153913

เมื่ออาคารอยากต้านทานแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหว จะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ รุนแรงเพียงไหน ยังเป็นเรื่องยากที่จะทำการคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ แต่เมื่อคุณต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เสี่ยงนั้นไม่ว่าจะมากหรือน้อย คุณจะทำอย่างไร? ย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อไปหาที่อยู่ใหม่คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

รศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย หัวหน้าโครงการวิจัย หัวหน้าชุดโครงการลดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในประเทศไทย สกสว. ระบุว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดและสามารถดำเนินการได้ในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยแผ่นดินไหว คือ การควบคุมให้อาคารและโครงสร้างต่างๆ ในพื้นที่เสี่ยงภัยมีการออกแบบก่อสร้างให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการออกกฎหมายที่มีมาตรฐาน ตลอดจนศึกษา สำรวจ วิจัยเกี่ยวกับแผ่นดินไหว เพื่อให้มีข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจที่ดีกว่าในปัจจุบัน และเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ”

โยกตัวได้มาก ต้านทานแผ่นดินไหวได้ดี  

ปัจจัยหลักที่ทำให้อาคารสามารถต้านทานแผ่นดินไหวรุนแรงได้ คือ กำลังต้านทานแรงด้านข้าง และ ความเหนียวของโครงสร้างอาคาร ซึ่งหมายถึงความสามารถในการโยกของอาคาร หากโยกได้เพียงเล็กน้อยแสดงว่ามีความเปราะบาง จะต้านทานได้นิดเดียวและพังถล่มเมื่อเกิดแผ่นดินไหว แต่ถ้าสามารถโยกตัวได้มาก โครงสร้างเหนียว จะมีความสามารถในการต้านทานแผ่นดินไหวได้ดี ดังนั้นวิธีการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวจึงต้องมี 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1.การออกแบบให้โครงสร้างมีกำลังต้านทานแรงด้านข้างในระดับที่เหมาะสม 2.ออกแบบให้โครงสร้างมีลักษณะ รูปทรง และสัดส่วนที่ดี สามารถโยกไหวได้โดยไม่บิดตัว ไม่เกิดความเสียหายเฉพาะจุด (Localized damage) และไม่เสียเสถียรภาพ และ 3.ออกแบบองค์อาคารและโครงสร้างทั้งระบบในรายละเอียดให้โครงสร้างมีความเหนียว

 

อาคารประเภทไหนบ้างที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหว?

การออกแบบอาคารใหม่เพื่อต้านทานแผ่นดินไหวมีกฎหมายบังคับควบคุมอย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ.2550 โดยบังคับใช้กับอาคารสาธารณะและอาคารที่มีความสำคัญ หรืออาคารที่มีความสูงเกิน 15 เมตร ขึ้นไปในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดที่ตั้งอยู่บนรอยเลื่อน เช่น กาญจนบุรี เชียงราย และเชียงใหม่ เป็นต้น

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย รวมถึงหลายเมืองทั่วโลก ก็คือ สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาเพื่อให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้ ดังนั้นภาพอาคารถล่มทับผู้อยู่อาศัยจนเสียชีวิตจึงมีให้เห็นอยู่เป็นประจำ

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย และนักวิจัย สกสว. ให้ข้อมูลว่า สำหรับประเทศไทย อาคารที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหวมากๆ มีอยู่สองประเภท คือ พวกตึกแถว ซึ่งเสามีขนาดเล็ก และการก่อสร้างไม่ได้ควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างให้ดี ไม่มีวิศวกรมาออกแบบหรือคุมงาน พวกนี้หากเกิดแผ่นดินไหว อาจทำให้อาคารทรุดเอียงลงมาทางด้านหน้าของอาคารซึ่งมักเปิดโล่งเพื่อใช้ทำการค้า ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่น่ากังวล เพราะแทบไม่มีข้อมูลเลยว่าอาคารเหล่านี้ใส่เหล็กในเสา และ คานเท่าใด และ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีแบบก่อสร้างเก็บไว้ ทำให้ไม่มีข้อมูลที่จะนำมาประเมินกำลังรับน้ำหนักได้

ส่วนอาคารอีกประเภทที่เสี่ยงก็คือ อาคารไร้คาน การก่อสร้างจะเป็นแผ่นพื้นวางบนเสาเป็นชั้นๆ ไม่มีคานรองรับ บางทีก็ฝังลวดอัดแรงอยู่ข้างในด้วย พวกนี้เป็นที่นิยมมาก เพราะก่อสร้างได้รวดเร็ว เช่น อาคารจอดรถ อาคารสำนักงาน ซึ่งอาคารพวกนี้มีความเสี่ยงมากหากพื้นบางเกินไป เนื่องจากเมื่อเกิดแรงไหวอาจจะพังทะลุผ่านเสาตกลงไปกระแทกพื้นชั้นล่างลงไปเป็นทอดๆ ทำให้อาคารทั้งหลังถล่มลงได้

นอกจากนี้ อาคารสูงที่มีลักษณะไม่สมมาตรหรือที่ชั้นล่างเปิดโล่ง อาคารที่ก่อสร้างด้วยระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปที่ข้อต่อไม่แข็งแรง อาคารที่ทำการต่อเติมและทำทางเดินเชื่อมต่อกัน อาคารเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวทั้งสิ้น

เตรียมความพร้อมอาคารให้มีความปลอดภัย

          เมื่อเราทราบแล้วว่าความปลอดภัยต้องเน้นที่อาคารบ้านเรือนหรือว่าสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้น “อาคารสร้างใหม่” ต้องออกแบบและก่อสร้างให้รองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวตามกฎกระทรวงปี พ.ศ.2550   นอกจากนี้วิศวกรยังสามารถออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวตามมาตรฐานการออกแบบของกรมโยธาธิการและผังเมืองทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ มยผ.1301-54 และ มยผ.1302-52

ส่วน “อาคารเก่า” ที่ไม่ได้ออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหว ต้องมีการประเมินและเสริมความแข็งแรงอาคารในกรณีที่ตรวจพบว่าอาคารไม่แข็งแรงพอ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น ติดตั้งโครงเหล็กค้ำยัน การหุ้มด้วยแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์-เหล็ก การใส่เหล็กปลอกที่เสา หรือการเพิ่มขนาดคานที่ยึดระหว่างเสาให้ใหญ่ขึ้น เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการแก้ในระยะยาวที่ดีที่สุด คือ การก่อสร้างอาคารรุ่นใหม่ให้แข็งแรง ทดแทนอาคารรุ่นเก่า บนความเคร่งครัดของการทำตามมาตรฐานที่มี

 

เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “ศึกษาวิธีการออกแบบและเสริมกำลังอาคารในประเทศไทยเพื่อต้านทานแผ่นดินไหว”

นักวิจัย ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย

หัวหน้าชุดโครงการลดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในประเทศไทย

สนับสนุนการวิจัยโดย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 

 

00:00
00:00
Empty Playlist