ ซึ่งตัวนี้แหละจะเป็นตัวสื่อสัญญาณให้เห็นว่าวัวตัวนี้อาจจะมีความเสี่ยงทำให้ผสมไม่ติดในอนาคตได้ ฉะนั้นมันต้องสมดุลให้อยู่ประมาณ 2.0 ต่ำหรือสูงไปกว่านี้ก็ไม่ดี เกินหรือต่ำนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่เป็นไร

อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ทำให้เกิดการสมดุลอยู่ที่ค่า 2.0 นั้นก็มีตั้งแต่พันธุ์ อาหาร และการจัดการ ซึ่ง 3 ปัจจัยนี้ก็เป็นหลักในการผลิตวัวหรือผลิตปศุสัตว์เกือบทุกชนิดโดยทั่วไป แต่ในที่นี้จะเป็นการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับพันธุ์เป็นหลัก คือเรื่องของยีนที่เป็นตัวคุมการแสดงออกของไขมันและโปรตีนในน้ำนม

ในการได้มาซึ่งคุณภาพน้ำนมที่ดีนั้นเราเริ่มต้นจากการพัฒนาคุณภาพของวัวก่อน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพของการคัดทิ้งโคนมในการชี้ชัดข้อบกพร่องของวัวตัวนั้น ๆ ต่อมาในเรื่องของปริมาณไขมันและโปรตีนในน้ำนม ซึ่งถ้ายิ่งมีมาก ๆ มันก็จะทำให้น้ำนมนั้นพรีเมี่ยมมากขึ้นและจะช่วยให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งนี่ก็จะเป็นจุดหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนให้คุณภาพน้ำนมดีขึ้นตามไปด้วย

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การศึกษาความสัมพันธ์ของยีนส์ เครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับลักษณะสัดส่วนไขมันต่อโปรตีนน้ำนมในโคลูกผสมไทยโฮลส์ไตน์”

หัวหน้าโครงการ : วุฒิไกร บุญคุ้ม
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
กราฟิก ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน วริศรา ศรีสวาท
00:00
00:00
Empty Playlist