RC20348-1

ชุมชนชายแดนบ้านฮวก มรดกของนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย – ลาวที่บ้านร่มเกล้ายุติลง ยุคของรัฐบาลพลเอกชาติชาย     ชุณหะวัณ ประกาศใช้นโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าในกลางปี พ.ศ. 2531 ไทยจึงหันมาจับมือกับรัฐบาลกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงตอนบนและตอนกลางอย่าง ลาว พม่า จีน เวียดนาม และกัมพูชา โดยมุ่งสร้างความมั่นคงของชาติจากความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจร่วมกัน เกิดความร่วมมือระดับภูมิภาคตามมามากมาย อาทิ โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ซึ่งโครงการเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้นำไปสู่การเกิดพื้นที่และกิจกรรมทางเศรษฐกิจบริเวณพื้นที่ชายแดนต่าง ๆ เช่น จุดผ่านแดนถาวร จุดผ่อนปรนเพื่อการค้า สะพานมิตรภาพระหว่างประเทศ ตลาด การค้าชายแดน และการลงทุนจากทั้งนายทุนท้องถิ่นและนายทุนระดับชาติ โดยพื้นที่ชุมชนบ้านฮวกในจังหวัดพะเยา นับเป็นจุดผ่อนปรนหนึ่งในด่านชายแดนไทย – ลาวตอนบนที่เกิดขึ้นภายใต้นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าที่ยังดำรงอยู่มาถึงปัจจุบัน จึงควรทำการศึกษาเพื่อให้ทราบถึงความเป็นมา สถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาปรับปรุงต่อไปในอนาคต

จุดผ่อนปรนชายแดนชุมชนบ้านฮวก : สนามการค้าที่รุ่งเรืองในอดีต ซบเซาในปัจจุบัน

ชุมชนบ้านฮวก เป็นชุมชนชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว ตั้งอยู่ที่ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ซึ่งการค้าข้ามแดนพื้นที่ชายแดนบ้านฮวกนับเป็นตัวอย่างของการสร้างความมั่นคงของชาติผ่านการสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ

สนามการค้าได้เริ่มต้นจากการรบไปค้าไปของทหารอาสาในชุมชนที่อาศัยเครือข่ายทางชาติพันธุ์เดิมก่อนการแบ่งอาณาเขตประเทศ นับว่าเป็นความรุ่งเรืองในช่วงต้นของการเปิดด่านบ้านฮวกเป็นจุดผ่อนปรนชายแดน เป็นภาพการค้าข้ามแดนที่เอื้อต่อการกินดีอยู่ดีของชาวบ้าน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐไทยยังไม่ได้สถาปนาอำนาจบนพื้นที่ชายแดนอย่างมั่นคง กล่าวคือ เมื่อย้อนไปในช่วงสงครามเย็นความตรึงเครียดระหว่างรัฐชาติสองฝั่ง รวมทั้งมีขบวนการฝ่ายซ้ายอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดน ทำให้อำนาจรัฐบริเวณชายแดนมีความไม่แน่นอน เป็นผลให้เกิดช่องว่างที่คนระดับพื้นที่อาศัยเครือข่ายทางชาติพันธุ์ค้าขายลอดรัฐแบบกองทัพมดได้ ตลอดจนในช่วงบ้านฮวกเริ่มเปิดเป็นจุดผ่อนปรนชายแดน รัฐบาลต้องการสร้างบรรยากาศการค้าข้ามแดน จึงไม่มีการเข้มงวดมากนัก กอปรกับโครงสร้างของภาครัฐยังไม่มีความพร้อมในการเข้าไปจัดการด่านอย่างรอบด้าน ความยืดหยุ่นเช่นนี้ทำให้เศรษฐกิจชายแดนบ้านฮวกเกิดความรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในช่วงทศวรรษแรกหลังจากที่เปิดด่าน

เมื่อรัฐได้สถาปนาอำนาจเข้ามาในพื้นที่ชายแดนบ้านฮวกทั้งในรูปแบบหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ กฎ พิธีการด่านและศุลกากรในช่วงกลางปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา กับทั้งรัฐยังพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานในพื้นที่ชายแดนอันสอดรับกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระดับอนุภูมิภาค และการขยายขอบเขตการเดินทางของผู้คนจากฝั่งลาวจากเพียงแค่เขตชุมชนบ้านฮวกไปเป็นระดับจังหวัดพะเยาที่สอดรับกับเศรษฐกิจฝั่งเมืองที่เติบโตขึ้นอย่างมาก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมของจังหวัดพะเยานั้นเติบโตขึ้น แต่สำหรับชาวบ้าน ฮวกกลับไม่ได้ประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าวเลย บ้านฮวกกลายเป็นเพียงทางผ่านของการพัฒนา ผู้ที่ได้ประโยชน์ตกไปเป็นของนายทุนหรือพ่อค้ารายใหญ่จากภายนอก มากกว่านั้นปัจจัยด้านเสถียรภาพทางการเมืองของไทยที่ไม่มั่นคงมาตลอดกว่าสองทศวรรษยังส่งผลต่อบรรยากาศการค้าชายแดน ที่ทำให้เศรษฐกิจชายแดนของชุมชนบ้านฮวกซบเซาลงไปอีก

พัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดน ไม่ได้คำนึงถึงคนในพื้นที่

พัฒนาการการค้าข้ามแดนของชุมชนบ้านฮวกจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่า รัฐพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดนโดย คำนึงถึงอำนาจของรัฐที่มาในรูปแบบหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ และกฎระเบียบหรือพิธีการด่านและศุลกากร อย่างมีความสำคัญมากกว่าการกินดีอยู่ดีของคนในพื้นที่ชายแดนเอง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าแม้การกินดีอยู่ดีที่เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญของความมั่นคงในชีวิตมนุษย์ตามที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดไว้แต่ภาครัฐก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร และที่สำคัญการเปิดพื้นที่ชายแดนเพื่อการค้าข้ามชาติและภูมิภาค ก่อให้เกิดผลดีต่อรัฐและนายทุนจากต่างถิ่นมากกว่าผู้คนในพื้นที่ รัฐและนายทุนจากนอกพื้นที่ทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติเป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์ในมิติของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นผู้คนจากนอกพื้นที่ชุมชนชายแดนซึ่งอยู่ที่ตัวอำเภอหรือเมืองที่มีทุนและสามารถเข้าถึงโอกาสมากกว่า ดังนั้น กรณีชุมชนชายแดนบ้านฮวก กลับแสดงให้เห็นว่าคนในชุมชนต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงในชีวิตที่เป็นผลพวงจากการสร้างความมั่นคงของชาติด้านเศรษฐกิจของรัฐเสียเอง แม้ว่าพื้นที่ชายแดนไทย – ลาวในภาคเหนือตอนบน แม้จะเข้าสู่ยุคการเปิดประตูการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ตอนบนมายาวนานกว่าสามทศวรรษแล้ว แต่สำหรับรัฐไทยและลาว ความมั่นคงของชาติยังคงอยู่เหนือความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ และการกินดีอยู่ดีของประชาชนในพื้นที่อยู่ดี

แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันภาครัฐได้เล็งเห็นความสำคัญของการค้าในเขตชุมชนบ้านฮวก โดยนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนาธร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2561 ในการผลักดันให้จุดผ่อนปรนบ้านฮวก อําเภอภูซาง ให้เป็นด่านชายแดนถาวร ซึ่งคาดหวังว่าหลังเกิดด่านถาวรไทยลาว (บ้านฮวก-บ้านคอบ) แล้วจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจที่อำเภอภูซางและอำเภอข้างเคียง ในการพัฒนาเป็นเมืองเศรษฐกิจของจังหวัดพะเยาต่อไป

อย่าลืมเสียงคนในพื้นที่ ข้อเสนอแนะในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

การเปิดประเทศเพื่อการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการจะเปลี่ยนจากจุดผ่อนปรนชายแดนไปเป็นด่านสากล กลุ่มที่มีบทบาทในการตัดสินใจ และกำหนดทิศทาง คือเจ้าหน้าที่รัฐและนักธุรกิจมากกว่าชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวคือข้าราชการฝ่ายปกครองของจังหวัดและอำเภอ หอการค้า กลุ่มนักธุรกิจในระดับจังหวัดและอำเภอเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการผลักดันให้ฝ่ายนโยบายในระดับชาติเป็นผู้อนุมัติ ดังนั้น เป้าหมายและผลประโยชน์ย่อมอยู่บนพื้นฐานความต้องการของกลุ่มคนดังกล่าวมากกว่ากลุ่มคนในระดับรากหญ้าหรือชาวบ้าน ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในพื้นที่ชายแดน อาทิ พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ชาวบ้านที่มีญาติพี่น้องอยู่ทั้งสองฝั่ง กลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย กลุ่มอดีตทหารช่วยรบ ดังนั้น ปัญหาความต้องการและความคิดเห็นของผู้คนที่หลากหลายในระดับ ท้องถิ่นจึงควรจะได้รับการพิจารณาเพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจและกำหนดทิศทางการพัฒนาต่อไปด้วย

ที่สำคัญชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ไม่ได้รับรู้และคิดไม่ออกว่าพวกเขาและลูกหลานจะได้รับประโยชน์หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้อย่างไร ในทางตรงกันข้าง ชาวบ้านกลับกังวลว่าการมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในการเปิดด่านชายแดนถาวร และการเปิดเป็นจุดผ่อนปรนทางการค้าชายแดน ย่อมนำมาซึ่งการเข้ามาของคนแปลกหน้า ทั้งเป็นนักธุรกิจคนไทยจากนอกพื้นที่ และนายทุนและแรงงานจากนอกประเทศ ในทัศนะของชาวบ้านแล้วกลุ่มคนแปลกหน้าหรือคนต่างวัฒนธรรม ต่างชาติพันธุ์นี้ต่างหากที่จะเข้ามามีอิทธิพลทางเศรษฐกิจเหนือผู้คนในท้องถิ่น ดังนั้น รัฐจึงควรให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์และความขัดแย้งในการแย่งชิงทรัพยากรที่อาจเกิดตามมาจากการเปิดพื้นที่ชายแดนมากกว่าการมั่นใจในด้านความมั่นคงของรัฐและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งเป็นเพียงภาพในระดับมหาภาคเท่านั้น

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “โครงการชาติพันธุ์สัมพันธ์กับความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทยและลาว”

หัวหน้าโครงการ : ประสิทธิ์ ลีปรีชา
สนับสนุนโดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เรียบเรียง กิตติชัย กงไกรสร
กราฟิก ปาณิสรา อ่อนโพธิ์ทอง
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน วริศรา ศรีสวาท
00:00
00:00
Empty Playlist