RC20380_00

ทัศนคติด้านความเสี่ยงกับการใช้สารเคมีของเกษตรกร

การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นหนึ่งในทางเลือกในภาคการเกษตร ที่เกษตรกรส่วนใหญ่ในไทยเลือกที่จะใช้วิธีนี้เพื่อรักษาผลผลิตของตน เนื่องจากกลัวที่จะต้องสูญเสียผลผลิตของตนให้แก่เหล่าศัตรูพืชทั้งหลาย อย่างไรก็ตามเป็นที่ทราบกันดีว่า การใช้สารเคมีในภาคการเกษตร อาจก่อให้เกิดการตกค้างของสารเคมีอยู่ในพืชผักเหล่านั้น ซึ่งจะส่งผลเสียและเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคได้ จากการตรวจสอบการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในพืชผักโดยเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเมื่อปี พ.ศ. 2559 พบว่า ผักที่มีการตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ได้แก่ พริกแดง กะเพรา ถั่วฝักยาว คะน้า ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน มะเขือเทศและแตงกวา เป็นต้น

นอกจากนี้การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ถึงแม้ข้อเสียของการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะมากมายขนาดนี้ แต่จากผลสำรวจจากรายงานวิจัย “โครงการทางเลือกเชิงนโยบายสำหรับการจัดการศัตรูพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดลอ้ม ในประเทศไทย” ที่ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจภาคสนาม จากเกษตรกรตัวอย่างผู้ปลูกผักจำนวน 303 ราย ในจังหวัดปทุมธานี นครปฐม และราชบุรี ปีการผลิต พ.ศ. 2559 พบว่า การจัดการศัตรูพืชของครัวเรือนส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้สารเคมีในกำจัดศัตรูพืชเป็นหลัก ซึ่งคิดได้เป็นถึงร้อยละ 86 มีครัวเรือนเพียงบางส่วนที่เลือกการจัดการศัตรูพืชแบบอินทรีย์โดยไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช คิดได้เพียงร้อยละ 14 เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเกษตรกร “ส่วนใหญ่” เลือกที่จะใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ถึงแม้ว่าจะมีการกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีแบบอินทรีย์ที่ปลอดภัยกว่าก็ตาม

จากการสำรวจยังพบอีกว่า ถึงแม้ครัวเรือนตัวอย่างส่วนใหญ่มีการปฏิบัติตัวในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ถูกต้อง แต่ยังพบเกษตรกรที่มีการปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้องหลายด้าน เช่น เกษตรกรมีการนำ สารเคมีหลายๆ ชนิดผสมเข้าด้วยกันในการฉีดพ่นเพื่อความรวดเร็วโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ เกษตรกรมักเลือก ประเภทของสารเคมีที่ฉีดพ่นโดยสอบถามจากร้านค้าเป็นหลัก และเกษตรกรมักไม่นิยมฝังกลบผลิตภัณฑ์สารเคมีหลังจากใช้งาน เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดผลที่ตามมา คือ ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นในพื้นที่ ได้แก่ ปัญหาดินเสื่อม คุณภาพอากาศเป็นพิษ การปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ปัญหาพืชและสัตว์ในพื้นที่มีจำนวนลดลง และแมลงที่มี ประโยชน์ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน มีจำนวนลดลง เป็นต้น

ซึ่งปัญหาต่างๆ อันเป็นผลมาจากการที่เกษตรใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้น เกิดมาจากความเสี่ยง ที่เกษตรต้องแบกรับในการทำเกษตรกรรม เป็นเหตุให้เกษตรกรที่กลัวความเสี่ยงจึงต้องจำใจหันหน้าเข้าหาสารเคมี ดังนั้นในบทความนี้ จึงจะพาท่านผู้อ่าน ไปทำความรู้จักกับความเสี่ยงที่เกษตรกรต้องแบกรับ ว่าคืออะไร และมีผลอย่างไรต่อการที่ทำให้เกษตรต้องเลือกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

 

ความเสี่ยงกับการทำเกษตรกรรม

ความเสี่ยงในการทำเกษตรกรรม คือความไม่แน่นอนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบในทางลบ โดยอาจเป็นความเสี่ยงในด้านผลผลิต ซึ่งเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วม การระบาดของโรคและแมลง เป็นต้น หรือเป็นความเสี่ยงในด้านราคา ซึ่งเป็นผลมาจากการ เปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทาน หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการที่เกษตรกรมีข้อมูลไม่เพียงพอ ทำให้การคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตมีความคลาดเคลื่อน นำไปสู่ความผิดพลาดในการทำเกษตรกรรมได้ โดยเกษตรกรแต่ละคนก็ล้วนมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้มีความเสี่ยงและทัศนคติด้านความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เกษตรกรมักเลือกสิ่งที่ดีที่สุดและเกิดอรรถประโยชน์สูงสุดแก่ตนเอง

ทัศนคติด้านความเสี่ยงของเกษตรกรที่แตกต่างกัน หมายความว่าเกษตรกรแต่ละคน จะสามารถยอมรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน บางคนอาจยินดีที่จะรับความเสี่ยงบ้าง ในขณะที่เกษตรอีกคนไม่อาจแบกรับความเสี่ยงได้เลย ซึ่งทัศนคติด้านความเสี่ยงนี้ก็ส่งผลต่อการทำเกษตรกรรมในหลายๆ ด้าน ยกตัวอย่างเช่น การซื้อเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร หัวหน้าครัวเรือนที่กล้าเสี่ยง มักยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งนี้ทัศนคติด้านความเสี่ยงอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นกับเวลาและปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

จากรายงานวิจัย โครงการทางเลือกเชิงนโยบายสำหรับการจัดการศัตรูพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในประเทศไทย ได้ศึกษาทัศนคติด้านความเสี่ยงของเกษตรกรตัวอย่างผู้ปลูกผักจังหวัดนครปฐม ปทุมธานี และราชบุรี เมื่อพิจารณาจากการสัมภาษณ์ระดับการยอมรับความเสี่ยงในการจัดการศัตรูพืชจากสเกล 0 ถึง 10 โดย 0 หมายถึง ไม่ยินดีเสี่ยง และ 10 หมายถึง ยินดีเสี่ยงอย่างเต็มที่ ผลการศึกษาเมื่อจัดช่วงกลุ่มทัศนคติด้านความเสี่ยง พบว่า ระดับความเสี่ยง 5-6 เป็นระดับการยอมรับความเสี่ยงที่เกษตรตัวอย่างยอมรับสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 35.31 รองลงมา คือ ระดับความเสี่ยง 0 (ไม่ยินดีเสี่ยง) ต่อมาเป็นความเสี่ยงระดับ 1-2 คิดเป็นร้อยละ 17.82 ความเสี่ยงระดับ 3-4 ร้อยละ 10.23 และระดับการ ยอมรับความเสี่ยง 7-8 และ 9-10 ร้อยละ 7.59

 

เมื่อไม่กล้าเสี่ยง จึงเลือกใช้สารเคมี

จากการลงพื้นที่สำรวจภาคสนาม พบว่าเกษตรกรตัวอย่างจะมีความกลัวการสูญเสียผลผลิต หากมีการระบาดของโรคแมลง เกษตรกรจะเลือกที่จะใช้การฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืชทันที และโดยส่วนใหญ่เกษตรกรที่ใช้สารเคมีในการจัดการศัตรูพืชจะมีทัศนคติในการยอมรับความเสี่ยงต่ำกว่าเกษตรกรที่จัดการศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมี โดยเกษตรกรตัวอย่างที่มีการจัดการศัตรูพืชแบบใช้สารเคมี ประกอบไปด้วยเกษตรกรที่ใช้สารเคมีเพียงอย่างเดียว และเกษตรกรที่ใช้ทั้งสารเคมีและวิธีชีววิธีผสมผสานกัน ขณะที่เกษตรกรที่มีการปลูกผักแบบอินทรีย์ จะไม่มีการใช้สารเคมีเลย

สิ่งที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรสามารถ หรือไม่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน อาทิ ขนาดครัวเรือน พื้นที่ถือครองในการทำการเกษตร ประสบการณ์ในการเพาะปลูกพืชผัก ขนาดพื้นที่เพาะปลูก การรับรู้เกี่ยวกับวิธีการจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธี ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรความรู้ในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในการจัดการศัตรูพืชโดยการใช้สารเคมี ความรู้เรื่องผลกระทบจากการใช้สารเคมี ราคาของผลผลิต ไปจนถึงรายได้ภาคการเกษตรจากการปลูกพืชผักต่างๆ เหล่านี้คือปัจจัยที่มีผลต่อทัศนคติด้านความเสี่ยงของเกษตรกร ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช

ดังนั้นจากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น คำถามคือจะทำอย่างไรให้เกษตรกรสามารถมีระดับการยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น เพื่อที่จะได้เลิกใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช โดยจากกการศึกษาพบว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความสัมพันธ์กับระดับการยอมรับความเสี่ยง ได้แก่ การพูดคุย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการศัตรูพืชกับบุคคลในครอบครัว โดยเกษตรกรที่มีความถี่ หรือความสม่ำเสมอในการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และถ่ายทอดความรู้กับบุคคลในครอบครัวเรื่องการจัดการศัตรูพืช มีระดับการยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น แสดงว่า ยิ่งมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือมีความอบอุ่นในครัวเรือนมาก ยิ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของเกษตรกรเพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี รวมทั้งการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในการจัดการศัตรูพืชโดยใช้สารเคมี มีอิทธิพลต่อทัศคติด้านความเสี่ยงในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ เกษตรกรที่มีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง มีทัศนคติในการยอมรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น พร้อมทั้งเกษตรกรที่รู้จักหรือรับรู้วิธีการจัดการศัตรูพืชด้วยวิธีชีววิธี ทำให้มีทัศนคติที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูงขึ้นเช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการเพิ่มความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของเกษตรกรได้อย่างดียิ่ง

 

 

สุดท้ายนี้จึงเห็นได้ว่า ถึงแม้ทัศนคติด้านความเสี่ยงของเกษตรกรจะมีผลต่อการเลือกใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายในการกำจัดศัตรูพืช ยิ่งกลัวความเสี่ยงมากยิ่งอยากใช้สารเคมีมาก ถึงกระนั้นหากเกษตรกรมีความถี่ในการแลกเปลี่ยน พูดคุยและถ่ายทอดประสบการณ์การจัดการศัตรูพืชกับบุคคลในครอบครัว จะมีความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงได้เพิ่มขึ้น ชี้ให้เห็นว่าควรมีการสร้างความเข้มแข็งของครัวเรือน และหากเกษตรกรมีการรับรู้และรู้จักการจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธีที่หลากหลาย และมีการปฏิบัติที่ถูกต้องในการจัดการศัตรูพืชโดยใช้สารเคมี เช่น สำรวจแมลงในพื้นที่ก่อนการฉีดพ่นสารเคมี มีการป้องกันตัวขณะฉีดพ่นสารเคมี โดยการปิดปาก ปิดจมูก สวมเสื้อแขนยาว และชำระล้าง กายทันทีหลังฉีดพ่นสารมี พิจารณาชื่อสามัญและความเป็นพิษของสารเคมีจากฉลากบนผลิตภัณฑ์ รวมทั้ง ปฏิบัติตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์สารเคมีนั้นๆ เช่น ผสมในอัตราส่วนที่กำหนด และไม่ผสมสารเคมีหลายๆ ชนิดรวมกันในการฉีดพ่น เป็นต้น จะทำให้เกษตรกรมีโอกาสในการยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่า ภาครัฐควรส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกรรับรู้ถึงแนวทางและวิธีการจัดการศัตรูพืชทางเลือก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีววิธี รวมถึงให้ความรู้ด้านพิษภัยของสารเคมีต่อสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพต่อไป

 

————————————————————–

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “โครงการทางเลือกเชิงนโยบายสำหรับการจัดการศัตรูพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย”

หัวหน้าโครงการ: สุวรรณา ประณีตวตกุล และคณะ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ธนภัทร ทองสอน
กราฟิก ธนภัทร ทองสอน
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ญาณิตา เหลืองคงอยู่
00:00
00:00
Empty Playlist