RC20306 (ปก)

กว่าจะมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนแม่กำปอง

แนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดภาคเหนือในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างประเทศและนักท่องเที่ยวไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ จากข้อมูลเชิงสถิติ พบว่า จังหวัดเชียงใหม่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเยือนเป็นอันดับแรกของภาคเหนือ ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและการท่องเที่ยวโดยชุมชน มีกิจกรรมสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและผู้คน แสดงให้เห็นถึงความนิยมของนักท่องเที่ยวที่สนใจการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-based Tourism) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและมีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งหมู่บ้านแม่กำปองถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่สำคัญของเชียงใหม่ ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ

พัฒนาการด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านแม่กำปอง

บ้านแม่กำปองประชากรส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมืองล้านนา บางส่วนเป็นคนจากข้างนอกมาซื้อที่ดินและสร้างบ้านที่แม่กำปอง ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร (ทำสวนชา สวนเมี่ยง และกาแฟ) โดยหลังจากปี พ.ศ. 2543 ได้มีการเปิดหมู่บ้านเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและให้บริการบ้านพักโฮมสเตย์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2545 มีการพัฒนาฐานคิดและกระบวนการวิจัยท้องถิ่น ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแม่กำปองเข้าสู่โครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนงบประมาณในการจัดทำเอกสารแนะนำการท่องเที่ยว รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เข้ามาแนะนำและประชาสัมพันธ์ ทำให้บ้านแม่กำปองเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ และได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2547 จากสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา

นอกจากนั้น บ้านแม่กำปองยังเป็นพื้นที่เป้าหมายของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาในการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการท่องเที่ยว ด้านเศรษฐกิจ และด้านการอนุรักษ์ รวมทั้งการเป็นพื้นที่นำร่องตามนโยบายประชารัฐของรัฐบาล ส่งผลให้บ้านแม่กำปองมีโครงการตามนโยบายของภาครัฐเข้ามาในพื้นที่อย่างไม่ขาดสาย เห็นได้จากการได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในด้านต่าง ๆ และการเป็นพื้นที่ต้นแบบในหลากหลายมิติ ส่งผลในทางบวกคือชุมชนมีโอกาสในการพัฒนาจากหน่วยงานต่าง ๆ ในทุก ๆ ด้าน และขณะเดียวกันยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการภายในชุมชนเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายและความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การประเมินขีดความสามารถของการรองรับการท่องเที่ยวชุมชนบ้านแม่กำปอง ในช่วงปี พ.ศ. 2554 – 2556 อยู่ในระดับปานกลางที่ชุมชนสามารถบริหารจัดการได้ แต่เมื่อมีกระแสการท่องเที่ยวจากนโยบายภาครัฐในปี พ.ศ. 2557- 2558 ที่เริ่มส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทย การท่องเที่ยวเมืองห้ามพลาด การท่องเที่ยวในชุมชนจึงได้รับอิทธิพลจากสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ชุมชนบ้านแม่กำปองเริ่มได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น และด้วยความได้เปรียบด้านภูมิประเทศสิ่งแวดล้อมของบ้านแม่กำปองที่อยู่ในหุบเขา อากาศเย็นทั้งปี การคมนาคมเข้าถึงสะดวก จึงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวแออัดในช่วงวันหยุดเทศกาล ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2558 ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนค่อนข้างมาก ก่อให้เกิดผลกระทบในด้านต่าง ๆ ตามมา

การจัดการท่องเที่ยวของบ้านแม่กำปอง

การจัดการท่องเที่ยวของบ้านแม่กำปอง สามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุค ดังนี้

  • ยุคที่ 1 ยุคเริ่มต้นหรือยุคอุดมการณ์ (พ.ศ. 2543 – พ.ศ. 2546)

    เริ่มต้นจากผู้นำชุมชนมีแนวคิดที่อยากจะพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เข้าถึงโอกาสในการพัฒนาของภาครัฐมากขึ้น โดยผู้นำและคนในชุมชนบ้านแม่กำปองมีแนวทางในการพัฒนาชุมชน  2 ด้าน คือ การพัฒนาคน โดยการส่งเสริมอาชีพให้กับคนในชุมชน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และพัฒนาการท่องเที่ยว โดยใช้ทรัพยากรชุมชนเป็นฐานในการพัฒนา แต่มีอุปสรรคในการทำงาน คือ ชาวบ้านยังขาดความรู้ ความเข้าใจ การท่องเที่ยวโดยชุมชน และการบริหารจัดการท่องเที่ยว

  • ยุคที่ 2 ยุคทองแห่งการพัฒนา (พ.ศ. 2547 – พ.ศ. 2557)

    ยุคที่ชุมชนได้การรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์เป็นครั้งแรก และเริ่มเป็นที่รู้จักในหน่วยงานและผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว จึงทำให้เกิดการต่อยอดงานพัฒนาในชุมชนหลายด้าน นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นชุมชนต้นแบบหลากหลายมิติ เช่น พื้นที่ต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จากกระทรวงสาธารณสุข พื้นที่ต้นแบบด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พื้นที่ต้นแบบด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จากกระทรวงวัฒนธรรม ชุมชนทำมาค้าขาย จากกระทรวงพาณิชย์ และด้านการจัดการชุมชนและการพัฒนาชุมชนจากหลายหน่วยงาน ได้รับรางวัลหมู่บ้านหัตถกรรม เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP Village Champion : OVC) ในปี พ.ศ. 2549 รางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง (อยู่ เย็น เป็นสุข) / PATA Gold Awards ในปี พ.ศ. 2553 รางวัล Lonely Planet ในปี พ.ศ. 2555 และรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งมีการเข้ามาของภาคธุรกิจที่ให้บริการกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงผจญภัย จึงเป็นผลให้หมู่บ้านแม่กำปองมีชื่อเสียงเพิ่มมากขึ้นทั้งในด้านแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และการเกิดขึ้นของธุรกิจบริการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เช่น บ้านพัก ร้านอาหาร เป็นต้น

  • ยุคที่ 3 ยุคของการปรับตัวและแก้ปัญหาหรือยุคชุมชนภิวัฒน์ (พ.ศ.2558 – ปัจจุบัน)

    เป็นยุคที่ ปรากฏการณ์ด้านการท่องเที่ยวของบ้านแม่กำปองโด่งดังอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้ของ นักท่องเที่ยวกระแสหลัก จากการเผยแพร่ข้อมูลทั้งรายการโทรทัศน์ มิวสิควีดีโอ รวมถึงผ่านสื่อออนไลน์ เช่น การรีวิวในเว็บไซต์ท่องเที่ยว Pantip Facebook จำนวนมาก ทำให้บ้านแม่กำปองกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศความเป็นธรรมชาติ จากข้อมูลได้จำกัดผู้เข้าพักและใช้บริการสูงสุดไม่เกิดวันละ 120 คน ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในชุมชนทั้งแบบไปกลับและค้างคืนไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ในช่วงวันหยุดยาว/วันหยุดราชการ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการจัดการท่องเที่ยวของพื้นที่ทั้งด้านกายภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการ จึงเป็นยุคที่ชุมชนต้องลุกขึ้นมาหาแนวทางการจัดการท่องเที่ยวภายใต้สถานการณ์ใหม่ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง และความยั่งยืนของชุมชนในอนาคต

บริบทด้านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน

  • ด้านพื้นที่

    บ้านแม่กำปอง หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 50 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์และความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพรรณธรรมชาติ มีประชากร 370 คน มีจำนวนหลังคาเรือนทั้งหมด 237 หลังคาเรือน แม่กำปองมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ การเที่ยวชมวิถีชีวิตในชุมชน เช่น การทำเมี่ยง การทำสมุนไพร การทำกาแฟ การทำหมอนใบชา การจักสาน เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ และจุดชมวิวบนยอดดอยม่อนล้าน โดยในส่วนของสถานที่และสาธารณูปโภครองรับนักท่องเที่ยวอื่น ๆ ประกอบด้วย สถานที่จอดรถยนต์สาธารณะ จำนวน 3 จุด รองรับรถยนต์ได้จำนวน 70 คัน ห้องน้ำสาธารณะจำนวน 3 จุด รวม 32 ห้อง บ้านพักโฮมสเตย์จำนวน 22 หลัง และบ้านพักรายวันจำนวน 46 หลัง

  • ด้านการบริหารจัดการ

    บ้านแม่กำปองมีการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนภายใต้ระบบคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นประธาน และมีรองประธานทำหน้าที่ประธานกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้านประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 2 คน ผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้านจำนวน 2 คน ประธานกลุ่มแม่บ้าน ประธานกลุ่มผู้สูงอายุ ประธานกลุ่มเยาวชน เลขานุการ และเหรัญญิก โดยมีกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการการท่องเที่ยวประกอบด้วย 1) กลุ่มโฮมสเตย์ 2) กลุ่มนักสื่อความหมายชุมชน 3) กลุ่มนวดแผนไทย 5) กลุ่มสมุนไพรพื้นบ้าน 6) กลุ่มผลิตภัณฑ์หมอนใบชา และ 7) กลุ่มสะล้อซอซึง และการแสดงพื้นบ้าน การบริหารจัดการรายได้ที่เกิดขึ้นจาก การท่องเที่ยวอยู่ภายใต้กลไกการบริหารของสหกรณ์ไฟฟ้าพลังน้ำ โครงการหลวงแม่กำปองจำกัด โดยมี การจัดการผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวสู่สมาชิกสหกรณ์ ดังนี้ การเข้าสหกรณ์ไฟฟ้าพลังน้ำร้อยละ 30 (ปันผลเมื่อสิ้นปีให้กับสมาชิกสหกรณ์) พัฒนาหมู่บ้านร้อยละ 20 คณะทำงานร้อยละ 25 จัดสวัสดิการชุมชนร้อยละ 15 เบี้ยประชุมคณะกรรมการร้อยละ 10

  • ด้านการมีส่วนร่วม

    จากการศึกษาข้อมูลด้านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการประชุมและการพัฒนาชุมชนของสมาชิกชุมชนบ้านแม่กำปอง จำนวน 105 คน พบว่า ครัวเรือนที่เป็นสมาชิกโฮมสเตย์มีส่วนร่วมในกิจกรรมการประชุมและการพัฒนาชุมชนมากที่สุด รองลงมาคือครัวเรือนที่ไม่ได้ประกอบกิจการใด ๆ ครัวเรือนที่ประกอบการกิจการบ้านพัก และครัวเรือนที่ประกอบกิจการร้านค้า ซึ่งมีส่วนร่วมในในกิจกรรม การประชุมและการพัฒนาชุมชนน้อยที่สุด

  • ด้านกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้

    บ้านแม่กำปองมีกิจกรรมการเรียนรู้ให้บริการนักท่องเที่ยวและผู้ที่มาศึกษาดูงาน ประกอบด้วย 1) กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ การเดินป่าศึกษาเส้นทางธรรมชาติ เรียนรู้การเก็บใบเมี่ยง ใบชา 2) กิจกรรมทางด้านศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ การทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังชุมชน การทำหมอนใบชา การแสดงพื้นบ้าน เช่น ฟ้อนดาบ ฟ้อนจ้อง ฟ้อนเทพบันเทิง การแสดงดนตรีพื้นเมือง (สะล้อซอซึง) เป็นต้น และกิจกรรมทางศาสนา การทำบุญตักบาตร และ 3) กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ชมและชิมชาสมุนไพรจากกลุ่มหมอเมืองและกลุ่มสมุนไพร นวดแผนไทยทั้งแบบ ประคบสมุนไพรและนวดน้ำมัน

ผลกระทบจากการท่องเที่ยวในหมู่บ้านแม่กำปอง

  • ในระยะแรกของการดำเนินการท่องเที่ยวในชุมชนบ้านแม่กำปองเกิดปัญหาที่สำคัญ คือ ชาวบ้านไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการท่องเที่ยวหรือที่พัก ไม่เห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและ วิถีชีวิตของตนเอง ไม่มีกฎระเบียบหรือมาตรการในการปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่เข้าใจการดูแลผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่ได้รับ
  • ในระยะหลังจากการที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาหมู่บ้านแม่กำปองจำนวนมาก พบว่ามีปัญหา ความแออัด ทั้งการจราจร ร้านอาหาร และที่พัก มีรถยนต์จำนวนมากในพื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลรถติดกันยาวนับสิบกิโลเมตร เนื่องจากชุมชนไม่สามารถกำหนดพื้นที่บริการที่จอดรถได้อย่างเพียงพอ และยังมีปัญหาการกำจัดขยะเกิดขึ้นด้วย
  • ในมิติของนักท่องเที่ยว พบว่านักท่องเที่ยวขาดความรู้ความเข้าใจในวิถีชุมชน บางรายไม่สนใจ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีเพียงความต้องการในการมาสัมผัสธรรมชาติ มาเช็คอินและถ่ายภาพในสถานที่และร้านต่าง ๆ ที่มีผู้รีวิวหรือเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ พบการจอดรถในที่ห้ามจอด ความไม่ชำนาญในการขับรถในที่พื้นที่สูง รวมทั้งการไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติของชุมชน

จากผลกระทบดังกล่าว การบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนจำเป็นต้องทบทวนสถานการณ์การท่องเที่ยวที่มีผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งชุมชนเจ้าของพื้นที่และผู้มีส่วนได้เสียควรมีการทบทวนการบริหารจัดการท่องเที่ยวของชุมชนร่วมกัน คำนึงถึงผลกระทบโดยรวมที่มีต่อชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่ยังคงไว้ซึ่งความสมดุลทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม

ข้อเสนอแนะต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการท่องเที่ยวบ้านแม่กำปอง

  • คณะกรรมการหมู่บ้าน ควรมีการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวของชุมชนร่วมกับ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนักวิชาการ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อปี
  • ควรมีมาตรการหรือการควบคุมการสร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อมในระดับที่เหมาะสมกับชุมชน และช่วยเหลือทางด้านความรู้และอุปกรณ์ในการตรวจเฝ้าระวังด้วยตนเอง เช่น การทดสอบคุณภาพน้ำอุปโภคและบริโภค เป็นต้น ควรกำหนดรูปแบบของสถาปัตยกรรมและควบคุมลักษณะอาคาร สิ่งปลูกสร้างให้สอดคล้องกับธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม ตลอดจนคำนึงถึงความปลอดภัย
  • สร้างเครือข่ายการในการจัดการด้านผลิตภัณฑ์และการบริการในการท่องเที่ยวกับชุมชนอื่น ๆ ในพื้นที่ เช่น การส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าอุปโภคในครัวเรือนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้บริการซักเครื่องนอนในหมู่บ้านด้านล่าง เพื่อลดการปล่อยของเสียลงสู่ดิน น้ำ ป่า
  • คนในชุมชนควรมีกิจกรรมเพื่อให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการรณรงค์และปลูกจิตสำนึกสาธารณะในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรมีการสร้างความรู้ความเข้าใจรูปแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชน รวมถึงข้อควรปฏิบัติในการท่องเที่ยวในชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้กับประชาชนหรือนักท่องเที่ยวทั่วไป ควรจัดให้มีกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนในชุมชน เพื่อเรียนรู้กระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนบนรากฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้พลวัต
การเปลี่ยนแปลง: บ้านแม่กำปอง ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่”

หัวหน้าโครงการ : วรพงศ์ ผูกภู่ และคณะ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง นพรดา คำชื่นวงศ์
กราฟิก นพณัฎฐ์ คำชื่นวงศ์ว
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย
00:00
00:00
Empty Playlist