RC20373_00

อิทธิพลจีน กับผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเกษตรของไทย

รัฐบาลจีนได้ดำเนินยุทธศาสตร์หลากหลายรูปแบบ ทั้งในระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลมณฑลเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรภายในประเทศ โดยได้ส่งเสริมให้เกิดการรุกออกมาลงทุนภายนอกประเทศจีน ผ่านนโยบายต่างประเทศที่สำคัญ อาทิ นโยบายก้าวออกไปข้างนอก ยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง โครงการก่อสร้างคมนาคมเพื่อการเชื่อมต่อประเทศต่างๆ โดยนโยบายต่างๆ ล้วนเอื้อให้นักลงทุนชาวจีนก้าวออกไปลงทุนในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยก็ได้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักลงทุนด้านการเกษตรจีนหลั่งไหลเข้ามา

ด้วยการผลิตสินค้าเกษตรภายนอกประเทศเพื่อส่งกลับไปจำหน่ายในประเทศจีน อาทิ ยางพารา ข้าวโพด ลำไย ผลไม้เมืองร้อน รวมทั้งกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชด้วย ทำให้ประชาชนบางส่วนในประเทศปลายทางที่มีการผลิตสินค้าเพื่อส่งกลับไปประเทศจีนนั้น ได้รับประโยชน์จากอาชีพเกษตรกรรับจ้าง แต่ในระยะยาวชุมชนท้องถิ่นต้องเผชิญหน้ากับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหารและความหวาดระแวงทุนจีนบางส่วนที่ไร้ความรับผิดชอบทางสังคม และทิ้งปัญหาเอาไว้ให้คนในพื้นที่ นับว่าเป็นสิ่งที่สังคมควรศึกษาเพื่อหาแนวทางป้องกันต่อไปอย่างยั่งยืน

 

สวนกล้วยหอมเขียวคาเวนดิช แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของนายทุนจีน

กล้วยหอมเขียวคาเวนดิช ซึ่งเคยมีฐานการผลิตทางตอนใต้ของประเทศจีน หลังจากประสบปัญหาโรคระบาดอย่างหนักได้มีการย้ายที่ไปในหลายแห่ง รวมทั้งการเข้ามาปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในลาว เมียนมา กัมพูชา และไทย โดยสวนกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชในประเทศไทยส่วนมาก อยู่ที่อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย นับว่าเป็นสวนเกษตรแปลงใหญ่ที่นายทุนจีนเข้ามาเช่าที่ดินเพื่อปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชเพื่อส่งออกไปประเทศจีน ทำให้เห็นถึงผลกระทบอยู่หลายประการ ดังนี้ 1. เกษตรกรที่เคยเช่าที่ดินทำกินในพื้นที่เดิมต้องย้ายไปหาที่ทำกินอื่นเพราะนายทุนจีนให้ค่าเช่าที่ดินมากกว่า 2. ในช่วงแรกชาวบ้านในชุมชนท้ายน้ำของพื้นที่ ประสบปัญหาการแย่งชิงน้ำเพื่อการเกษตร แต่ได้ทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาแล้ว 3. การปรับพื้นที่ในการทำสวนด้วยการล้อมรั้วใกล้แหล่งน้ำสาธารณะ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าถึงแหล่งอาหารของชุมชน 4. ลักษณะงานต้องใช้แรงงานมนุษย์อย่างเข้มข้น โดยแรงงานต้องทำงานท่ามกลางความเสี่ยงด้านสุขภาพและบริษัทส่วนใหญ่ไม่มีสวัสดิการให้ 5. แรงงานชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง และ 6. ชุมชนเกิดความกังวลต่อสารเคมีปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ดิน และปัญหาสารปนเปื้อนตกค้างในพื้นที่ระยะยาว

 

จากการประเมินความมั่นคงทางการเกษตรของกิจการสวนกล้วยหอมเขียวนั้น ทำให้เห็นถึงความท้าทายในอนาคตที่จะเกิดขึ้น โดยสามารถแบ่งออกเป็นสามมิติ กล่าวคือ

มิติด้านเศรษฐกิจ หากพึ่งพิงการส่งออกไปยังตลาดจีนมากเกินไปอาจกระทบต่อความมั่นคงทางการเกษตรภายในประเทศได้ อันเป็นผลจากราคาพืชเศรษฐกิจผกผันและการผูกขาดของผู้รับซื้อชาวจีน ทำให้เกษตรกรไทยไร้อำนาจต่อรอง นอกจากนี้ ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา ลูกไร่ หรือเกษตรกรรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการตลาดได้ และต้องแบกรับความเสี่ยงที่เกิดจากผลผลิตเสียหายหรือไม่ได้ตามเกณฑ์เพียงลำพัง ดังนั้นจึงควรมีการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อย เพื่อสร้างอำนาจต่อรองหรือระบายผลผลิตภายในประเทศ เพราะกลุ่มทุนจีนกุมข้อมูลผู้รับซื้อ องค์ความรู้ และอำนาจตัดสินใจอยู่

มิติด้านสังคม เกิดความหวาดระแวงและกังวลในการเข้ามาลงทุนสวนเกษตรภายในท้องถิ่น ทั้งด้านผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพ ด้วยการลงทุนที่ไร้ความรับผิดชอบและไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เนื่องจากหน่วยงานท้องถิ่นยังขาดความพร้อมในการรับมือกับทุนข้ามชาติ โดยแรงงาน และเกษตรกรรายย่อย ต้องเผชิญหน้ากับการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม ค่าแรงต่ำเมื่อเทียบกับภาระงาน การละเลยเรื่องความปลอดภัย ขาดสวัสดิการดูแลสุขภาพ ไร้อำนาจต่อรองกับนายจ้าง นอกจากนี้ ประชาชนในชุมชนยังขาดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการวางแผนการใช้ที่ดิน หรือการควบคุมการเข้ามาลงทุนของทุนเกษตรข้ามชาติ เพราะที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน ซึ่งหากไม่มีนโยบายหรือมาตรการในการจัดการปัญหาดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมเป็นอย่างมาก

มิติด้านสิ่งแวดล้อม สวนเกษตรแปลงใหญ่มักจะตั้งอยู่ในที่ห่างไกล ยากแก่การควบคุม และกระบวนการผลิตมีการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเข้มข้น และเสี่ยงต่อปัญหาสารเคมีสะสมในระยะยาว กระบวนการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันจากการชั่ง ตวง วัด ผลผลิตให้ได้มาตรฐานที่จีนกำหนดนั้น ทำให้ผลผลิตรูปร่างไม่สวย น้ำหนักไม่เป็นไปตามเกณฑ์ต้องถูกคัดทิ้ง แม้ว่าจะเป็นผลผลิตที่รับประทานได้ นำมาซึ่งการจัดการขยะที่ไม่เหมาะสม เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมาอย่างมาก เป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการไม่ได้คำนวนไว้ แต่ทิ้งให้เป็นภาระของชุมชนที่ต้องจ่ายในอนาคต


 

จากความท้าทายนำมาสู่ทิศทางนโยบายเพื่อส่งเสริมและควบคุม

เพื่อให้การดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงแบ่งข้อเสนอทิศทางของนโยบายออกเป็นสามช่วงระยะเวลา เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ โดยภาครัฐต้องเป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนและบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆ อย่างจริงจัง ดังนี้

ระยะแรก ช่วงก่อนดำเนินการทำสวนเกษตร ต้องมีมาตรการดูแลระบบการจัดการทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม โดยต่อยอดจากกลไกเดิมในพื้นที่ สร้างกลไกให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาร่วมรับความเสี่ยง และควรมีองค์กรกลางเพื่อกำกับดูแลระบบการผลิตแบบมีพันธสัญญา ตลอดจนสนับสนุนให้มีกลไกในการวางแผนการใช้ที่ดินการเกษตรที่สอดคล้องกับทรัพยากรในพื้นที่ โดยมีมาตรการป้องกัน/ฟื้นฟูผลกระทบจากสวนเกษตรแปลงใหญ่ และที่สำคัญต้องนำหลักบวกต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมโดยกำหนดให้ผู้ลงทุนบวกบัญชีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมในการดำเนินกิจการที่มีแนวโน้มที่จะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรุนแรง และเลือกใช้เครื่องมือทางการคลัง อาทิ ภาษีสิ่งแวดล้อม การชดเชยค่าความเสียหาย หรือการดึงดูดผู้ลงทุนที่มีคุณภาพด้วยการลดหย่อนภาษีมาใช้

ระยะที่สอง ระหว่างดำเนินกิจการสวนเกษตร ควรมีการเสริมสร้างศักยภาพหน่วยงานท้องถิ่น เพิ่มบทบาทภาคประชาชนในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ ประเมินสถานการณ์ และสร้างอำนาจต่อรองกับทุนข้ามชาติ ส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองต่างๆ ของเกษตรกรรายย่อย ส่งเสริมการพัฒนาการผลิตไปสู่ระบบเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการ การบำรุงดูแล การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ที่สำคัญควรสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลด้านการตลาดอย่างเท่าเทียม และส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และเกษตรกร รวมทั้งต้องปกป้อง ดูแลสวัสดิภาพของแรงงาน ครอบครัวแรงงาน และสุขภาพของชุมชน พร้อมทั้งส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าเกษตร ควบคู่ไปกับการควบคุมตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อการแข่งขันในด้านคุณภาพอาหารปลอดภัยทั้งในตลาดจีนและตลาดต่างประเทศ

และระยะสุดท้าย หลังดำเนินกิจการสวนเกษตร ต้องมีการสนับสนุนให้มีกลไกร่วมกันในการฟื้นฟูผลกระทบจากการทำสวนเกษตรแปลงใหญ่

ท่ามกลางกระแสการไหลบ่าของทุนจีนเหล่านี้จำเป็นต้องยอมรับว่าการเข้ามาลงทุนจากจีนได้นำเอาเทคโนโลยีการจัดการเกษตรสมัยใหม่เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยเช่นกัน ถือเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรจากประเทศกำลังพัฒนาที่มีบริบทใกล้เคียงกับประเทศไทย หากมีการรับมืออย่างเท่าทัน ย่อมสามารถนำเอาองค์ความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาต่อยอดได้ ดังนั้น การเข้ามาลงทุนของจีนจึงถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งปรับตัว รับมือกับทุนจีนที่ไร้ความรับผิดชอบ มุ่งเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่สนใจผลกระทบทางด้านลบต่างๆ ที่จะตามมา

 

ดังนั้นการผสานกำลังจากหลายภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน ประชาชน ในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ในการเรียนรู้สถานการณ์ เพิ่มกลไกและแนวทางรับมือที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นทิศทางสำคัญเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ภาคการเกษตรของไทย และเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น ตลอดจนป้องกันการลงทุนแบบการเช่าสวนเกษตรแบบย้ายที่ ซึ่งอาจจะทิ้งปัญหาไว้ให้กับชุมชนในอนาคตได้

————————————————————–

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “สวนเกษตรย้ายที่ อิทธิพลจีน กับผลกระทบต่อความมั่นคงทางเกษตรในภาคเหนือของไทย”

หัวหน้าโครงการ: ผานิตดา ไสยรส
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง กิตติชัย กงไกรสร
กราฟิก ชนกนันท์ สราภิรมย์
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ญาณิตา เหลืองคงอยู่
00:00
00:00
Empty Playlist