IMG_0112

เปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับอาชญากรรมเพื่อพัฒนางานราชทัณฑ์ของประเทศไทย

   ปัญหาสำคัญของระบบราชทัณฑ์ไทยที่เหมือนกับหลาย ๆ ประเทศ คือ ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ โครงสร้างของเรือนจำทั้งหมดในประเทศไทยสามารถรองรับผู้ต้องขังได้ประมาณ 180,000 คน แต่ผู้ต้องขังมีปริมาณเกินกว่าความจุของเรือนจำที่จะรับได้ ซึ่งมีจำนวนประมาณเกือบ 3 แสนคน จากสถิติ ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนผู้ต้องขังเกินความจุปกติที่เรือนจำจะรองรับได้ในทุกปี ผู้ต้องขังได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเดือนละ 2,300 คน หรือปีละ 27,600 คน ผู้ต้องขังกว่า 70% กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวนผู้ต้องขังที่กระทำผิดซ้ำหลังจากที่มีการปล่อยตัวออกจากเรือนจำแล้วในแต่ละปีจะมีจำนวนเกือบ 30,000 คนต่อปี โดยส่วนใหญ่จะเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเช่นเดียวกัน

        ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำจึงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นต้นทางของปัญหาต่างๆ หลายประการ ทั้งในด้านการบริหารจัดการเรือนจำ และการแก้ไข ฟื้นฟู พัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้กลับตนเป็นคนดี ซึ่งเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของกรมราชทัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล กรมราชทัณฑ์จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการบริหารจัดการในเรือนจำ รวมทั้งแก้ไขข้อกฎหมายในขั้นตอนต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ต้องหาล้นเรือนจำและมีการบริหารจัดการตามมาตรฐานสากล โดยควรมีการปรับปรุง 3 ประการหลักดังต่อไปนี้

เปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับความผิดและการลงโทษ เพื่อแก้ปัญหาในขั้นตอนก่อนการฟ้องคดี

  • ปรับเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการจัดการปัญหายาเสพติด

    ประเทศไทยมีผู้ต้องขังในเรือนจำประมาณ 70-80 % ของผู้ต้องขังทั้งหมดในเรือนจำแต่ละแห่งทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการปราบรามยาเสพติดนั้นไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดแต่อย่างใด ในขณะที่ประเทศที่ดำเนินนโยบายยาเสพติดแบบที่ไม่มุ่งเน้นการปราบปรามยาเสพติดกลับไม่ค่อยมีนักโทษจำนวนมากในเรือนจำ เช่น เนเธอร์แลนด์ ที่มีนโยบายแบบผ่อนปรนเกี่ยวกับยาเสพติดตั้งแต่ในช่วงปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

        ประเทศไทยจึงควรพิจารณายกเลิกความผิดอาญาหรือโทษจำคุกสำหรับความผิดบางข้อหาหรือยาเสพติดบางชนิด เช่นการเสพหรือครอบครองยาเสพติดจำพวกกระท่อม หรือ กัญชาในปริมาณเล็กน้อย เป็นต้น เนื่องจากเป็นพืชเสพติดที่มีการนำมาใช้ในการรักษาโรค เป็นยาพื้นบ้าน เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวบ้าน และมีพิษภัยต่อร่างกายน้อยกว่ายาเสพติดหลายประเภทจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงโทษจำคุก โดยควรมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามผู้ผลิตและผู้ค้ารายใหญ่ การแก้ไขกฎหมายโดยการยกเลิกความผิดทางอาญาสำหรับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดบางประเภทดังกล่าว จะทำให้มีลดจำนวนผู้ต้องขังลงได้ประมาณปีละมากกว่า 20,000 คนต่อปี ทั้งยังช่วยลดจำนวนผู้กระทำผิดซ้ำสำหรับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีกประมาณกว่า 10,000 คนต่อปี

  • การเปลี่ยนแนวคิดในการลงโทษ

ไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะการลงโทษด้วยการจำคุกเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีการใช้วิธีการลงโทษทางเลือกมากขึ้น เช่น การเบี่ยงเบนคดีก่อนการฟ้อง หรือการเบี่ยงเบนผู้กระทำผิดออกจากกระบวนการยุติธรรมอาญาทั่วไป เช่น การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแทนการฟ้องดำเนินคดีอาญา เป็นต้น

  • การส่งเสริมการใช้กระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์ในอาชญากรรมที่ความรุนแรงน้อย

เช่น คดีเกี่ยวกับทรัพย์ ยาเสพติด ความผิดของเด็ก และคดีเล็กน้อยอื่นๆ เป็นแนวทางในการยุติปัญหาข้อขัดแย้งก่อนที่จะเป็นคดีความเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก รวมทั้งการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยชุมชน (Community justice) ซึ่งทำได้ในหลายรูปแบบ โดยจะเน้นการนำทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุยเจรจายุติปัญหากัน หลายประเทศได้มีการนำกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์มาใช้และประสบความสำเร็จในการลดจำนวนคดีอาญาลงได้ เช่น แคนาดา ลาว นิวซีแลนด์ และฟิลิปปินส์ เป็นต้น

  • การสร้างความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ให้สังคมรับรู้และมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการนำผู้ต้องขังกลับสู่สังคมปกติ

เพื่อประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมและตัวของประชาชนที่อยู่ในชุมชนเอง โดยประเทศไทยอาจทำได้โดยนำบริษัทเอกชนเข้ามาร่วมกับรัฐโดยเฉพาะในโครงการ Care (ศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ Center For Assistance to Reintegration and employment ใน 137 เรือนจำทั่วประเทศ เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561) เพื่อช่วยเหลือหางานให้ผู้ต้องขังทำหลังพ้นโทษและเป็นไปตามภารกิจหลักของกรมราชทัณฑ์และนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนร่วมมือแก้ไข ฟื้นฟูพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม นอกจากนี้การยกเลิกกฎหมายที่ห้ามผู้ต้องขังประกอบอาชีพบางประเภทหลังพ้นโทษจากเรือนจำ เช่น พระราชบัญญัติสาธารณสุขฯ ที่ห้ามผู้ต้องขังประกอบอาชีพนวด เป็นต้น ก็จะสามารถช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถมีโอกาสในการทำงานมากขึ้น

ใช้มาตรการทางเลือก เพื่อลดการคุมขังระหว่างการฟ้องและพิจารณาคดี

ควรมีการนำวิธีการทางเลือกมาใช้ในการลดกลุ่มผู้ต้องกักและผู้ต้องขังที่รอการพิจารณาคดี เพื่อไม่ให้ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนก่อนมีคำพิพากษา โดยสามารถใช้วิธีการดังต่อไปนี้

  • การพัฒนาระบบการประกันตัวชั่วคราว

โดยการส่งเสริมบทบาทของกองทุนยุติธรรมเกี่ยวกับการประกันตัวผู้ต้องกักและผู้ต้องขังที่มีฐานะยากจน ไม่มีเงินในการประกันตัวในระหว่างการดำเนินคดี ทำให้จำเป็นต้องเข้ามาอยู่ในเรือนจำ โดยในงบปีประมาณ 2558 มีการใช้จ่ายเงินจากกองทุนยุติธรรมในประกันตัวจำนวน 156,963,170 บาท จากจำนวนผู้ขอความช่วยเหลือ 176 ราย และจำนวน 27,100,000 บาทในปีงบประมาณ 2559 จากจำนวนผู้ขอความช่วยเหลือ 128 ราย ซึ่งนับว่ายังมีจำนวนน้อย การเพิ่มความช่วยเหลือด้านนี้จะช่วยทำให้ผู้ต้องขังที่รอการพิจารณาคดีลดจำนวนลงได้ส่วนหนึ่งและช่วยลดการเข้าไปอยู่ร่วมกันและเรียนรู้อาชญากรรมจากกลุ่มผู้ต้องขังที่ถูกพิพากษาคดีจากศาลแล้วเนื่องในปัจจุบันเรือนจำไทยยังไม่มีระบบการแยกประเภทผู้ต้องขังรอการพิจารณาคดีจากศาลออกจากผู้ต้องขังเด็ดขาด

  • การส่งเสริมให้ใช้มาตรการการต่อรองคำรับสารภาพ (plea-bargaining)

เป็นกระบวนการที่ต้องการให้ผู้ต้องหารับสารภาพโดยมีข้อแลกเปลี่ยนกับการได้รับการลดโทษ โดยวิธีการนี้ได้ถูกนำมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่อาจจะยังไม่เป็นระบบเท่าที่ควรไม่ว่าจะเป็นในชั้นของชุมชน ตำรวจ อัยการ และศาล ซึ่งเป็นวิธีการที่อยู่บนพื้นฐานของการเจรจาให้มีการไม่ฟ้องบางข้อหา การลดข้อหาที่ฟ้องหรือการลดโทษให้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด วิธีนี้จะช่วยให้ภาระงานของศาลและกระบวนการยุติธรรมลดลง ทั้งในขั้นตอนการแสวงหาพยานหลักฐานและทำให้กระบวนพิจารณาคดีรวดเร็ว ปริมาณคดีลดลง และประหยัดงบประมาณ ทำให้ผู้ต้องขังเข้าสู่เรือนจำน้อยลงหรืออยู่ในเรือนจำในระยะเวลาที่สั้นลง

  • การส่งเสริมให้นำวิธีการอื่นๆ มาใช้แทนการควบคุมอยู่ในเรือนจำก่อนการพิจารณาพิพากษา 

ซึ่งเป็นไปตามกรอบของกฎของโตเกียว(Tokyo Rules) และ International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) เพื่อช่วยในการควบคุมตรวจสอบไม่ให้มีการหลบหนีหรือทำการอย่างอื่นที่เป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นและสังคม  เช่น การให้รายงานตัวที่ศาลตามที่ศาลกำหนด การรายงานตัวทุกวันต่อศาลหรือตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่น การยึดหนังสือเดินทางหรือเอกสารส่วนตัว การอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบของหน่วยงานตามที่ศาลกำหนด การติดตามด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ การให้สัญญาชดใช้ทางการเงินหรือทรัพย์เพื่อรับประกันการมารายงานตัว เป็นต้น

วิธีการทางเลือกเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและอยู่ในระหว่างการฟ้องและดำเนินคดีไม่ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาว่ากระทำความผิดจริง ซึ่งเป็นหลักสากลของการดำเนินคดีทางอาญาที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษา การเข้าไปอยู่ในเรือนจำก่อนคำพิพากษาจึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ที่ถูกกล่าวหาที่สุดท้ายอาจเป็นผู้บริสุทธิ์

 

ใช้มาตรการทางเลือกสำหรับความผิดไม่ร้ายแรงในขั้นตอนพิจารณาการลงโทษ เพื่อลดจำนวนนักโทษในเรือนจำ

     ในการพิจารณาโทษให้กับจำเลยในบางประเภทโดยเฉพาะในความผิดที่ไม่มีความชั่วร้ายในตัวเองหรือความผิดที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายทางร่างกาย จิตใจ ศาลควรพิจารณามาตรการลงโทษทางเลือกแทนการจำคุกให้มากขึ้น โดยวิธีการทางเลือกในการลงโทษที่สำคัญตามกรอบของการลงโทษแบบไม่มีการควบคุม (Non-custodial measures) หรือมาตรการลงโทษระดับกลาง (Intermediate punishment) ซึ่งเป็นมาตรการการลงโทษที่มีระดับความรุนแรงน้อยกว่าการจำคุกและเข้มงวดกว่าการคุมประพฤติ เช่นการทำงานบริการสังคม การจำกัดเสรีภาพไว้ในที่อยู่อาศัย การคุมประพฤติแบบเข้มงวด การเข้าค่ายคุมประพฤติแบบเคร่งครัด เป็นต้น

      สำหรับประเทศไทยได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการลงโทษแนวทางใหม่ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25)พ.ศ. 2559 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 56 ให้มีการรอการกำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้และกำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติของผู้กระทำผิดและให้มีการบำบัดฟื้นฟูหรือทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ตามความเหมาะสมซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดวิธีการลงโทษทางเลือกขององค์กรสหประชาชาติ โดยมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำคือ ประเทศเนเธอแลนด์ที่มีนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาของผู้กระทำผิดเป็นรายบุคคลมากกว่ามุ่งลงโทษแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับวิธีการลงโทษโดยให้อำนาจผู้พิพากษาในการใช้ดุลพินิจในการเลือกวิธีการในการลงโทษผู้ที่กระทำความผิดในบางความผิดโดยใช้กระบวนการสมานฉันท์หรือกระบวนการลงโทษทางเลือกจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง

เตรียมความพร้อมผู้ต้องขังระหว่างการรับโทษในเรือนจำ เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมและลดการกระทำผิดซ้ำ

  • การส่งเสริมให้มีการปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไขและใช้เครื่องมืออิเล็คทรอนิคส์ในการติดตามตรวจสอบ

      สำหรับผู้ต้องขังที่เหลือเวลาการต้องโทษไม่เกิน 1 ปีหรือ 6 เดือน เช่นการให้ลาพักการลงโทษ การกลับบ้านชั่วคราวก่อนพ้นโทษ การปล่อยออกไปทำงานหรือศึกษา การคุมประพฤติ / ปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไข (parole) เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้การปล่อยตัวผู้ต้องขังตามข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับมาตรการลงโทษแบบไม่ควบคุมขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Standard Minimum Rules for Non-custodial Measures (The Tokyo Rules 1990))

  • การส่งเสริมให้ใช้วิธีการสร้างชุมชนจำลองสำหรับผู้ต้องขังที่จะถูกปล่อยตัวออกไปโดยเฉพาะ (Halfway house) เพื่อเป็นการเรียนรู้ในการอยู่ด้วยตัวเอง และสามารถทำงานตามที่จัดให้ได้ในชุมชน

      เพื่อเป็นการเรียนรู้ในการอยู่ด้วยตัวเองและสามารถทำงานตามที่จัดให้ได้ในชุมชน โดยมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยและเป็นการลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ ได้แก่ House of Hope ในเรือนจำเกาหลีใต้ Crossroads Adult Transition Center ในเรือนจำของรัฐอิลลินอยด์ ของสหรัฐอเมริกา โดยในปัจจุบันมีการนำวิธีการนี้ไปใช้ในเรือนจำแบบเปิด เช่น เรือนจำเขาพริกหรือทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริก จังหวัดนครราชสีมา และเรือนจำชั่วคราวเขากลั้ง จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบงานราชทัณฑ์ไทยเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซีย”

คณะผู้วิจัย : ร.ศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล และคณะ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟิก อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ และ ณภัทร ศรีประเสริฐ
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ศศิธร อ่อนละมูล
00:00
00:00
Empty Playlist