Thumbnail_Climate Resilience-01

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความจำเป็นที่ต้องปรับตัว

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นปรากฏการณ์จากภาวะโลกร้อน ซึ่งในขณะนี้ยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนว่าจะหยุดยั้งลงได้อย่างไร เมื่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะหลีกพ้นได้ สังคมไทยต้องเตรียมตัวให้สามารถอยู่ได้ภายใต้สถานการณ์อนาคต หรือ เพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงได้มากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น หรือ การเปลี่ยนแปลงอาจมีหลายด้านหลายรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรือปริมาณฝนเท่านั้น การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และประเด็นสำคัญที่ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น

คุณศุภกร ชินวรรโณ หัวหน้าโครงการวิจัย “การจัดทำรายงานสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่2 (ด้านความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)” และ ผู้ประสานงานชุดโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สกสว. ให้ความเห็นว่า “เรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนี้เป็นประเด็นที่ได้มีการพูดกันในสังคมไทยมาระยะหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ดี การวางแผนหรือยุทธศาสตร์เพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระยะที่ผ่านมามักจะเน้นความพยายามที่จะจัดการกับปัญหาในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นหลัก โดยยึดผลการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อภาคส่วนต่างๆ เป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผนกรอบแนวคิดเช่นนี้ นำมาซึ่งคำถามถึงความละเอียดถูกต้องของผลการประเมินดังกล่าวและก่อให้เกิดความไม่แน่ใจในการวางแผนต่างๆ ที่จะจัดการกับสถานการณ์ในอนาคตระยะยาวซึ่งในที่สุดก็ส่งผลให้สังคมไทยยังคงขาดแผนงานหรือการดำเนินการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรมในบริบทที่ถูกต้อง”

Climate Resilience Society

เป้าหมายสำคัญในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นเป็นการปรับตัวเพื่อก้าวไปสู่การเป็นสังคมที่มั่นคงและทนทานต่อความเสี่ยงจากภูมิอากาศ (Climate Resilience Society) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปในอนาคต และส่งผลให้สังคม และ/หรือ ภาคส่วนต่างๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงในระดับหรือรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิมการวางแผนหรือยุทธศาสตร์ในบริบทนี้ผู้วางนโยบายหรือแผนงานต่างๆ ควรจะต้องปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm shift) ในการวางแผนต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และคำนึงว่าวิธีการวางแผนหรือนโยบายต่างๆ ในปัจจุบันนั้นจะต้องมีการปรับกรอบแนวคิดบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

การปรับกระบวนทัศน์ที่สำคัญคือ การมองประเด็นปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในบริบทที่กว้างขึ้น โดยพิจารณาในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืนในเงื่อนไขที่ภูมิอากาศอาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ทั้งนี้ผู้วางแผนและนโยบายต่างๆ ควรจะต้องมองเป้าหมายของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศใน 2 ประเด็น คือ การสร้างความมั่นคงและเข้มแข็ง (Resilience) ของชุมชนหรือสังคมต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต และอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ การวางนโยบายหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาต่างๆ ให้มีความทนทาน (Robustness) ต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต โดยแผนพัฒนาดังกล่าวจะต้องเกิดประโยชน์ในปัจจุบันและยังคงสามารถบรรลุเป้าหมายในอนาคต เพื่อที่จะสามารถกำหนดความคุ้มค่าของการดำเนินการได้

ตัวอย่างจากงานวิจัย “การศึกษาความเสี่ยง ความเปราะบาง และแนวทางการปรับตัว ของระบบเกษตรและสังคมเกษตรกรต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : กรณีศึกษาระบบเกษตรพืชไร่-นาในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูลเป็นการประเมินแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโดยอาศัยแนวคิดดังกล่าว คือ ตำบลเหล่าอ้อย อำเภอร่องคำจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก อาชีพหลักของชุมชนคือการทำนาปีในช่วงฤดูฝน ซึ่งประสบความเสียหายมากบ้างน้อยบ้างเกือบทุกปี ดังนั้นชุมชนจึงเสนอแนวคิดที่จะเปลี่ยนไปทำนาปรังหลังฤดูน้ำท่วมแทน โดยขอให้มีการพัฒนาระบบชลประทานขนาดเล็กขึ้น และมีแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้โดยการตั้งสถานีสูบน้ำจากลำน้ำปาวซึ่งเป็นสาขาหลักของแม่น้ำชีและไหลผ่านพื้นที่ตำบลเหล่าอ้อย และพัฒนาระบบท่อส่งน้ำไปยังพื้นที่นา ซึ่งเมื่อนำประเด็นการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมาร่วมพิจารณาด้วยแล้ว ภาพฉายอนาคตของภูมิอากาศในภาคอีสานคือ หน้าฝนอาจจะมีปริมาณฝนโดยรวมสูงขึ้นและฝนตกหนักมากขึ้น แต่ฤดูแล้งอาจจะร้อนมากขึ้นและขยายตัวยาวนานมากขึ้น ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนที่จะปรับจากการทำนาปีมาเป็นนาปรังนั้นจัดว่าสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เนื่องจากความเสี่ยงน้ำท่วมน่าจะสูงขึ้น แต่แนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อาจจะไม่เหมาะสมกับภูมิอากาศในอนาคต เนื่องจากน้ำในลำน้ำอาจลดลงในฤดูแล้ง อีกทั้งอาจมีความต้องการน้ำโดยรวมในลุ่มน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากการที่ฤดูแล้งอาจจะร้อนมากขึ้นและขยายตัวยาวนานมากขึ้น

พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากในตำบลเหล่าอ้อย

ดังนั้น การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในกรณีศึกษานี้คือ พัฒนาหนองน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่เพื่อเก็บกักน้ำในฤดูน้ำท่วมเพื่อทำนาในฤดูแล้งแทนการสูบน้ำจากลำน้ำการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโดยการปรับรูปแบบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชุมชนเช่นนี้เป็นการสร้างความมั่นคงและเข้มแข็ง (Resilience) ของชุมชน และทำให้ยุทธศาสตร์การพัฒนามีความทนทาน (Robustness) ต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต อีกทั้งเป็นการดำเนินการที่เกิดประโยชน์ในปัจจุบันและยั่งยืนภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเท่าที่องค์ความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันจะสามารถสนับสนุนการตัดสินใจได้

พัฒนาหนองน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่เพื่อเก็บกักน้ำ

ในประเด็นการปรับกระบวนทัศน์ในการวางแผนและนโยบายการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเพื่อก้าวไปสู่สังคมที่มั่นคงและทนทานต่อความเสี่ยงจากภูมิอากาศนี้ ผู้ที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายยังต้องปรับแนวคิดและกรอบการวางแผนให้เหมาะกับบริบทของอนาคตระยะไกลซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ยาวนานกว่ากรอบการวางแผนที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน โดยเป็นการวางแผนที่ต้องคำนึงถึงสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนของอนาคตระยะยาวในกรอบเวลาของภูมิอากาศ กรอบเวลาที่ยาวนานนี้มีตัวแปรต่างๆ มากมายที่อาจเปลี่ยนแปลงโดยที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างเจาะจง

ดังนั้น การวางแผนต่างๆ ภายใต้กรอบของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะยึดแนวทางอนาคตที่ตายตัว หรือยึดหลัก “Predict then act” ไม่ได้ แต่จะต้องใช้หลักการของการใช้ภาพฉายอนาคตหลายๆ แนวทางภายใต้สมมุติฐานที่แตกต่างกันมาประกอบการตัดสินใจและ/หรือ ประเมินความทนทาน (Robustness) ของแผนงานต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่หลากหลายโดยเป็นกระบวนการวางแผนที่ต้องมีการทบทวนเป็นระยะๆ ดังนั้น ในแง่นี้นโยบายการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจึงอาจจะเป็นกรอบการดำเนินการมากกว่าที่จะเป็นแผนดำเนินงานที่เจาะจงซึ่งเป็นการวางแผนภายใต้บริบทของสังคมในปัจจุบันเท่านั้น โดยหัวใจหลักของแนวคิดใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นนั้นให้ความสำคัญกับการชี้ให้ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมองเห็นว่าจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงอย่างไรเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต และถ้าตัดสินใจที่จะปรับตัวจะสามารถลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างไร ซึ่งจะช่วยให้ภาคส่วนต่างๆ มีแรงจูงใจในการปรับตัวมากยิ่งขึ้น

 

เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย

“การจัดทำรายงานสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่2 (ด้านความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)”

หัวหน้าโครงการ

ศุภกร ชินวรรโณ

สนับสนุนการวิจัยโดย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 

โครงการวิจัย

“การศึกษาความเสี่ยง ความเปราะบาง และแนวทางการปรับตัว ของระบบเกษตรและสังคมเกษตรกรต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กรณีศึกษาระบบเกษตรพืชไร่-นาในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูล”

หัวหน้าโครงการ

ดร.วิเชียร เกิดสุข

สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สนับสนุนการวิจัยโดย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 

00:00
00:00
Empty Playlist