COVER_น้ำยางเคลือบสระ-01

‘เคลือบน้ำยาง’ นวัตกรรมแก้ปัญหาการกักเก็บน้ำของเกษตรกรไทย

เทคโนโลยีนี้นอกจากจะช่วยสร้างสระกักเก็บน้ำอย่างง่าย โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ และยังเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราซึ่งเป็นสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญของประเทศ

ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ฤดูกาลมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปริมาณน้ำฝนที่คาดการณ์มีความผิดปกติทั้งปริมาณและช่วงจังหวะเวลา ทำให้แหล่งน้ำผิวดินที่มีอยู่โดยธรรมชาติของประเทศเริ่มไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการที่จะใช้ในการทำการเกษตร นอกจากนี้ ยังพบปัญหาเรื่อง “การบริหารจัดการน้ำ” ที่ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี

เนื่องจากการลงทุนด้านการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่อย่างการสร้างเขื่อน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของสิ่งมีชีวิต จนทำให้ต้องแก้ปัญหาด้วยการทำแหล่งกักเก็บน้ำขนาดย่อมลงมาให้กระจายให้อยู่ใกล้แหล่งชุมชนที่ต้องการใช้น้ำ แต่พื้นที่ที่มีสภาพดินปนทราย จะไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ เนื่องจากมีการซึมผ่านของน้ำ จึงทำให้แหล่งน้ำในช่วงหน้าแล้งมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการใช้งานการสร้างสระสำหรับกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ใช้ตลอดช่วงฤดูแล้งจึงมีความจำเป็นในการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย

วัสดุที่นิยมใช้ในการปูสระน้ำโดยทั่วไป คือ “ยาง” เพราะมีความยืดหยุ่น มีความแข็งแรง และทนทานต่อการฉีกขาด อายุการใช้งานที่ค่อนข้างนานกว่าการใช้วัสดุประเภทพลาสติก เช่น PVC หรือ HDPE เป็นต้น ในอดีตประเทศไทยมีการทำยางปูพื้นสระน้ำด้วยเทคนิคการผลิตเป็นแผ่นยางวัลคาไนซ์ขนาดใหญ่ด้วยเครื่องอัดรีด โดยอาศัยเทคโนโลยียางแห้ง ส่วนในต่างประเทศมีการปูสระน้ำด้วยแผ่นยาง ที่โดยทั่วไปผลิตจากยางอีพีดีเอ็ม (EPDM rubber) หรือยางบิวทิล (Butyl rubber) ซึ่งวัสดุทั้ง 2 ชนิดนี้ต้องอาศัยเครื่องจักรในการผลิตขนาดใหญ่และการลงทุนค่อนข้างสูง การขนย้ายเข้าไปติดตั้งยังพื้นที่มีความยุ่งยากมาเทคโนโลยีการเคลือบสระกักเก็บน้ำด้วยน้ำยางธรรมชาติกเนื่องจากน้ำหนักที่ค่อนข้างมากของแผ่นยางวัลคาไนซ์อาจจะไม่เหมาะกับพื้นที่สระขนาดเล็กมากนัก

ผศ. ดร.อดิศัย รุ่งวิชานิวัฒน์

ทีมวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดิศัย รุ่งวิชานิวัฒน์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบสระกักเก็บน้ำด้วยน้ำยางธรรมชาติที่ง่ายและประหยัดกว่า มีต้นทุนไม่สูงมากนัก (โดยต้นทุนในการผลิตขึ้นกับราคาของน้ำยางข้นและผ้าด้ายดิบเป็นหลัก) ใช้อุปกรณ์ เครื่องจักรที่ไม่ซับซ้อน โดยใช้การพ่น ทาน้ำยางคอมปาวด์บนผ้าด้ายดิบ อาศัยน้ำยางที่มีความสามารถในการเกาะยืดกับผ้าดิบ กลายเป็นวัสดุผสมที่มีความแข็งแรง ทนทาน ใช้ในการเคลือบบ่อหรือสระน้ำเพื่อป้องกันการรั่วซึมได้เป็นอย่างดี สามารถเข้าถึงพื้นที่และติดตั้งได้ง่าย ใช้ได้กับสระน้ำที่มีขนาดและรูปร่างหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปทรงเหลี่ยมเรขาคณิต เนื่องจากวัสดุมีความยืดหยุ่นเข้ากับคอนทัวร์ (Contour) ของผิวดินได้ดี รวมถึงความสะดวกในการซ่อมแซมและบำรุงรักษา สามารถใช้กักเก็บน้ำได้แม้ในสภาพที่เป็นดินปนทรายหรือดินที่ไม่สามารถกักเก็บน้ำโดยธรรมชาติ หรือในพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง

ผลการทดสอบสมบัติเชิงกายภาพของยางเคลือบสระน้ำ พบว่า มีสมบัติด้านความต้านทานต่อแรงดึง ความสามารถในการยืดจนขาด ความต้านทานต่อการฉีกขาด ความต้านทานต่อการบ่มเร่งด้วยอากาศร้อนที่ดี เมื่อทิ้งไว้ในสภาวะการใช้งานจริงประมาณ 12 เดือน เทียบกับแผ่นพลาสติก HDPE ที่ใช้งานในการปูสระน้ำ พบว่ายางเคลือบสระน้ำมีความต้านทานต่อการฉีกขาดที่สูงกว่าแผ่นพลาสติก HDPE ประมาณ 2 เท่า จากผลการประมาณการอายุการใช้งานของแผ่นฟิล์มยางเสริมด้วยผ้าดิบ คือ 10 ปี หรือประมาณ 3 เท่าของวัสดุพลาสติกที่ใช้งานแบบเดียวกัน ผลการวิเคราะห์คุณภาพของน้ำในสระเลี้ยงปลาที่เคลือบด้วยยางธรรมชาติเสริมผ้า พบว่าตัวอย่างน้ำที่เก็บมีค่าผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด

งานวิจัยนี้เป็นการช่วยเกษตรกรหรือแหล่งชุมชนให้มีสระกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา ยังเป็นการช่วยสร้างคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้มีน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรได้เอง โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่ายางพาราของประเทศ ส่งเสริมโอกาสการใช้ยางในปริมาณมาก โดยเฉพาะการใช้เคลือบบ่อเพื่อประโยชน์ในภาคเกษตรกรรม และเพื่อการอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่มีอยู่จำนวนมากทั่วประเทศ

เทคโนโลยีการเคลือบสระนี้ได้ผ่านการทดสอบทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ (Lab scale) และระดับการใช้งานจริง (Field Test) ในขนาดและการใช้งานประเภทต่างๆ มากกว่า 10 พื้นที่ อาทิเช่น ปี 2552 – 2553 บ่อสาธิตขนาดเล็กในพื้นที่ขององค์การสวนยาง อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช, ปี 2553 – 2554 บ่อพักน้ำในโรงงานบริษัทยู เอส บ่อทอง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จังหวัดชลบุรี เพื่อใช้ประโยชน์ในการบำบัดน้ำเสียกลับมาใช้ในโรงงาน, ปี 2555 – 2556 บ่อสำหรับเลี้ยงปลาในชุมชนบริเวณจังหวัดปัตตานี จำนวน 4 แห่ง, ปี 2556 – 2557 บ่อกักเก็บน้ำที่เกาะปุโหลด จังหวัดสตูล โดยร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อสร้างบ่อกักเก็บน้ำสำหรับการเกษตรและอุปโภคบริโภค และปี 2558 บ่อกักเก็บน้ำที่ อ.งาว จ.ลำปาง ซึ่งเป็นบ่อที่มีความลาดชันสูงและสภาพการดำเนินงานในพื้นที่ที่ยากลำบากในการเข้าถึง โดยร่วมกับฝ่ายกิจการพลเรือน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง สร้างเป็นต้นแบบการจัดระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อพัฒนาระบบการเกษตรของชุมชนที่สูง และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ ผลการใช้งานในทุกพื้นที่พบว่าบ่อที่เคลือบด้วยน้ำยางพาราสามารถกักเก็บน้ำได้ดี มีปริมาณน้ำขังในบ่อตลอดทั้งปี และในปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บรรจุผลงานวิจัยนี้เป็นหนึ่งโครงการในการเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศเพื่อแก้ไขวิกฤติราคายาง โดยร่วมกับกรมชลประทานขยายผลนำร่องสำหรับการเคลือบบ่อเพื่อประโยชน์ด้านการเกษตร

องค์การสวนยางนาบอน อ. ทุ่งใหญ่ จ. นครศรีธรรมราช
โรงงานบริษัทยู เอส บ่อทอง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จ.ชลบุรี
บ่อเลี้ยงปลาในชุมชนบริเวณ จ.ปัตตานี
บ่อกักเก็บน้ำที่ อ.งาว จ.ลำปาง

 

เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย

“เทคโนโลยีการเคลือบสระกักเก็บน้ำด้วยน้ำยางธรรมชาติ”

หัวหน้าโครงการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดิศัย รุ่งวิชานิวัฒน์

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

สนับสนุนการวิจัยโดย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 

00:00
00:00
Empty Playlist